วงการอุดมศึกษาไทยมีวาทกรรมเชิงอุดมการณ์ว่า “มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ชี้นำสังคม” มากว่า ๕๐ ปี     มีคำถามว่า มหาวิทยาลัยไทยได้ทำหน้าที่นั้นได้จริงหรือไม่

บัดนี้วงการอุดมศึกษาสากล ก็เกิดคำถามเดียวกัน    ดังในบทความ When are universities leaders or followers?  เขียนโดย John Aubrey Douglas ที่แนะนำหนังสือ ที่แต่งโดยตนเอง ชื่อ  Neo-Nationalism and Universities : Populists, autocrats and the future of higher education    อ่านและดาวน์โหลดฟรีได้ที่ Project Muse (๑) 

บทความชี้ให้เห็นผลงานต่อสังคมในลักษณะ “ผลกระทบสองหน้า” คือด้านบวก และด้านลบ ของมหาวิทยาลัย     วิเคราะห์บทบาท ๘ ประการของมหาวิทยาลัย    โดยวิเคราะห์เชื่อมโยงกับแนวโน้มทางการเมืองแนว neo-nationalism  ซึ่งไทยเราไม่เข้าข่าย  แต่ก็เข้าข่าย populist  และ autocrats    เป็นการชี้ให้เห็นความท้าทายต่อมหาวิทยาลัยในโลกตะวันตก    ที่ระบบการเมืองกำลังรับมือกับ globalization  โดยมีกระแส neo-nationalism เข้ามา

มหาวิทยาลัยไม่มีวันปลอดจากอิทธิพลของการเมืองนะครับ

บทบาท ๘ ประการที่บทความระบุได้แก่

มหาวิทยาลัยในฐานะกลไกช่วยการยกระดับทางเศรษฐกิจและสังคม (socio-economic mobility) ของบุคคลและของสังคม

มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันวิจัยปัญหาสังคม ในระดับท้องถิ่น พื้นที่ ประเทศ และโลก   ในประเด็นสำคัญๆ เช่น ความยากจน ความไม่เท่าเทียม  สุขภาพ  และสภาพแวดล้อม    ทั้งที่เป็นงานวิจัยพื้นฐาน และงานวิจัยประยุกต์   ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า ในประเทศไทยเรา มีความใจใส่ประเด็นนี้น้อยไป

มหาวิทยาลัยกับบทบาทสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยี   และพัฒนาการด้านเศรษฐกิจ

บทบาทพัฒนาคุณภาพคน ในหลากหลายมิติ   

พันธกิจเพื่อสังคม

ทำนุบำรุงศิลปะ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ของพื้นที่และของประเทศ  

พันธกิจเชื่อมโยงกับโลก

ชี้นำสังคม 

ในมุมมองของผม มหาวิทยาลัยต้องทำงานประสานเชื่อมโยง หรือร่วมมือ กับรัฐ อย่างใกล้ชิด     และในขณะเดียวกันก็รักษาระยะห่าง เพื่อให้สามารถทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์เสนอความเห็นต่างอย่างมีข้อมูลหลักฐานทางวิชาการ ทั้งต่อสังคม และต่อกลไกนโยบายโดยตรง   คือต้องไม่คล้อยตามฝ่ายการเมือง ทั้งๆ ที่มีหลักฐานทางวิชาการบอกว่านโยบายนั้นไม่เหมาะสม   

มหาวิทยาลัยต้องเป็นตัวของตัวเอง         

วิจารณ์ พานิช

๒๒ ก.ย. ๖๔