เมื่อกลางปีที่แล้วเคยเขียนรำพึงถึงการเรียนออนไลน์ ในสถานการณ์โควิดระบาดรอบแรกและมีคำสั่งของกระทรวงให้เปิดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ก็ได้พบกับตัวเองว่า ออนไลน์จะเป็นระบบที่สำคัญและจะมีผลต่อการพลิกโฉมเปลี่ยนแปลงการศึกษาของคนไทยในอนาคต แต่หากจัดการไม่ดีก็อาจสร้างวิบัติใหญ่หลวงให้การศึกษาไร้ผลอย่างสิ้นเชิงได้

           โลกออนไลน์เป็นโลกที่คนไทยยังรู้จักมันดีไม่พอ ข้อพิสูจน์อย่างง่ายดายคือ ในโลกประหลาดนี้ คนไทยไม่มีทรัพยากรเป็นของตนเองเลยแม้แต่น้อย เป็นแต่คนใช้งานซึ่งเป็นผู้ใช้อันดับต้นๆ ของโลกเสียด้วย แต่กลับใช้ด้วยความรู้ไม่เท่าทันมัน) พิจารณาตามความจริง โลกออนไลน์จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนสำคัญคือ ระบบคอมพิวเตอร์ และระบบโทรคมนาคม และทั้งสองระบบนี้ยังมีส่วนปลีกย่อยในรายละเอียดอีกมาก เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วย เทคโนโลยีการใช้งาน (Operation System) เทคโนโลยีการบันทึกข้อมูล (Data and Storage) เทคโนโลยีการใช้งาน (Application and Interface)  ภาษาปฏิบัติการ (Coding) ระบบโทรคมนาคม เช่น เทคโนโลยีอุปกรณ์และการสื่อสาร (Telecommunication Technology & Equipment)   ระบบสื่อสัญญาณและการจัดการความถี่(Transmission & Frequency Management) ระบบเครือข่าย (Network)

          ขณะที่เราใช้ออนไลน์กันอย่างแพร่หลายในอันดับต้นๆ ของโลกและเราก็เชื่อตามคำบอกเล่าของนายทุนเจ้าของเทคโนโลยีแต่ละชนิดว่า ไม่ต้องมีเป็นของตนเองเพราะไม่คุ้มค่าที่จะคิดสร้างสรรค์ หรือผลิตขึ้นมา ให้ซื้อ หรือเช่าจากเขาจะคุ้มค่ากว่า (ซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกำกับดูแลอะไรเกี่ยวกับระบบออนไลน์ได้น้อย หรือไม่ได้เลย มิหนำซ้ำยังตกเป็นเบี้ยล่างของนายทุนกลุ่มนี้ตลอดมา แม้กระทั่งเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายและการค้าขายที่ควรเป็นเอกสิทธิ์ของรัฐบาลเจ้าของดินแดน) แต่ก็ช่างเถิด...

          เมื่อออนไลน์ถูกจัดเป็นส่วนสำคัญของระบบการศึกษาในวันนี้ จะเป็นการดีกว่า ถ้าเราจะรู้จักโลกของออนไลน์ให้ถ่องแท้ แล้วจึงค่อยปรับใช้มันเพื่อเป็นเครื่องมือของการศึกษาทุกระบบ 

          หลักคิดสำคัญของโลกออนไลน์คือ มันเป็นระบบที่แขวนอยู่กับตัวผู้ใช้ เป็นระบบแยกส่วนทุกอย่าง คล้ายกับสินค้าในตลาดนัด สรรพสิ่งแต่ละชิ้นในโลกออนไลน์จะไม่มีความเกี่ยวเนื่องกัน และวางกระจัดกระจายไม่มีอะไรก่อนหรือลง ไม่มีอะไรสำคัญกว่าอะไร สรรพสิ่งที่วางอยู่ในโลกประหลาดใบนี้จึงกว้างใหญ่ไพศาลแต่ทว่าแบนราบ  ทั้งหมดแขวนอยู่กับผู้ใช้จะใช้มันอย่างไร ใช้ในทางบวกก็เป็นบวก ใช้ทางลบก็เป็นลบ คำว่า IOT-Internet of things จึงเป็นความหมายที่ตรงตัวทื่อๆ ที่สุด คือ สรรพสิ่งล้วนอยู่ในออนไลน์

