วันมาฆบูชา 2564 ตรงกับวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธจะได้ระลึกถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กิจกรรมที่ชาวพุทธทำกันในวันมาฆบูชามีทั้งการทำบุญตักบาตร ทำวัตรสวดมนต์ ฟังเทศน์ฟังธรรม และการไปเวียนเทียน ตามปกติแล้ว งานสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ณ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม จะจัดขึ้นทุกปี แต่สำหรับในปี 2564 นี้ ที่มีการระบาดของ โควิด-19 ทำให้ คณะกรรมการมหาเถรสมาคม ได้มีมติให้งดจัดกิจกรรมเนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ พุทธมณฑล นครปฐม สำหรับวัดต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพฯ หรือส่วนภูมิภาค การพิจารณาจะจัดหรืองดกิจกรรมให้ปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งหรือมาตรการป้องกันโรคของแต่ละพื้นที่ และขอให้วัดดำเนินการปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และให้จัดให้เวียนเทียนเป็นรอบ ๆ ไป ตามจำนวนที่เห็นว่าเหมาะสม หรือกำหนดจุดยืนประกอบพิธีในวันดังกล่าวตามความเหมาะสม






<p>วันมาฆบูชา ๒๕๖๔</p><p>ดร.ถวิล  อรัญเวศ</p><p>          วันมาฆบูชา ปี ๒๕๖๔ ตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์</p><p>๒๕๖๔</p><p>             วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญของชาวพุทธเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย “มาฆบูชา”ย่อมาจาก “มาฆปูรณมีบูชา” หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินอินเดีย หรือเดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญ</p><p>            คำว่า วันมาฆบูชา (บาลี: มาฆปูชา; อักษรโรมัน: Magha Puja) เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวพุทธเถรวาทและเป็นวันหยุดราชการในประเทศไทย</p><p>           “มาฆบูชา” หรือ “มาฆปูรณมีบูชา” หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (ตกช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม) ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน (ปีอธิกมาส) ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 3 หลัง (วันเพ็ญเดือน 4)</p><p>           วันมาฆบูชา  ได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธ เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน คือ พระโคตมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา คัมภีร์ปปัญจสูทนีระบุว่าครั้งนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ เรียกว่า</p><p>”จาตุรงคสันนิบาต” (จาตุร แปลว่า องค์ 4 ส่วน สันนิบาต แปลว่า ประชุม) คือ </p><p>          1. วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์</p><p>          2. พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า</p><p>          3. พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6</p><p>          4. พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”</p><p>          วันมาฆบูชา ปี 2560 ตรงกับ วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560</p><p>ความหมายของวันมาฆบูชา</p><p>          คำว่า “มาฆะ” เป็นชื่อของเดือน 3 ย่อมาจากคำว่า </p><p>“มาฆบุรณมี” หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือน มาฆะ ตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3 </p><p>          การกำหนดวันมาฆบูชาตามปฏิทินจันทรคติของไทยนั้นจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 และมักตรงกับเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม</p><p>ความสำคัญวันมาฆบูชาและประวัติวันมาฆบูชา</p><p>          ความสำคัญ</p><p>          วันมาฆบูชา เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง </p><p>“โอวาทปาฏิโมกข์” แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ สรุปเป็นใจความสำคัญ คือ “ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์”</p><p>          ประวัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย</p><p>          พิธีทำบุญวันมาฆบูชานี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีมาในสมัยใด อย่างไรก็ตามในหนังสือ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” อันเป็น</p><p>บทพระราชนิพนธ์ของ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบราชกุศลมาฆบูชาไว้ว่า </p><p>          