สร้างขึ้นจากทุกภาคส่วนของระบบการศึกษา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครูต้องเป็นผู้สร้าง หรือร่วมสร้าง

วัฒนธรรมข้อมูลหลักฐาน ในระบบการศึกษา  

ใน OECD Webinar  เรื่อง Teaching, learning and assessing 21st Century Skills in education : Thailand’s experience  (๑)    วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๔    หัวหน้าใหญ่ด้านการศึกษาของ OECD  Andreas Schleicher    ให้ข้อสังเกตต่อการนำเสนอของฝ่ายไทย ๓ คนคือ ดร. สิริกร มณีรินทร์, ดร. ไกรยส ภัทราวาท และผม   เป็นประโยชน์มากต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาไทย   ฟังได้ที่ (๑)  

ข้อสังเกตที่มีค่ามากข้อหนึ่งคือ เรื่องการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยข้อมูลหลักฐาน (evidence)    ท่านบอกว่าที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การขับเคลื่อนด้วย “วัฒนธรรมข้อมูลหลักฐาน” (culture of evidence)    ซึ่งหมายถึงการส่งเสริมให้ครูและคนในวงการศึกษา เป็นผู้ทำวิจัยสร้างข้อมูลขึ้นใช้    เท่ากับท่านเสนอ culture-of-evidence-based transformation    ว่าจะมีพลังกว่า evidence-based transformation     

เป็นข้อสังเกตที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง    เพราะจะส่งผลต่อวัฒนธรรมในระดับประเทศ    ส่งผลไปในอนาคตที่ยาวไกล    ไม่ใช่เฉพาะในวงการศึกษาเท่านั้น    เราต้องช่วยกันสร้างในวงการศึกษาของประเทศมีวัฒนธรรมข้อมูลหลักฐาน    ซึ่งหมายความว่า สร้างขึ้นจากทุกภาคส่วนของระบบการศึกษา   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครูต้องเป็นผู้สร้าง หรือร่วมสร้าง 

มองจากมุมของ กสศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานร่วมจัด webinar ครั้งนี้   ที่มุ่งทำงานขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (catalyst for change) ให้แก่ระบบการศึกษาของประเทศ    ให้เป็นระบบที่สร้างผลงานคุณภาพสูง    การโยงสู่การปฏิบัติของงานที่ทำอยู่แล้วจึงน่าจะมีคุณค่ายิ่ง

ผมมองได้เฉพาะบางส่วนของ กสศ.    คือส่วนที่ผมพอจะรู้เรื่องการทำงาน คือโครงการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ (TSQP)  กับโครงการสร้างครูเพื่อพื้นที่ห่างไกล (ครูรัก(ษ์)ถิ่น)     ที่มีโอกาสนำเอาเรื่องการสร้างวัฒนธรรมข้อมูลหลักฐานเข้าไปบูรณการได้ในหลากหลายกิจกรรม    เท่าที่ผมนึกออกได้แก่

  1. การส่งเสริมให้โรงเรียนและครูวัด ES – Effect Size ของเป้าหมายหลักของโรงเรียน    ซึ่งย่อมเป็น ES ของเป้าหมายที่ผลลัพธ์การเรียนรู้แบบ holistic ของนักเรียน   สำหรับใช้เป็นข้อมูล feed forward ในการพัฒนาโรงเรียน    คือทีมงานในโรงเรียนเองใช้เป็นข้อมูลสู่การทำ reflection ร่วมกันในทีมงาน และกับ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ของโรงเรียน    เพื่อวางแผนพัฒนาร่วมกัน   และทำเช่นนี้เป็นวงจรต่อเนื่องเรื่อยไปไม่มีสิ้นสุด   
  2. ในวันเดียวกันนั้น (๘ ต.ค. ๖๔) ในช่วงเช้าผมเสนอต่อวง online PLC Coaching ว่า ทีมโค้ชและโรงเรียนในโครงการ TSQP ควรร่วมกันจัดให้มี SDI – Self Development Index ของโรงเรียนในโครงการ    ผมมองว่า นี่คือมาตรการหนึ่งของการสร้าง วัฒนธรรมข้อมูลหลักฐาน ให้แก่โรงเรียนในโครงการ TSQP   เป็นการใช้ข้อมูลหลักฐานขับเคลื่อนความเป็นโรงเรียนพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบ      
  3. SQI – School Quality Index เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ผมเสนอต่อวงเรียนรู้ตามข้อ ๒    สำหรับให้ทีมโค้ชและโรงเรียนในโครงการ TSQP ดำเนินการ    ซึ่งเป็นมาตรการที่โรงเรียนและทีมโค้ชต้องใช้ข้อมูลหลักฐานโดยปริยาย   
  4. ระบบ Q-Info ที่เกื้อหนุนให้โรงเรียน พัฒนาระบบข้อมูล สำหรับใช้ในการพัฒนาตนเองได้    นี่คือประเด็นเรื่องการพัฒนาระบบข้อมูลโรงเรียน    สำหรับใช้หนุนการพัฒนาตนเอง     กสศ. ควรร่วมกับทีมโค้ช และโรงเรียนจำนวนหนึ่งในโครงการ TSQP และโรงเรียนนอกโครงการที่มีผลงานเด่นเรื่องการสร้างระบบข้อมูลขึ้นใช้พัฒนาโรงเรียน    ในการพัฒนา SISEI – School Information Systems Excellence Index    เพื่อหาโรงเรียนเด่นในด้านนี้มาร่วมกันดำเนินการพัฒนาระบบข้อมูลโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนเป็นหน่วยงานที่มีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง          

สำหรับ กสศ. นี่คือ การทำงานแบบหวังผลที่ซับซ้อน หรือผลหลายต่อ   ได้แก่เพื่อสร้างวัฒนธรรมข้อมูลหลักฐาน   เพื่อให้โรงเรียนมีเครื่องมือพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง     และที่สำคัญ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการของ กสศ. ในช่วงสามปีที่สอง (๒๕๖๕ - ๒๕๖๗)    ที่เน้น “การจัดการผลสำเร็จ” สู่การขยายผลไปทั่วประเทศ     มาตรการ ๔ ข้อข้างบน จะช่วยให้ กสศ. ค้นหา “โรงเรียนต้นแบบตัวอย่าง” พบได้โดยง่าย   นำมาจัดกิจกรรมขยายผลได้อย่างมีข้อมูลหลักฐาน    เท่ากับการจัดการขยายผลของ กสศ. ก็เป็นการจัดการขยาย วัฒนธรรมข้อมูลหลักฐาน ด้วย    เป็นมาตรการที่ ๕ ที่ผมนึกออก      

ผมเชื่อว่า มาตรการที่เสนอข้างต้น ๕ มาตรการนี้ จะส่งผลต่อการ transform ระบบการศึกษาไทย    แต่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง ๕ - ๑๐ ปี    และต้องดำเนินการแบบ empower ให้โรงเรียนแกนนำเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง    กสศ. และหน่วยต้นสังกัดเน้นทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน ไม่ใช่นำ        

วิจารณ์ พานิช

๙ ต.ค. ๖๔