กฏ7ด้าน​สู่​ความ​สำ​เร็จ​ทั้ง​ทางโลก​และ​ทางธรรม

                                                        เล่มที่ 156:

“The 7 Spiritual Laws of Success”

“7 กฎด้านจิตวิญญาณ เพื่อความสำเร็จทั้งทางโลก และทางธรรม”

วันที่อ่านจบ: 9 ส.ค. 61 (168 หน้า)

ผู้เขียน: ดีพัค โชปรา

สนพ: นันท์บุ๊ค

หมวด: จิตวิญญาณ

แท็กไลน์: “หนังสือที่ต้องอ่าน...ก่อนจะสาย”

.

=============

.

ผมมีความเชื่อ (ที่อาจจะแปลก) ว่าหนังสือจะ “เลือก” ผู้ที่เหมาะสมในการถ่ายทอดภูมิปัญญา หรือองค์ความรู้ให้ มาซักพักใหญ่ๆ แล้วครับ

ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเหมาะๆ ก็จะมีเหตุการณ์บางอย่าง “ชักนำ” หรือ “ชี้นำ” จนคุณมีโอกาสได้หนังสือของคุณมาครอบครอง อีกอย่าง ผมชอบที่จะรู้สึกสนุกว่า มันคล้ายกับ “ไม้กายสิทธิ์” ที่จะเลือกผู้ใช้งาน เหมือนเรื่อง “แฮรี่ พอร์เตอร์” แบบนั้นเลย

อย่างไรก็ตาม ถึงจะเจอกันแล้ว ก็อยู่ที่ “ตัวคุณเอง” ล่ะครับ ว่าจะได้เปิดอ่านหรือไม่…

.

.

ในช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้า...

.

ผมรู้สึกว่า หนังสือ “7 Spiritual Laws of Success” ส่งเสียงเพรียก ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งยูทูป พ็อดคาสต์ และบทความ ที่ผมเปิดไปพบอยู่บ่อยครั้ง จนต้องตัดสินใจเสาะแสวงหามาอ่านจนได้…

หลังจากอ่านจบ (ไป 2 รอบ) ก็ดีใจมากๆ ครับ...

เพราะเล่มนี้ เป็นหนึ่งในหนังสือที่ “เยี่ยมที่สุดที่ได้อ่านในหลายๆ ปีของผม” และช่างมาในเวลาที่เหมาะสมเหลือเกิน

คือ ถ้ามาเร็วกว่านี้... ผมคงอ่านไม่อิน ไม่รู้เรื่องซักเท่าไหร่น่ะสิครับ

.

================

.

“ดีพัค โชปรา” (หรือ ทีปัก โจปรา) ผู้เขียน เป็นทั้งแพทย์ นักเขียน นักปรัชญา ผู้เชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์ และศาสนา ทั้งเขายังได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่า เป็น “ปราชญ์ยุคใหม่” และยังเป็นบุคคลสำคัญต่อโลกของเรา

หนังสือ “The 7 Spiritual Laws of Success” เล่มนี้ เคยติด The New York Time Best Seller List อย่างยาวนานถึง 72 สัปดาห์ (ประมาณปีครึ่ง) มาแล้ว

.

.

สำหรับผมเคยยินชื่อเขาครั้งแรกในยูทูป ฟังแนวคิดก็หลายครั้ง...

แต่ไม่เคยอ่านหนังสือที่เขาเขียนมาก่อน พอได้อ่านเท่านั้นล่ะครับ ก็เกิดความสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง !

.

=================

.

เนื้อหาในเล่มว่าด้วย 7 กฎสำคัญทางจิตวิญญาณ เพื่อให้คุณสมหวังในทุกสิ่งที่ปรารถนาน่ะครับ

อันได้แก่….

=================

.

ข้อที่ 1: “กฎแห่งศักยภาพอันบริสุทธิ์ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน” (The Law of Pure Potentiality)

.

.

