การใช้ออนไลน์เป็นไม้วิเศษของครูนั้น...ลำดับแรก ก็ต้องหาพวกก่อน

                         การใช้ออนไลน์เป็นเครื่องมือการเรียน-การสอนนั้น สิ่งแรกที่แตกต่างคือนักเรียนอยู่ที่บ้าน ดังนั้นการเรียนรู้จึงต้องพี่งพาผู้อยู่ฝั่งบ้านนักเรียนด้วย แม้คนที่บ้านจะไม่ใช่ครู แต่เชื่อเถอะเมื่อผู้คนต้องทำหน้าที่ผู้ช่วยสอน เขาทำได้ ดังนั้น การเรียนออนไลน์ครูจึงต้องคิดถึง “คนที่บ้าน” ด้วย ในระบบออนไลน์ เครือข่ายระหว่างครูและผู้ปกครอง เป็นเครื่องช่วยเสริมให้การเรียนต่อเนื่องจากครูถึงบ้าน แล้วผู้ปกครองที่บ้าไปขยี้ต่อ  แต่เราต้องเข้าใจตรงกันว่า นี่ไม่ใช่การโยนภาระการสอนให้พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ครูจึงต้องปรับการทำงานด้วย  1.ต้องเตรียมผุ้ปกครอง ก่อนเรียนรู้ครูควรมีโอกาสเพื่ออธิบายให้พ่อแม่เข้าใจว่าครูกำลังจะสอนอะไร เนื้อหาเป็นอย่างไร เป้าหมายการเรียนรู้อะไร ด้วยกระบวนการอะไร ครูจัดเนื้อหาและแบบฝึกหัดแบบไหนไว้ตรงไหนในโลกออนไลน์  ตรงนี้คืองานใหม่ของครู ผู้ปกครองเพียงช่วยประคองสมาธิระหว่างเรียนของลูกหลานให้อยู่ในร่องในรอย พอจะเข้าใจบทเรียน

                         แน่นอนว่า สมาธิของการเรียนออนไลน์จะสั้นกว่าในห้องเรียน ดังนั้น ข้อที่ 2. ครูจึงต้องปรับบทสอนของตนเองให้สั้น ทำเป็นบทสอนจบใน 10-15 นาที เพราะโลกออนไลน์สำหรับเด็ก เวลาประมาณนี้เหมาะสมที่สุด จากนั้นจึงส่งต่อให้เครือข่าย ทำหน้าที่แนะนำต่อ หรือตอกย้ำความรู้ที่ครูบอกอีกครั้งหนึ่ง (ตรงนี้จะสัมพันธ์กับระบบการเรียนและนักเรียน) วันหนึ่งวันหนึ่ง ก็จะมีเวลาเรียนออนไลน์ประมาณ 2 ชั่วโมง สำหรับ 6-7 วิชา เวลาที่เหลือก็เป็นเรื่องกระบวนการเรียนรู้ฝั่งผู้ปกครองทำต่อ

                         ด้วยเหตุนี้ การเรียนแบบออนไลน์ มันจึงต้องถูกออกแบบมาให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง (เป็นระบบพหุสัมพันธ์ซับซ้อน - Multiplex Perspective Relations) จากผู้ปกครองบ้านที่หนึ่ง ให้เชื่อมต่อไปถึงผู้ปกครองบ้านที่สอง สาม สี่..จนทั่วถึงทุกบ้าน จากกลุ่มบ้านห้องเรียนเดียวกัน เป็นเครือข่ายบ้าน ระดับชั้น ป.  หรือชั้น ม. จนกลายเป็นเครือข่ายผู้ปกครองของโรงเรียน .(.จุด จุด จุด.).. ก็ว่าไป ซึ่งทุกวันนี้เราก็ทำแบบนี้ในสมาคมผู้ปกครองอยู่แล้ว เพียงแต่ในอดีตเราเน้นที่การเงินและการช่วยเหลือโรงเรียนด้านอื่นๆ ยกเว้นการเรียน-การสอน แต่โปรดยอมรับความจริงว่า แม้ทุกวันนี้ผู้ปกครองก็มีกลุ่มไลน์ กลุ่มเฟส ที่ตนเองรวมกลุ่มกันเพื่อพูดคุยปัญหาเรียนการสอนของครู-อาจารย์ ผู้ปกครองจึงรู้ว่าทำไม ครูหรืออาจารย์บางคนไม่สอน มัวแต่ขายของออนไลน์ ครูบางคนให้เรียนพิเศษตอนเย็นหรือเสาร์-อาทิตย์เพื่อเป็นรายได้ หรือแม้กระทั่งอาจารย์มหาวิทยาลัยที่นิยม ยกคลาสให้เด็กอ่านเอง หรือสั่งให้ทำแบบฝึกหัดที่ตนเองเอาไปประกอบในงานวิจัยเพื่อขอตำแหน่ง หรือรับจ้างหน่วยงานภายนอก ผู้ปกครองมีศักยภาพสูงพอ จึงเป็นเรื่องดีที่จะเชิญชวนให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออนไลน์อย่างจริงจัง 

