วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ ในการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา พัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ครั้งที่ ๓/๒๕๖๔  มีการนำเสนอ (ร่าง) รายงานแนวทางการประเมินผลเพื่อการพัฒนา (Developmental Evaluation) สำหรับใช้พัฒนาระบบ ววน. 

คณะทำงานของ สอวช. ทำการบ้านมาเสนออย่างดีมาก   สำหรับขอคำแนะนำจากคณะกรรมการ     โดยผมมีความเห็นว่า ต้องทำความชัดเจนเรื่องเป้าหมายของการใช้ DE   และควรพิจารณาขยายไปใช้ BME ด้วย   เพื่อใช้ลดการทำงานแบบ ไซโล ของระบบราชการไทย    ตามที่เล่าไว้ใน บันทึกนี้  

คณะทำงาน เสนอกรณีศึกษา ๕ ราย คือ 

  1. กรณีศึกษาการแปลงความรู้สู่การปฏิบัติในหน่วยบริการปฐมภูมิสำหรับชาวพื้นเมืองใน ประเทศออสเตรเลีย
  2. กรณีศึกษาการออกแบบต้นแบบทางธุรกิจเพื่อสนับสนุนการสร้างงานด้านดิจิทัลในกลุ่ม เยาวชนของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์(Rockefeller) ประเทศสหรัฐอเมริกา
  3. กรณีการติดตามความสำเร็จของโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพ การศึกษาอย่างต่อเนื่อง ของ กสศ. 
  4. กรณีกระบวนการการประเมินผลเพื่อการพัฒนาของแผนงานคนไทย 4.0 (สวช.)
  5. กรณีกระบวนการของการประเมินผลเพื่อการพัฒนาของโครงการประเทศไทยในอนาคต (สวช.) 

คณะทำงาน เสนอข้อเสนอแนะการติดตามและประเมินผลด้าน ววน. ด้วยหลักการการประเมินผลเพื่อการพัฒนา  ใน ๓ รูปแบบ ดังนี้

  • การออกแบบการติดตามและประเมินผลระดับหน่วยงาน
  • การออกแบบการติดตามและประเมินผลเพื่อปรับการจัดสรรทุนวิจัยและนวัตกรรมรูปแบบ ใหม่ (Funding Modality)
  • การติดตามและประเมินผลเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการการวิจัยและนวัตกรรม (Research Management) ต้นน้ำ กลางน้ำ  และปลายน้ำ   

ส่วนที่ผมประทับใจมากคือข้อเสนอของทีมประเมินว่า ทีมประเมินต้องประเมินสถานการณ์ก่อนด้วย Stacey Matrix/Diagram ว่าสถานการณ์เหมาะสมต่อการใช้ DE หรือไม่ ดังแผนผัง

 

 

 

สภาพที่เหมาะต่อการใช้ คือสภาพที่ความเห็นต่างและความไม่รู้อยู่ในระดับปานกลาง     คืออยู่ใน Zone of Complexity   หากสถานการณ์เป็นอย่างอื่น ก็ควรใช้เครื่องมืออื่น   

และต้องตระหนักว่า เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การประเมิน แต่เป็นการเรียนรู้และพัฒนาของ stakeholders ทุกฝ่าย    และในกรณี DE เพื่อพัฒนาระบบ ววน. นี้มีเป้าเพื่อพัฒนาระบบ และพัฒนาองค์กร   ที่เป็นกลุ่มองค์กรที่มีปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน

ผมชอบที่มีกรรมการท่านหนึ่งเปรียบเทียบว่า เครื่องมือ PDCA เริ่มที่การวางแผน Aim – ready - Fire    แต่ DE เริ่มที่การลงมือทำก่อน  Fire – ready – Aim    แต่ทั้งสองเครื่องมือเหมือนกันคือทำเป็นวงจร    ซึ่งในที่สุดก็เหมือนกัน คือเป็นวงจรเรียนรู้และพัฒนา   

หัวใจสำคัญอีก ๒ อย่างคือ Growth Mindset  กับ double-loop learning 

วิจารณ์ พานิช 

๖ ก.ย. ๖๔