ปั้นให้รุ่ง


 

หนังสือแปล ปั้นให้รุ่ง : สร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้เพื่อเด็กทุกคน (๑) (๒๕๖๓) แปลจาก Helping Children Succeed : What Works and Why  (2016)  เขียนโดย Paul Tough  (ผู้เขียนหนังสือ How Children Succeed  ซึ่งแปลเป็นภาคไทยในชื่อ เลี้ยงให้รุ่ง : ปฏิวัติการเรียนรู้ผ่านการสร้างลักษณะนิสัยสู่ความสำเร็จ)     เขียนสั้นๆ เสนอหลักการในการหนุนการเรียนรู้ของเด็ก เน้นที่เด็กด้อยโอกาส   หรือนักเรียนที่มีวัยเด็กที่บั่นทอนหรือสร้างบาดแผลทางใจ    เป็นการเขียนแบบอ้างอิงผลงานวิจัย    ช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงหลักการจัดการศึกษาใหม่ๆ ที่มีการพัฒนาตลอดมา    อ่านแล้วเกิดความรู้สึกว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอเมริกันเปิดโอกาสให้นักวิจัยทำงานชิ้นสำคัญๆ ออกมามาก   มีการรวมกลุ่มกันสร้างโรงเรียนแนวใหม่ก็มาก และพิสูจน์ว่าได้ผลดี    แต่ก็แปลก ที่ปัญหาเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ในประเทศนั้นอย่างหนักหนาสาหัส            

มองจากมุมของ กสศ. ผู้ซื้อหนังสือมาแจก    มีโจทย์วิจัยที่น่าจะนำมาวิจัยในบริบทไทยมากมาย    เพื่อหาทางลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่นักเรียนกลุ่มด้อยโอกาสเรียนรู้ได้น้อยกว่าเด็กจากครอบครัวฐานะดี    รวมทั้งมีแนวทางวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเพื่อประเมินผลกระทบของ intervention ของโครงการที่ กสศ. ดำเนินการ เช่นโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง    

 สรุปอย่างสังเคราะห์บูรณาการสุดๆ หนังสือเล่มนี้บอกเราว่า   ต้องมีมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตลอดทุกช่วงอายุของเด็ก    เพราะเด็กด้อยโอกาสมีบาดแผลหรือถูกบั่นทอนด้วยสารพัดปัจจัยที่ปิดกั้นกระบวนการเรียนรู้และเติบโตในฐานะมนุษย์ ตลอดช่วงอายุของเขา    

การดำเนินการในเด็กเล็ก จากครอบครัวด้อยโอกาสและมีปัญหาทางสังคม   ช่วยให้กระบวนการพัฒนา building blocks for learning(๒) เกิดและเติบโต   เป็นพื้นฐานต่อการเรียนรู้ในโรงเรียน   ประเด็น building blocks for learning นี้ กสศ. สามารถนำมาคิดต่อเพื่อดำเนินการวิจัยพัฒนาปฏิบัติการในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล    ที่น่าจะมีสถาบันผลิตครูปฐมวัยเข้าร่วมดำเนินการ    เรื่องนี้ถ้ามีงบประมาณน่าจะทำเป็นโครงการพัฒนาต้นแบบในทุกภาคของประเทศ   

ทฤษฎี building blocks for learning บอกเราว่า หาก building blocks พื้นฐานที่ควรพัฒนาขึ้นตอนช่วงเด็กเล็ก (ความผูกพันที่มั่นคง  ความสามารถในการเผชิญความเครียด  การควบคุมตนเอง  ความจำใช้งาน ความยืดหยุ่นทางความคิด) ไม่แข็งแรง   เมื่อเด็กโตขึ้น การพัฒนา building blocks ด้านพฤติกรรมขั้นสูง (ความไม่ย่อท้อ ความอยากรู้อยากเห็น แรงจูงใจด้านการเรียนรู้) จะทำได้ยากมาก

โจทย์เรื่องเด็กที่เผชิญ ACE (Adversed Childhood Experience) ก็น่าจับมาดำเนินการทำความเข้าใจ และหาวิธีแก้ในบริบทไทย    

