วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๔  มีการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับทิศทาง โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ของ กสศ.     เรื่องที่ใช้เวลามากคือการแก้ปัญหานักศึกษาหญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์    ผมตกใจมากที่มีผู้ให้ข้อมูลว่า นักศึกษาในสภาพสังคมเดียวกันนี้ราวๆ ร้อยละ ๙๐ มีแฟน    ซึ่งหมายความว่ามีสัมพันธ์ทางเพศกันเป็นเรื่องปกติ    การมีแฟนถือเป็นฐานะทางสังคมอย่างหนึ่ง    กรรมการพูดกันว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว    ซึ่งผมก็เห็นด้วย   

ผมดีใจที่คณะอนุกรรมการมีมติตามข้อเสนอของท่านประธาน รศ. ดร. ดารณี อุทัยรัตนกิจ    ให้เน้นใช้มาตรการเชิงบวกต่อนักศึกษา    ให้ความช่วยเหลือให้ได้เป็นทั้งแม่ที่ดี และเป็นนักศึกษาครูที่ดี   ไม่ลงโทษหรือตำหนิ ไม่สร้างแรงกดดัน   แต่ต้องให้ตัวนักศึกษาได้เรียนรู้ว่าการกระทำของตนก่อผลสืบเนื่องอย่างไร    ตนต้องยอมรับผลสืบเนื่องนั้น เพราะตนเป็นผู้ก่อ       

นั่นคือต้องใช้เหตุการณ์นี้สร้างวงจรเรียนรู้ของนักศึกษาตัวต้นเรื่อง และผู้เกี่ยวข้อง   โดยข้อเรียนรู้สำคัญที่สุดข้อแรก คือ จิตใจที่มีความความรับผิดชอบ (responsibility) ต่อตนเอง และต่อสังคม   เพราะมีอาจารย์ในสถาบันนั้นบอกว่า เป็นห่วงว่า เมื่อนักศึกษาคนนี้ทำตัวเช่นนี้ได้   ก็จะเป็นตัวอย่างให้นักศึกษาคนอื่นทำตามอย่างบ้าง 

ข้อเป็นห่วงของอาจารย์ข้อนี้ คือโอกาสในการ สร้าง mindset ความเป็นครูดี ให้แก่นักศึกษากลุ่มนี้   โดยชี้ให้เห็นว่า คนเราจะมีชีวิตที่ดีได้ ตนเองต้องบังคับใจตนเองได้    ต้องรู้จัก “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” ในชีวิต    ต้องมีความรอบคอบ  รู้จักป้องกันสิ่งไม่พึงประสงค์    ต้องตระหนักว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”    หรือตนต้องรับผิดชอบตนเอง รับผิดชอบการกระทำของตนเอง    ต้องมีทักษะควบคุมตนเอง ไม่ให้ทำสิ่งที่จะก่อความเดือดร้อนแก่ตนเอง และแก่ผู้อื่น   

นอกจากฝึกตนเองให้มีสมรรถนะดังกล่าวแล้ว คนเป็นครูต้องเรียนวิธีฝึกสมรรถนะนี้ให้แก่ศิษย์ตัวเล็กๆ ตามระดับพัฒนาการตามวัยของศิษย์ด้วย   

อาจารย์ในสถาบันนี้ จึงควรได้ชวนนักศึกษาในโครงการทำความเข้าใจ เหตุการณ์นี้ ว่าก่อผลดีผลเสียต่อนักศึกษาต้นเรื่องอย่างไร    การมีพฤติกรรมเช่นนี้ก่อผลกระทบต่อตนเองอย่างไร   จะป้องกันและหลีกเลี่ยงอุปสรรคในชีวิตของตนเองได้อย่างไร    โดยให้นักศึกษาได้ร่วมกันคิดเอง    และร่วมกันสร้างกติกาให้แก่ตนเองว่าจะสร้างข้อห้ามให้แก่ตนเองอย่างไรบ้าง    เพื่อชีวิตที่ดี ที่ประสบความสำเร็จของตนเอง   