                         เครือข่ายผู้ปกครองนี้ เป็นหัวใจสำคัญในการสนับสนุนและคัดท้ายการเรียนออนไลน์ มันอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหลักสูตรในเชิงปฏิบัติก็เป็นได้  เช่น สอนเลขแต่เอาไปจ่ายตลาดไม่ได้ สอนประวัติศาสตร์ท่องจำ หรือแม้กระทั่งความจริงของชีวิต ฝั่งของครูและโรงเรียน ก็จะตะหนักในปัญหาสำคัญว่าเด็กทุกคนมิได้มีโน้ตบุ๊ค Core i7 หรือมีเน็ต Unlimited  ใช้ Team หรือ Zoom อย่างคล่องแคล่วได้ทุกคน

                         เมื่อสร้างเครือข่ายผู้ปกครองแล้ว เปรียบแล้วก็เหมือนมีกลุ่มไลน์ผู้ปกครองอีกกลุ่มหนึ่ง แต่เครือข่ายเป็นได้กว้างกว่านี้ และเป็นได้หลายๆ รูปแบบมากกว่าไลน์ ครูและโรงเรียนก็ต้องเปลี่ยนตนเอง ส่งข้อมูลการเรียน-การสอนของตนให้เครือข่ายผู้ปกครองรับรู้ และฟังเสียงสะท้อนของผู้ปกครองในทางกลับกัน หากทำได้ประมาณนี้ ซึ่งไม่ยากเกินไป บางโรงเรียนทำกันแล้วแต่ไม่แพร่หลาย ไม่ใช้งานมันอย่างจริงจัง การยกระดับผู้ปกครองขึ้นเป็นหนึ่งองคาพยพของการเรียน แต่ไม่ใช่ครู ขอย้ำว่าเป็นเพียงผู้ช่วยดูแลสมาธิของลูกหลานในขณะเรียน และดูแลความเอาใจใส่ของลูกหลานว่ามั่นคงต่อการเรียนรู้ การบ้านหรือแบบฝึกหัด ที่ครูสอนผ่านออนไลน์ในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์หรือไม่ และผู้ปกครองก็จะประเมินการสอนของครูได้ว่าเป็นเรื่องที่พอเหมาะ พอดีกับลูกหลานหรือไม่  ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตก็เคยมีรูปแบบเช่นนี้มาแล้ว แต่มันปรากฏในตัวครูบางคน โรงเรียนบางปี (ถ้ามีครูใหญ่เข้มแข็ง และเอาใจใส่นักเรียนมากพอ) 

                         เครือข่ายผู้ปกครองจะเหมือนกระจกเงา ช่วยสะท้อนมุมที่ครูมองไม่เห็นในการเรียนออนไลน์ และช่วยเหลือครูได้ เหมือนที่ครูทำในห้องเรียนออฟไลน์ แต่เป็นความจริงที่เข้าใจยากสักหน่อย หากครูมีอัตตาแรง ว่าไม่มีใครสอนได้ดีกว่าครู หรือโรงเรียนมีความลับที่เปิดเผยให้ผู้ปกครองรู้ไม่ได้ ก็จะสร้างเครือข่ายนี้ได้ยาก

                         แต่หากเราช่วยกัน ถอนความคิดว่าเด็กจะเรียนดีเพราะเข้าโรงเรียนดัง และปลูกฝังความคิด เด็กจะเรียนดีชุมชนต้องสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ให้เข้มแข็ง เปลี่ยนเด็กจากการเรียนเพื่อความเป็นเลิศที่สุดในชุมชน  หันมาเรียนเพื่อรู้และเห็นความสำคัญของการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน  เด็กจะกลายเป็นผลผลิตของชุมชนที่อบอุ่น จะไม่เย่อหยิ่งจองหองเหมือนระบบแป๊ะเจี๊ยะ หรือสอบแข่งขันแม้ชั้นอนุบาล ผู้ปกครองที่แข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายผ่านลูกหลาน ก็จะลดน้อยลง ทรัพยากรการศึกษาจะเกิดคุณค่าอย่างที่มันควรเป็น และการเรียนออนไลน์ก็จะไปได้ดี ไม่ต้องยกเว้น พักการเรียน 1 ปี ...ทางออกมันมี แต่ก็ต้องเข้าใจ จึงพอมองเห็นทางเลือกและทางออกเหล่านั้น.... 

                         ...เมื่อลงมือทำเครือข่ายนี้ ประตูบานที่หนึ่งก็เปิดขึ้นแล้ว....ที่เหลือคือเปิดประตูที่เหลืออีก 6 บาน...
                         ...ออนไลน์ เป็นของใหม่ ต้องค่อยๆ ช่วยกันมอง ช่วยกันทำ การศึกษาไทยจึงจะไปต่อได้....