แค่บทแรกนี้ก็สำคัญมากๆ แล้วครับ

ดีพัคเขียนว่า มนุษย์ทุกคนมีพลังไร้ขีดจำกัด ทั้งส่งผ่านข้ามกาลเวลามาจากหลายภพชาติ เพียงแต่วิธีที่จะได้รับภูมิปัญญาที่ว่านั้น คุณต้องหมั่นฝึกฝน 3 กระบวนการคือ...

.

.

1.1 “ฝึกตนเองให้อยู่กับความเงียบ และทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง”

.

.

วิธีก็คือ ให้คุณนั่งเงียบๆ เพียงคนเดียว ปิดทุกการสื่อสาร ปิดมือถือ ปิดทีวี เฝ้ามองทุกสิ่งอย่างรอบกาย ตามที่มันเป็นจริง ทั้งปิดความคิด ปิดคำพูดในใจของตนเอง ไม่ตีความ ไม่ใส่อารมณ์ ทำให้ได้วันละ 1-2 ชั่วโมง (หรือมากกว่านั้น)

และ “ทำสมาธิ” การนั่งสมาธิแบบหลับตา หรือ การทำสมาธิแบบเคลื่อนไหว เป็นการกลับมาอยู่กับตนเองได้ดีที่สุด คุณจะหาวิธี และประโยชน์มากมายของการนั่งสมาธิได้จากหลายแหล่งล่ะครับ

แนะนำให้นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละขั้นต่ำ 30 นาทีครับ

.

.

1.2 “ฝึกเลิกตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง”

.

.

คือการฝึกปฏิบัติที่จะไม่ตัดสิน ไม่ประเมินค่า ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด

เพราะการที่เรามักจะให้คำนิยาม แปะป้าย หรือวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น คนนั้นดี คนนู้นไม่ดี สิ่งนั้นดี สิ่งนี้ไม่ดี อยู่ตลอดเวลา ทำให้เสียงในหัวของคุณ ไม่เคยหยุดเลย และสิ่งนี้เองที่บั่นทอนการเชื่อมต่อกับเสียงภายในอันเดิมแท้ของคุณเอง

เหมือนว่า เสียงในหัว (อันเกิดจากอัตตา) ดังกลบเสียงในใจ (ที่เป็นจิตเดิมแท้) ของคุณนั่นล่ะครับ

.

.

1.3 “กลับมาสู่ธรรมชาติบ้าง”

.

.

การกลับสู่ธรรมชาติ เช่น สายน้ำ ภูเขา ทะเลสาบ กระทั่งสนามหญ้าหน้าบ้าน หรืออะไรก็ตามที่เป็นธรรมชาติ จะช่วยทำให้คุณได้เชื่อมต่อกับภูมิปัญญาภายในของคุณได้อย่างดีที่สุด

เพราะทุกเซลล์ในร่างกายเราเอง ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ และเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณได้กลับคืนสู่ธรรมชาติ คุณก็จะได้รับพลังงาน (ที่ทรงพลังกว่า) ไหลเวียนกลับมาสู่ตัวคุณเองนั่นล่ะครับ

.

.

============================

.

ข้อที่ 2: “กฎแห่งการให้” (The Law of Giving)

.

.

การให้ที่ว่านี้ ไม่ใช่ให้แบบไร้ปัญญา หรือ “สักแต่ว่าให้” นะครับ

อีกทั้งคุณยังต้องเรียนรู้ที่จะเป็น “ผู้รับ” ที่เท่าเทียมด้วยเช่นกัน

ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ล้วนเกิดการแลกเปลี่ยน เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพียงแค่ลมหายใจ เรายังแลกเปลี่ยนออกซิเจน กับคาร์บอนไดออกไซด์

หรือแม้กระทั่งส่วนที่เล็กที่สุดอย่างเซลล์ในร่างกาย ยังแลกเปลี่ยนการทำงานให้กันและกัน อย่างไม่เคยหยุดนิ่ง

.