          ถ้าใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้และศึกษาแล้ว โลกออนไลน์จึงเหมาะสำหรับผู้มี “สติ-ปัญญา” (ซึ่งยังไม่ได้หมายถึงผู้รอบรู้)  ผู้นั้นจึงจะเป็นผู้เฉลียวใจ มีสติ ฟัง อ่าน ดู และคิดไตร่ตรอง มากเพียงพอจนรู้เท่าทันมันได้ หาไม่ก็จะเตลิดเปิดเปิง หลงใหลกับสีสันของสรรพสิ่งเหล่านั้น จนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร ถึงจะเป็นคนเก่งที่มีความรู้ แต่ความคิดก็จะบกพร่องและไร้จริยธรรม  ในทางกลับกัน ระบบการศึกษาของไทย จัดไว้สำหรับผู้ที่มี “สติ-ปัญญา” ยังไม่มากแต่พอเติบโตได้ ระบบการศึกษาจึงเป็นการปลูกฝัง อบรม สั่งสอน และฝึกฝนขัดเกลา ให้ผู้เรียน ค่อยๆ สะสมสติปัญญาแก่กล้าขึ้น จนสามารถคิดเอง ทำเองได้ กลายเป็นคนที่มีความคิดและมีความรู้ ควบคู่ไปกับศีลธรรม

          โลกออนไลน์ และการศึกษาไทย จึงมีหลักคิดพื้นฐาน ต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

          โลกการศึกษาแบบออนไลน์ เป็นโลกของฉบับสำเนาคงที่ คุณภาพเหมือนต้นฉบับ ผู้ใช้หรือผู้เรียนจึงมีได้ไม่จำกัด เรียนได้ทุกเวลา ทุกที่ ซ้ำบ่อยแค่ไหนก็ได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องมีขั้นตอน ตามโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่อำนวยให้ ที่เรียกว่า Non-Linear  แต่เป็นการเรียนรู้ระนาบเดี่ยว ขณะที่โลกการศึกษาเป็นโลกของการเรียนรู้ทุกระนาบไปพร้อมกันตามวงจรชีวิต แม้จะเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่มีข้อจำกัดแต่มันจะมีขั้นตอน จึงเป็นระนาบการเรียนรู้ที่พัวพันกันสลับซับซ้อน (Multiplex Perspective Linear) การใช้ออนไลน์เป็นเครื่องมือเรียนรู้ จึงปล่อยมือไม่ได้ เพราะมันจะพาเข้ารกเข้าพงและไม่มีลำดับ เข้าใจยาก แยกไม่ออกว่าตนเรียนรู้อะไร เหมือนไม่ได้เรียนรู้บ้างเลย บัณฑิตจากโลกออนไลน์จึงเก่ง แต่กิ่ว เหมือนม้าตีนต้น   การใช้โลกออนไลน์ จึงต้องประกับด้วยการศึกษาแบบเดิม ซึ่งตัวแบบเดิมมันก็จะต้องถูกปรับปรุง ให้แปรตัวมันเองออกไปเป็น 7 องค์ส่วนที่สำคัญ คือ 1. ระบบห้องเรียนและการสอน 2. ระบบนักเรียนและการเรียน 3. ระบบการจัดการเนื้อหาและแบบฝึกหัด 4. ระบบอุปกรณ์สนับสนุน 5. ระบบหนังสือและตำราค้นคว้าเพิ่มเติม 6. ระบบทดสอบและคลังข้อสอบ 6. ระบบครู-ผู้ปกครอง และ 7 ระบบสนับสนุนการใช้งาน 

          พูดง่ายๆ คือการศึกษาไทย ได้มันหลอมองค์ประกอบ 7 ส่วนไว้จนกลายเป็นเนื้อเดียวกันมาเกือบ 100 ปี จนมันอยู่ในห้องๆ เดียว อยู่ในตัวครูคนเดียว จนบางครั้งเราก็ขำๆ ว่าครูคนเดียวสอนได้ทุกอย่าง  แต่หากมองให้ละเอียดถี่ถ้วนก็จะเข้าใจได้ แยกได้ยาก บัณฑิตจากโลกการศึกษาจึงกว้าง ลึก แต่โก๊ะ เหมือนม้าตีนปลาย

          วันนี้ที่เราสับสน เพราะเรากำลังเอาแนวคิดการเรียนรู้ระนาบเดี่ยว มาทดแทน ระนาบสัมพันธ์ เปรียบเหมือนถางป่าเบญจพรรณ มาปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ท้ายสุดพื้นดินนั้นก็วิบัติ การศึกษานี้ก็เช่นกัน ท้ายสุดนักเรียนก็จะวิบัติ ฉันใดก็ฉันนั้น 

          ...แต่มันก็ยังพอมีทางออก ..สำหรับระบบการศึกษาแล้ว ออนไลน์ก็เหมือนไม้เท้าวิเศษ สุดแท้แต่ว่าครูจะใช้มันเสกอะไรให้เป็นอะไร...