ข่าวนี้ (๑) ทำให้ผมนำมาคิดต่อ โดยผมเห็นด้วยกับเป้าหมาย และแนวทาง ที่จะไม่ทำแบบเดิม ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการ “จัดการการเปลี่ยนแปลง” (change management) ของอุดมศึกษาในส่วนของการผลิตกำลังคนอย่างเอาจริงเอาจัง
โดยผมขอเสนอว่า ต้องมุ่งเปลี่ยนใหญ่ ในระดับเปลี่ยน learning platform เลยทีเดียว ปัจจุบันอุดมศึกษาไทยจัดการเรียนรู้แนววิชาการ คือจัดการเรียนรู้บน academic platform เป็นหลัก การฝึกปฏิบัติงานจริงเป็นตัวเสริม ที่เรียกว่าสหกิจศึกษาบ้าง WIL (work-integrated learning) บ้าง ผมเสนอว่าต้องเปลี่ยน ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น
หลังการเปลี่ยนใหญ่ตามนโยบายของท่านรัฐมนตรี นักศึกษาระดับอุดมศึกษาไทยต้องเรียนบนสอง learning platform ในน้ำหนักเท่าๆ กัน คือชาลาวิชาการ กับชาลาการปฏิบัติงานจริง ในภาคชีวิตการทำงานจริง (real sector)
การผลิตบัณฑิตในอนาคต จะไม่ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัย (supply-side) อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่จะทำร่วมกับองค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องการคนไปทำงาน (demand-side) ด้วย โดยความร่วมมือนี้ จะเริ่มตั้งแต่การออกแบบหลักสูตร ว่าต้องการให้บัณฑิตมีสมรรถนะอะไรบ้าง และร่วมกันฝึกสมรรถนะที่ต้องการ รวมทั้งร่วมกันประเมินสมรรถนะเหล่านั้น ว่าผู้เรียนบรรลุในระดับใด
ที่สำคัญยิ่งกว่าการผลิตบัณฑิต คือการฝึกอบรมระยะสั้นเฉพาะด้าน ที่อาจใช้เวลาเพียง ๓, ๖ หรือ ๑๒ เดือน ก็ออกไปทำงานได้ และเก็บหน่วยกิตไว้เรียนต่อจนได้ปริญญาก็ได้ หรือคนที่ได้ปริญญาแล้ว ทำงานแล้ว ๑๐ ปี มาเรียนเพื่อยกระดับบางทักษะ ใช้เวลา ๓ เดือน หรือมาเรียนวันเสาร์อาทิตย์ ที่เรียกว่าการ upskill / reskill ซึ่งก็ต้องฝึกร่วมกับสถานประกอบการเช่นเดียวกัน เป็นการฝึกบนสองชาลาเช่นเดียวกัน
ระบบสนับสนุนอื่นๆ ก็ต้องเปลี่ยนไป ได้แก่วิธีเขียนหลักสูตร ที่อาจยกเลิกการกำหนดรายวิชา เปลี่ยนไปกำหนดสมรรถนะที่พัฒนาขึ้น ระบบการคิดเวลาทำงานของอาจารย์ ระบบการคิดเงินเดือนหรือค่าตอบแทนอาจารย์ รวมทั้งความก้าวหน้าในอาชีพของอาจารย์ เป็นต้น
ผมได้เสนอแนวความคิดนี้ไว้ในปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์กษาน จาติกวนิช เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๒ เรื่อง มหาวิทยาลัยแห่งอนาคต ซึ่งอ่านได้ที่ (๑)
วิจารณ์ พานิช
๗ ส.ค. ๖๔