หรือถ้าเอาเฉพาะเรื่องของ “เงิน”...

หากเราปิดกั้น หรือรู้สึกถึงการ “สูญเสีย” ก็เท่ากับว่าเราได้ปิดกั้นไม่ให้สิ่งเดียวกันนั้น กลับมาสู่ตัวเราเองเช่นเดียวกัน ง่ายๆ ก็คือ ถ้ากลัว หรือเสียดายการจ่ายเงิน (เพื่อนำไปลงทุน หรือให้ทานที่เป็นประโยชน์แก่เรา) ก็จะไม่ได้เงิน (ที่เอาไปทำประโยชน์) เช่นเดียวกัน

.

อันที่จริง เราสามารถเป็น “ผู้ให้” ได้ง่ายดาย เริ่มตั้งแต่ ให้ความสนใจผู้อื่น ให้เวลา ให้รอยยิ้ม ให้ความปราถนาดี

และเป็น “ผู้รับ” ที่ยินดีรับรอยยิ้ม ยินดีรับคำขอบคุณ ยินดีรับโอกาสเพื่อให้เราเติบโต เมื่อนั้นเราจะขยายตัวตนออกไปได้มากทีเดียวครับ

.

.

==========================

.

ข้อที่ 3: “กฎแห่งกรรม หรือ เหตุและผล” (The Law of Karma or Cause and Effect)

.

.

ทุกการกระทำใดๆ ที่เราทำ จะได้รับผลสะท้อนกลับที่ได้ระดับที่เท่าเทียมกันเสมอๆ ผลลัพธ์ที่จะเกิดแก่เราในอนาคต ล้วนเกิดจากสิ่งที่เราทำในชั่วขณะนี้

เราทานอาหารอะไร ปฏิบัติต่อร่างกายของอย่างไร หาความรู้อะไร ล้วนเหมือนเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปในผืนดิน และเราย่อมจะได้ผลลัพธ์เป็นเช่นทุกอย่างที่เราเลือกทำตอนนี้

ดังนั้นเราต้องระมัดระวังการตัดสินใจในการลงมือทำอะไรๆ ในทุกขณะ

.

หากว่าคุณเกิดการลังเล หรือสงสัย เวลาที่กำลังจะตัดสินใจทำอะไร

ให้หยุด และลอง “ถามใจ” ตนเองดูว่า คุณจะรู้สึกอบอุ่นหัวใจหรือไม่ และใจของคุณจะตอบคำถามทุกอย่าง (เป็นความรู้สึก) เท่าที่คุณต้องการ

.

.

===========================

.

ข้อที่ 4: กฎแห่งการพยายามให้น้อยที่สุด (The Law of Least Effort)

.

.

หมายถึง “การลงมือทำให้น้อย แต่ได้ผลสำเร็จมาก” ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ

.

.

4.1 “การยอมรับ”

.

ไม่ว่าคุณจะพบเจอเหตุการณ์ใดๆ ทั้งดีหรือไม่ดี หรือกระทั่งผู้คนที่เข้ามาชม หรือ ต่อว่า ให้คุณยอมรับสิ่งนั้น (โดยเฉพาะเรื่องไม่ดี) ใช้การมองหาบทเรียนต่างๆ ที่ได้จากเรื่องเหล่านั้น การพยายามต่อต้าน ฝืน หรือไม่ยอมรับ รังแต่จะก่อให้เกิดความทุกข์ อีกทั้งไม่ช่วยให้คุณพัฒนาตนเองได้เลย

.

.

4.2 “การรับผิดชอบ”

.

เมื่อเกิดเหตุบางอย่างที่ไม่เป็นไปตามที่คุณอยากให้เป็น อย่าเสียเวลากล่าวโทษใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้คน เหตุการณ์นั้น หรือกระทั่งตัวคุณเอง ให้คุณเลือกรับผิดชอบทุกอย่าง แล้วคุณจะมีความสามารถ ในการคิด สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

.