ในเด็กโต แรงจูงใจภายใน (intrinsic motivation) จะต้องเติบโตขึ้น    กระตุ้นโดยสภาพแวดล้อมที่เอื้อ (ความรู้สึกได้รับการยอมรับ ความเป็นตัวของตัวเอง มั่นใจในความสามารถ)    เขามีวิธีวัดแรงจูงใจภายในต่อการเรียนรู้โดยวัด ๓ อย่างคือ (๑) growth mindset  (๒) สมรรถนะในการจัดการตนเอง  (๓) การตระหนักรู้ทางสังคม    วิธีวัดนี้ กสศ. น่าจะส่งเสริมให้โรงเรียนนำมาใช้   

ผมมีข้อสังเกตของตนเอง (ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกหรือไม่) ว่าวงการศึกษาไทยมักเน้นที่แรงจูงใจภายนอกเป็นสำคัญ  ขาดความใจใส่เรื่องแรงจูงใจภายใน    นี่ก็เป็นโจทย์วิจัยได้   

เขาเอ่ยถึงรายงานผลการวิจัย Teaching adolescents to become learners (๓)   ที่บอกว่าปัจจัยด้าน non-cognitive  (ซึ่งก็คือด้าน ชุดความคิด  นิสัย  และทัศนคติ) มีความสำคัญยิ่งต่อผลลัพธ์การเรียนรู้     

นำไปสู่ ชุดความคิดเรื่องการศึกษา(academic mindset) ของเด็กโตและวัยรุ่นมีต่อตนเอง (๔) ที่หนังสือบอกว่าประกอบด้วย ๔ ประการสำคัญคือ (๑) ฉันรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนการศึกษานี้  (๒) ความสามารถและศักยภาพของฉันจะเติบโตพร้อมกับความพยายาม  (๓) ฉันสามารถทำสิ่งนี้ให้สำเร็จได้  (๔) การทำสิ่งนี้มีคุณค่าต่อฉัน   

นำไปสู่ชุดความคิดของครู ว่าด้วยความคาดหวังสูง (high expectation) ต่อนักเรียน    และแสดงความคาดหวังสูงต่อนักเรียนเป็นรายคน    หนังสือเล่างานวิจัยง่ายๆ ที่พิสูจน์ว่าข้อเขียนประโยคเดียวที่แสดงว่าครูเชื่อในความสามารถของนักเรียน ทำให้ผลการเรียนดีขึ้นอย่างชัดเจน     

ที่น่าสนใจคือผลการวิจัยที่บอกว่า สามารถแยกครูที่เด่นออกได้เป็นสองกลุ่ม (หน้า ๑๑๘)    คือครูพัฒนาผลการสอบ กับครูพัฒนาพฤติกรรม ของนักเรียน   และครูสองกลุ่มนี้แยกกันชัดเจน   น่าเสียดายที่ครูกลุ่มหลังมักไม่ได้รับการยกย่องหรือให้รางวัล    ผมคิดต่อว่า น่าจะทำงานวิจัยให้ครูสองกลุ่มนี้ร่วมมือและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน   เพื่อให้ครูที่เอาถ่านเหล่านี้สร้างคุณค่าแก่นักเรียนทั้งด้านผลการเรียนและด้านความประพฤติ    รวมทั้งหาทางทำให้คุณค่าสองด้านนี้สร้าง synergy ต่อกันและกัน   

ผมจินตนาการว่า กสศ. น่าจะพัฒนาให้ระบบข้อมูลจัดการโรงเรียน (School Management Information System) และระบบข้อมูลชั้นเรียน (Classroom Management Information System) ของโรงเรียนในเครือข่าย   เอื้อให้ค้นหาครูเอาถ่านตามในย่อหน้าบนพบ   เพื่อหาทางเข้าไปสนับสนุนให้ชีวิตครูเหล่านั้นมีความหมายยิ่งขึ้น   

ขอขอบคุณ กสศ. ที่มอบหนังสือเล่มนี้ 

ผมฝึกเขียนบันทึกจากการอ่านหนังสือแบบอ่านเร็ว    และบันทึกแบบสะท้อนคิด (reflect)   ไม่ใช่เขียนแบบย่อความ (review)     เพื่อการฝึกฝนตนเอง และเพื่อความสนุกสนานในยุควิกฤติโควิดระลอกสาม 

วิจารณ์ พานิช

๘ พ.ค. ๖๔

     

 

 

หมายเลขบันทึก: 691055เขียนเมื่อ 13 มิถุนายน 2021 19:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 มิถุนายน 2021 19:42 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี