ธรรมชาติชีวิตของคน (หรือสัตว์ก็ตาม) นอกจากความตายแล้ว ย่อมหนีไม่พ้นคือความอยาก ความอยากบางอย่างถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เช่น อย่ากข้าว อยากน้ำ เพราะถ้าไม่กินก็ต้องตาย ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ปัจจัยดำรงชีพที่สำคัญมากคือลมหายใจ แต่เนื่องจากธรรมชาติได้สร้างมาให้เราอย่างไม่ขาดแคลน คนเราจึงไม่ต้องแสวงหาลมมาหายใจ เพราะมันมีทั่วสารทิศ ไม่ต้องหายกเว้นคนที่ป่วยหนักที่ต้องใช้ถังออกซิเจนเท่านั้น แต่สิ่งที่เราต้องหาคืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยามารักษาโรค แต่สังคมเราสมมุติให้เงินสามารถที่จะซื้อสิ่งเหล่านั้นได้ เพราะเหมือนแก้วสารพัดนึก ดังนั้น คนเราจึงต้องหาเงินมาเพื่อสนองความอยาก ความอยากที่ไม่เกินเลยก็เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเกินเลยก็จะเป็นความโลภ คืออยากไม่มีสิ้นสุด ไม่มีพอเพียง ถือว่าเป็นอันตราย จึงเป็นที่มาว่าเราจะจัดการความอยากได้อย่างไร ใจจึงจะสุข

จะจัดการความอยากอย่างไรใจจึงจะสุข

ดร.ถวิล  อรัญเวศ

      ธรรมชาติชีวิตของคน (หรือสัตว์ก็ตาม) นอกจากความตายแล้ว ย่อมหนีไม่พ้นคือความอยาก ความอยากบางอย่างถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เช่น อย่ากข้าว อยากน้ำ เพราะถ้าไม่กินก็ต้องตาย ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ปัจจัยดำรงชีพที่สำคัญมากคือลมหายใจ  แต่เนื่องจากธรรมชาติได้สร้างมาให้เราอย่างไม่ขาดแคลน คนเราจึงไม่ต้องแสวงหาลมมาหายใจ เพราะมันมีทั่วสารทิศ ไม่ต้องหายกเว้นคนที่ป่วยหนักที่ต้องใช้ถังออกซิเจนเท่านั้น แต่สิ่งที่เราต้องหาคืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยามารักษาโรค แต่สังคมเราสมมุติให้เงินสามารถที่จะซื้อสิ่งเหล่านั้นได้ เพราะเหมือนแก้วสารพัดนึก ดังนั้น คนเราจึงต้องหาเงินมาเพื่อสนองความอยาก

     ความอยากที่ไม่เกินเลยก็เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเกินเลยก็จะเป็นความโลภ คืออยากไม่มีสิ้นสุด ไม่มีพอเพียง ถือว่าเป็นอันตราย จึงเป็นที่มาว่าเราจะจัดการความอยากได้อย่างไร ใจจึงจะสุข

 

ทำอย่างไรจึงจะได้สิ่งที่เราอยาก

    มีคำกลอนที่กล่าวไว้ว่า

    “อยากมีเงิน ต้องขยัน จะพานพบ

   อยากเรียนจบ ต้องขยัน หมั่นศึกษา

  อยากพบรัก ต้องหมั่นเพียร เวียนไปมา

  อยากมีหน้า ต้องเสนอหน้า อาสางาน”

       คำกลอนนี้ สอนให้เราต้องขยัน มุ่งมั่นตั้งใจทำ ถ้าอยากได้สิ่งใด

มันคงไม่ลอยมาให้เราได้ แต่เราต้องแสวงหาเอา เพราะคนขยันย่อมจะหาทรัพย์ได้ เงินนะมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ที่ใดมีคน ที่นั้นมีเงิน แต่ทำอย่างไร จึงจะทำให้คนเขาควักเงินจากกระเป๋าของเขาออกมาให้เรา

แต่คงไม่ใช่การไปจี้ปล้นวิ่งราวเอา เพราะผิดศีลธรรม และยังผิดกต่อ

กฎหมายบ้านเมืองด้วย

      ทีนี้มาพูดถึงความอยาก คนเรามีความอยากด้วยกันทั้งนั้น อยาก

ข้าวเรียกว่า “หิว” อยากน้ำ เรียกว่า “กระหาย” ความอยากที่นอก

เหนือจากนี้ คือความต้องการ หรือความอยากทางเพศ ข้อนี้อาจจะ

เกิดเมื่อเราอายุประมาณ 13 ปีขึ้นไป  เริ่มจะสนใจเพศตรงข้าม

เพราะธรรมชาติสร้างมาว่า “สิ่งที่เหมือนกัน มักจะผลักกัน แต่ถ้า

สิ่งใดต่างกัน มักจะดูดกัน” เช่นเดียวกับเพศตรงข้าม คือชาย หญิง

แต่เนื่องจากผู้ชาย มีความไวต่อความรู้สึกทางเพศสูงมากกว่าผู้หญิง

จึงอาจจะจัดการความอยากทางเพศไม่ได้ ดังคำทีเขาพูดว่า

“ช้างตกมัน” หรือมีอาการเงี่ยนมาก อาจจะได้รับสิ่งมายั่วยุ เช่น

เห็นผู้หญิงแต่งกายวับ ๆ แวม ๆ ใจชักจะหวั่นไหวแล้ว อาจจะควบคุม

อารมณ์ความกำหนัดไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดอาการอยาก อาจจะไปละเมิด

หรือไปข่มขืนกระทำชำเรา ก็จะทำให้ได้รับโทษทัณฑ์ โดนปรับติดคุก

ติดตะรางได้

 

จะจัดการความอยากอย่างไรใจจึงจะสุข
       ทางพุทธศาสนาสอนไว้ มีสิ่งเดียวคือ “การฝึกจิต”เพราะจิตที่

ฝึกดีแล้ว จะนำสุขมาให้  ฝึกอย่างไร ก็เริ่มตั้งแต่ให้เรากำหนดสติ

มีสติ ระลึกได้ และสัมปชัญญะรู้ตัวเองอยู่เสมอ ดีหรือชั่ว ผิดศีลธรรม

ไหม ผิดกฎหมายบ้านเมืองไหม มีหิริ ความละอายแก่ใจในการทำ

สิ่งไม่ดีไม่งาม มีโอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อความชั่วประดุจกลัวอสรพิษ มีทมะ การรู้จักข่มใจตัวเอง ไม่ปล่อยใจให้ไปตามกระแส

ความอยากที่ผิดศีลธรรม ผิดกฎหมายบ้านเมือง ฝึกคิด ฝึกตระหนัก และให้นำมาปฏิบัติจนเป็นวิถีชีวิตหรือสุขนิสัยที่ดี นี้จะเป็นภูมิคุ้มกันให้เราไม่ต้องได้รับโทษทัณฑ์อะไร  ดังคำที่ว่า “จะจัดการความอยากอย่างไรใจจึงจะสุข” นั้นเอง

          ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่ก็คงไม่ยากจนเหลือวิสัยของมนุษย์เราจะทำได้ เพราะมีคำพูดที่ว่า 

“ภายใต้แสงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่คนเราจะทำไม่ได้ นอกเสียจากไม่ทำเท่านั้นเอง”

 

      อนึ่ง ในช่วงเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคร้ายไวรัส

โควิด19 ทำให้คนเราต้องมีชีวิตอยู่อย่างลำบาก ขาดสภาพคล่องใน

การทำมาหากิน ต้องดิ้นรนต่อสู้กันไป แม้เศรษฐกิจจะตกต่ำ แต่

อย่าปล่อยให้ใจเราต้องตกต่ำไปด้วย และข้อสำคัญอย่าให้เราต้อง

ตกไปเป็นทาสของเงินตรา รับใช้เงินตรา เพราะเงินถ้าใช้ใช้ไม่เป็น แม้จะมีคุณอนันต์ 

แต่ก็มีโทษมหันต์ด้วยเช่นกัน เพราะมีคำที่เขากลาวไว้ว่า เงินนะ

“ตกใส่เหล็ก  เหล็กก็บิ่น

ตกใส่หิน  หินก็ลอย

ตกใส่หอย  หอยก็อ้า

ตกใส่หญ้า หญ้าก็ตาย

ตกใส่ทราย  ทรายก็ทรุด

ตกใส่มนุษย์  ทำให้มนุษย์ขาดคุณธรรม”

      

สรุป

       การจัดการความอยากทางพุทธศาสนาสอนไว้ มีสิ่งเดียวคือ “การฝึกจิต”เพราะจิตที่ฝึกดีแล้ว จะนำสุขมาให้  ฝึกอย่างไร ก็เริ่มตั้งแต่ให้เรากำหนดสติ มีสติ ระลึกได้ และสัมปชัญญะรู้ตัวเองอยู่เสมอ ดีหรือชั่ว ผิดศีลธรรมไหม ผิดกฎหมายบ้านเมืองไหม มีหิริความละอายแก่ใจในการทำสิ่งไม่ดีไม่งาม มีโอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อความชั่วประดุจกลัวอสรพิษ มีทมะ การรู้จักข่มใจตัวเอง ไม่ปล่อยใจให้ไปตามกระแสความอยากที่ผิดศีลธรรม ผิดกฎหมายบ้านเมือง ฝึกคิด ฝึกตระหนัก และให้นำมาปฏิบัติจนเป็นวิถีชีวิตหรือสุขนิสัยที่ดี นี้จะเป็นภูมิคุ้มกันให้เราไม่ต้องได้รับโทษทัณฑ์อะไร  ดังคำที่ว่า

“จะจัดการความอยากอย่างไรใจจึงจะสุข” นั้นเอง