.

4.3 “ไม่ปกป้องตนเอง”

.

ความคิด ตัวตน อัตตาหรืออีโก้ ของเราอาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป อย่าพยายามโน้มน้าวใคร ให้เชื่อความคิดของคุณอยู่ตลอดเวลา

ยินยอมรับฟัง ความเห็นของผู้อื่นบ้าง เขาอาจจะมาเพื่อเป็นกระจกสะท้อน การปกป้องความคิดของเราเองมากเกินไป เท่ากับเป็นการเสียโอกาสที่จะพิจารณาตนเอง เพื่อให้เราไปอยู่ในจุดที่ดีกว่าเดิมก็ได้

.

.

==========================

.

ข้อที่ 5: กฎแห่งความมุ่งมั่น และปรารถนา (The Law of Intention and Desire)

.

.

ประกอบไปด้วย 2 อย่าง คือ ความสนใจ และความมุ่งมั่น

.

.

5.1 “ความสนใจ”

.

.

เมื่อคุณให้ความสนใจต่อสิ่งใด คุณจะพบข้อมูล ผู้คน หรือเหตุการณ์บางอย่างนำพาสิ่งที่คุณกำลังสนใจ และคิดถึงอยู่เสมอมาให้อย่างบ่อยครั้ง

ในทางเดียวกัน สิ่งใดๆ ก็ตามที่คุณไม่ให้ความสำคัญ ก็จะอ่อนแรงลง และหายไปจากชีวิตคุณในที่สุด

ดังนั้นสิ่งแวดล้อมที่คุณอยู่ตอนนี้ เหมาะสมกับคุณอยู่แล้ว ลองหันมองผู้คน เพื่อนสนิท หรือผู้คนรอบข้างของตนเอง ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนทุกอย่างให้ดีขึ้น คุณจำต้องใช้ “ความมุ่งมั่น” เป็นแรงขับดันเท่านั้นครับ

.

.

5.2 “ความมุ่งมั่น”

.

.

คือ การลงมือทำอย่างสุดจิตสุดใจ แบบไม่ได้ไม่เลิก…

แต่ แค่ “ลงมือทำงานอย่างหนัก” ก็ไม่เพียงพอครับ สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ คุณต้อง “ปล่อยวาง” ผลลัพธ์ด้วย

อาจจะฟังดูไม่ง่ายเท่าไหร่ เพราะเมื่อคุณเริ่มลงมือทำอะไรบางอย่าง ก็มักจะ “คาดหวัง” หรือ “ยึดติด” กับการได้ผลเลิศเสมอ เพียงแต่ “ความอยาก” นั้นคือ “แรงต้าน” ที่ไม่ช่วยให้คุณได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วเลย

สิ่งที่ควรทำคือ ทำอย่างเต็มที่ มีความสุขอยู่ระหว่างที่ทำ (หรือในปัจจุบันขณะ) แล้วผลลัพธ์จะบังเกิดแก่คุณได้ง่ายดายกว่า

หากคุณมีความปรารถนาหลายอย่าง ให้ตั้งใจเขียนทุกอย่างลงกระดาษ และพกพาไปอ่านให้บ่อยครั้งนะครับ

.

.

==================

ข้อที่ 6: กฎแห่งการปล่อยวาง (The Law of Detachment)

.

.

ดีพัคบอกว่า คุณ “ไม่จำเป็น” ต้องไขว่คว้าหา “ความมั่นคง” มากนักก็ได้นะครับ

เพราะยิ่งคุณยึดติดต่อสิ่งที่ตนเองเก่ง เชี่ยวชาญ หรือมีความรู้เป็นพิเศษ นั่นเท่ากับคุณกำลังยึดติด “อดีต” และยิ่งเป็นการยากที่จะทำให้คุณพัฒนาเพิ่มขึ้นใน “อนาคต” ด้วย

“ความไม่แน่นอน” อันที่จริงคือ พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังเป็นโอกาสที่จะช่วยให้คุณใช้ความคิดสร้างสรรค์ ได้มากขึ้นอีกด้วย

คุณจะสามารถมองเห็นโอกาส เห็นความเป็นไปได้ และเห็นว่าตัวคุณเองมีศักยภาพที่ไม่มีขีดจำกัดใดๆ เมื่อเกิดความท้าทาย หรือ ไม่แน่นอนในชีวิต เสมอเลยนะครับ

.

.

=================

.

7. กฎแห่งธรรมะ หรือเป้าหมายในชีวิต (The Law of Dharma or Purpose in Life)

.

.

“ธรรมะ” ตามนิยามของดีพัค โชปรา คือ “เป้าหมายในชีวิต” ที่คุณเกิดมาอันมีเพียงอย่างเดียวคือ

“การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย”

สิ่งที่ต้องทำคือ หาความสามารถที่มีอย่างโดดเด่นในตัวคุณ เป็นความสามารถ “เฉพาะคุณ” เท่านั้นที่ทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ

ให้คุณตั้งคำถามเริ่มต้นอยู่เสมอว่า...

“คุณจะช่วยเหลือ ผู้อื่นให้มีชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร” แทนที่จะเป็น “ฉันจะได้อะไรบ้าง”

เมื่อตอบคำถามได้แล้ว ให้คุณปฏิบัติไปตามนั้นด้วยความรัก และเมตตา

แต่ทั้งนี้ต้องมีปัญญากำกับด้วย ว่าสิ่งที่คุณจะทำนั้นดีต่อคุณ ดีต่อผู้อื่น และดีต่อโลก อยู่เสมอด้วยนะครับ

.

.

===============

.

ท้ายนี้…

เล่มนี้เป็นหนังสืออีก 1 เล่มที่เขียนได้อย่างยอดเยี่ยม!

เนื้อหาทางจิตวิญญาณที่อ่านได้ง่าย ชัดเจน ไม่ใช้ถ้อยคำเยิ่นเย้อ

ผมใช้เวลาอ่านไม่นานก็จบ และเพลิดเพลินจริงๆ

ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณผู้แปล (และเจ้าของ สนพ.) คือ คุณนันท์ ที่รังสรรตัวอักษรออกมาได้อย่างกระชับ และงดงาม

.

การอ่านหนังสือเล่มนี้ เหมือนการนำ 3 ส่วนคือ เทคนิคเพื่อความสำเร็จ (ฮาวทู) เรื่องจิตวิญญาณ และธรรมะแบบพุทธ มาผสมผสานกัน ทั้งส่งเสริมซึ่งกันและกัน ให้รสชาติที่ถูกใจจริงๆ ครับ

.

ผมเชื่อว่า….

หนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มที่ทุกๆ คนควรได้อ่าน (และกลับมาทบทวนอยู่บ่อยครั้ง) เพื่อเป็น “เข็มทิศ” ไว้ตรวจสอบว่า... คุณกำลังเดินทางที่ถูกต้องอยู่รึเปล่า จะได้ไม่หลงทาง และเสียเวลากว่าจะย้อนกลับมา หรือไปเริ่มต้นใหม่

.

.

ก่อนจากกัน ผมมีข่าวดีจะแจ้งให้ทราบครับ!

สำหรับโพสต์ต่อไป...

ผมจะสร้างกิจกรรม “ส่งมอบหนังสือเล่มนี้” (โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ) ให้ผู้โชคดี 1 ท่าน และจะมอบ “ของสมนาคุณเล็กๆ น้อย” ให้กับผู้ร่วมกิจกรรมด้วยครับ

ดังนั้นติดตามเพจ Books for Life ต่อไป….

เพื่อโอกาสของคุณเองนะคร้าบ !!!

.

.

ซิม

14 ส.ค. 61

.

.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มองในมุมที่ต่าง​ เพื่อหาตรงกลางที่ใช่



ความเห็น (0)