อาจารย์ควรได้ชวนนักศึกษากลุ่มนี้ร่วมกันคิดว่า     เหตุการณ์นี้ให้สตินักศึกษาว่า เมื่อตนไปทำหน้าที่ครู    จะดำเนินการกิจกรรมอย่างไรบ้าง เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการควบคุมตนเองให้แก่ศิษย์ตัวน้อย    ให้เติบโตเป็นวัยรุ่นที่มีความยับยั้งชั่งใจ    รู้จักระมัดระวังพฤติกรรมของตนเอง    ให้มีชีวิตที่ไม่เดินเข้าสู่ทางตัน หรือทางเสื่อม     ซึ่งก็คือ ชวนกันคิดหน้าที่ความรับผิดชอบของครู ในการสร้างความเข้มแข็งด้านทักษะชีวิต ในการมีความยับยั้งชั่งใจ ให้แก่ศิษย์          

มองจากมุมทฤษฎี นี่คือโอกาสเรียนรู้เรื่องคุณค่า และวิธีพัฒนา EF – Executive Functions  ของนักศีกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น    ในทุกสถาบันผลิต    สำหรับนำไปใช้ในการทำหน้าที่ครูเพื่อศิษย์ในอนาคต   

ข้อเรียนรู้ ข้อที่สอง ของนักศีกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น ในทุกสถาบัน คือ การพัฒนาจิตใจที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม    ที่นักศึกษาต้องพัฒนาให้แก่ตนเอง     และเรียนรู้วิธีหนุนให้ศิษย์ตัวเล็กๆ พัฒนาใส่ตัว     เรียนรู้วิธีประเมินทักษะนั้นในศิษย์   และเรียนรู้วิธีช่วยเหลือให้ศิษย์ที่ล้าหลังได้พัฒนาตนเอง   

กรณีนักศึกษาที่ตั้งครรภ์ น่าจะเป็นกรณีศึกษาว่า พฤติกรรมตามมาที่แสดงความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น เป็นอย่างไร   พฤติกรรมที่แสดงความรับผิดชอบต่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นอย่างไร    พฤติกรรมต่างแบบส่งผลต่อตัวนักศึกษาต้นเรื่องในระยะยาวอย่างไร   

ข้อเรียนรู้ ข้อที่สาม เกี่ยวกับการสร้างครูดีให้แก่สังคมหรือประเทศไทย     การสร้างครูดีนั้น พึงตระหนักว่าต้องหนุนให้ผู้ที่จะเป็นครู ได้เรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะที่ครบด้านของครูดี   คือทั้งด้าน ASK – Attitude, Skills, Knowledge    คือครูดีมีมิติด้านจิตใจด้วย ไม่ใช่แค่ด้านเทคนิค   ตัวอย่างกรณีนักศึกษาผู้นี้ ช่วยปลุกให้ผู้เกี่ยวข้อง ได้มีกรณีตัวอย่างของจริง   สำหรับนำไปคิดใคร่ครวญต่อ เรื่องการสร้างครูดี    ที่ผมใคร่ครวญนำมาเสนอในที่นี้ เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของทั้งหมด 

ข้อเรียนรู้ ข้อที่สี่ ต่อนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น คือเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม    นักศึกษาพึงตระหนักว่า เงินทุนการศึกษาที่ตนได้รับมาจากภาษีอากรของราษฎรไทยทั้งประเทศ    ตนจึงอยู่ในฐานะเป็นหนี้ทางใจต่อสังคม    เป็นหนี้ที่เป็นคุณ    เพราะจะคอยเตือนสติให้ทำงานชดใช้แก่สังคม    เป็นเป้าหมายยิ่งใหญ่ที่เลยผลประโยชน์ส่วนตน (transcendental purpose)   ที่จะส่งผลให้มีชีวิตที่ดี  ดีกว่าคนที่คิดแต่ประโยชน์ส่วนตน      

โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เกิดขึ้นเพื่อสร้างครูดีให้แก่นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล    เพื่อลดความไม่เสมอภาคทางการศึกษา   เราต้องการให้เด็กในพื้นที่เหล่านี้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับเด็กในเมือง    ดังตัวอย่างประเทศฟินแลนด์    ซึ่งจะช่วยให้เด็กในชนบท ได้พัฒนาตัวเองได้เต็มศักยภาพ ขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ทำประโยชน์แก่สังคมได้เต็มที่    ครูดีจะช่วยเอื้อให้สภาพที่พึงประสงค์นี้เกิดขึ้นได้จริง 

    โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น คือโครงการสร้างครูดีในชนบท     ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างพลเมืองที่แข็งแรงให้แก่สังคม     ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และทางสังคม   

วิจารณ์ พานิช

๑๕ มิ.ย. ๖๔