ประเทศไทยเริ่มกำหนดพิธีปฏิบัติในวันมาฆบูชาเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งมี</p><p>การประกอบพิธีเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2394 ในพระบรมมหาราชวังก่อน โดยมีพิธีพระราชกุศลในเวลาเช้า นมัสการพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศราชวรวิหารและวัดราชประดิษฐ์จำนวน 30 รูป ฉันภัตตาหารในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม</p><p>          เมื่อถึงเวลาค่ำ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออก ทรงจุดธูปเทียนนมัสการ พระสงฆ์ทำวัตรเย็นและสวดคาถาโอวาทปาฏิโมกข์ เมื่อสวดจบทรงจุดเทียน 1,250 เล่ม รอบ</p><p>พระอุโบสถ มีการประโคมอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงมีการเทศนาโอวาท</p><p>ปาฏิโมกข์ 1 กัณฑ์เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลี และภาษาไทย ส่วนเครื่องกัณฑ์ประกอบด้วยจีวรเนื้อดี 1 ผืน เงิน 3 ตำลึงและขนมต่าง ๆ เมื่อเทศนาจบ พระสงฆ์ 30 รูป สวดรับ</p><p>          ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปี แต่มีการยกเว้นบ้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องจากบางครั้งตรงกับช่วงเสด็จประพาสก็จะทรงประกอบพิธีมาฆบูชาในสถานที่นั้น ๆ ขึ้นอีกแห่ง นอกเหนือจากภายในพระบรมมหาราชวัง</p><p>          ต่อมาการประกอบพิธีมาฆบูชาได้แพร่หลายออกไปภายนอกพระบรมมหาราชวัง และประกอบพิธีกันทั่วราชอาณาจักร ทางรัฐบาลจึงประกาศให้เป็นวันหยุดทางราชการด้วย เพื่อให้ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพได้ไปวัด เพื่อทำบุญกุศลและประกอบกิจกรรมทางศาสนา</p><p>          นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยประกาศให้วันมาฆบูชา เป็นวันกตัญญูแห่งชาติอีกด้วย</p><p>หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติในวันมาฆบูชา</p><p>          หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติคือ “โอวาทปาฏิโมกข์”ซึ่งเป็นหลักคำสอนสำคัญอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เพื่อไปสู่ความ</p><p>หลุดพ้น หลักธรรมประกอบด้วย หลักการ 3 อุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 ดังนี้</p><p>หลักการ 3 ที่ควรปฏิบัติ ได้แก่</p><p>          1. การไม่ทำบาปทั้งปวง คือ การลด ละ เลิก ทำบาปทั้งปวง อันได้แก่ อกุศลกรรมบถ 10 ซึ่งเป็นทางแห่งความชั่ว 10 ประการที่เป็นความชั่วทางกาย (การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม) ทางวาจา (การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ) และทางใจ (การโลภอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม)</p><p>          2. การทำกุศลให้ถึงพร้อม คือ การทำความดีทุกอย่างตาม กุศลกรรมบถ 10 ทั้งความดีทางกาย (ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ประพฤติผิดในกาม) ความดีทางวาจา (ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ) และความดีทางใจ (ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น มีความเมตตาปรารถนาดี มีความเข้าใจถูกต้องตามทำนองคลองธรรม)</p><p>          3. การทำจิตใจให้ผ่องใส คือ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หลุดจากนิวรณ์ที่คอยขัดขวางจิตใจไม่ให้เข้าถึงความสงบ ได้แก่ ความพอใจในกาม, ความพยาบาท, ความหดหู่ท้อแท้, ความฟุ้งซ่าน และความลังเลสงสัย</p><p>          สรุปใจความสำคัญได้ว่า “ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์” นั่นเอง</p><p>อุดมการณ์ 4 ได้แก่</p><p>          1. ความอดทน อดกลั้น คือ ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ</p><p>          2. ความไม่เบียดเบียน คือ งดเว้นจากการทำร้าย หรือเบียดเบียนผู้อื่น</p><p>          3. ความสงบ ได้แก่การปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย วาจา และทางใจ</p><p>          4. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา</p><p>วิธีการ 6 ได้แก่</p><p>          1. ไม่ว่าร้าย คือ ไม่กล่าวให้ร้าย โจมตีใคร</p><p>          2. ไม่ทำร้าย คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น</p><p>          3. สำรวมในปาฏิโมกข์ คือเคารพระเบียบวินัย กฎกติกา รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม</p><p>          4. รู้จักประมาณ คือ รู้จักความพอดีในการบริโภค รวมทั้ง</p><p>การใช้สอยสิ่งต่าง ๆ</p><p>          5. อยู่ในสถานที่สงัด คือ อยู่ในสถานที่ที่มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม</p><p>          6. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือ การฝึกหัดชำระจิตใจให้สงบ มีประสิทธิภาพที่ดี</p><p>โอวาทปาฏิโมกข์</p><p>        โอวาทปาฏิโมกข์ คือ หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา หรือคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุวนาราม ในวันเพ็ญเดือน ๓ ที่เราเรียกกันว่าวันมาฆบูชา (ถรรถกถากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาท</p><p>ปาฏิโมกข์ นี้ แก่ที่ประชุมสงฆ์ตลอดมา เป็นเวลา ๒๐ พรรษา ก่อนที่จะโปรดให้สวดปาฏิโมกข์อย่างปัจจุบันนี้แทนต่อมา),</p><p> คาถา โอวาทปาฏิโมกข์ มีดังนี้ (โอวาทปาติโมกข์ ก็เขียน)</p><p>สพฺพปาปสฺส อกรณํกุสลสฺสูปสมฺปทา</p><p>สจิตฺตปริโยทปนํเอตํ พุทธาน สาสนํฯ</p><p>ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา</p><p>นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา</p><p>น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี</p><p>สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตฯ</p><p>อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร</p><p>มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ</p><p>อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํฯ</p><p>แปล :</p><p>การไม่ทำความชั่วทั้งปวง, การบำเพ็ญแต่ความดี, การทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย</p><p>ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง,</p><p>พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่านิพพาน เป็นบรมธรรม,</p><p>ผู้ทำร้ายคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต,</p><p>ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ</p><p>การไม่กล่าวร้าย, การไม่ทำร้าย, ความสำรวมในปาฏิโมกข์,</p><p>ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร, ที่นั่งนอนอันสงัด, ความเพียรในอธิจิต นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย</p><p>ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และจำกันได้มาก ก็คือ ความในคาถาแรกที่ว่า </p><p>“ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส”</p><p>กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันมาฆบูชา</p><p>       1. ทำบุญตักบาตร</p><p>       2. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม และฟังพระธรรมเทศนา</p><p>       3. ไปเวียนเทียนที่วัดใกล้บ้านหรือวัดที่เราประสงค์จะไป</p><p>       4. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ</p><p>          ตอนเช้า ควรไปทำบุญตักบาตร ไปวัดเพื่อฟังพระธรรมเทศนา หรือจัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหาร </p><p>          ช่วงบ่าย ฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา เจริญสมาธิภาวนา เมื่อถึงตอนค่ำ นำดอกไม้ ธูปเทียนไปเวียนเทียน 3 รอบที่พระอุโบสถ โดยการเวียนเทียนนั้นจะเวียนขวา จำนวน 3 รอบ และช่วงเวลาที่เดินอยู่นั้นให้ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นอกจากนี้พุทธศาสนิกชนควรบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ตามสถานที่ต่าง ๆ และรักษาศีล สำหรับตามบ้านเรือน สถานที่ราชการ จะมีการประดับธงชาติ ธงธรรมจักร เพื่อระลึกถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา </p><p>ข้อเสนอแนะการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมในวันมาฆบูชา </p><p>          กิจกรรมเกี่ยวกับครอบครัว</p><p>          ควรทำความสะอาดบ้าน จัดแต่งที่บูชาประจำบ้าน ชักชวนครอบครัวไปทำบุญตักบาตร ฟังศีล ฟังธรรม บำเพ็ญกุศล ปฏิบัติธรรม รวมทั้งควรศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอน และความสำคัญของวันมาฆบูชาด้วย</p><p>          กิจกรรมเกี่ยวกับสถานศึกษา</p><p>          ควรมีการร่วมรำลึกถึงความสำคัญของวันมาฆบูชา เช่น จัดนิทรรศการให้ความรู้ ประกวดเรียงความ ตอบปัญหาธรรมะ บรรยายธรรม หรือร่วมกันทำบุญ ตักบาตร เวียนเทียน บำเพ็ญกุศล อีกทั้งประกาศเกียรติคุณนักเรียนผู้ทำประโยชน์ ประพฤติตนเป็น</p><p>แบบอย่างที่ดี</p><p>          กิจกรรมเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน</p><p>          ควรประชาสัมพันธ์ในที่ทำงาน และจัดให้มีการบรรยายธรรม หรือบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกัน ร่วมทำบุญ บำเพ็ญกุศลร่วมกัน</p><p>          กิจกรรมเกี่ยวกับสังคม</p><p>          ทั้งบ้าน วัด มูลนิธิ สมาคม สื่อมวลชน สนามบิน สถานีรถไฟ ฯลฯ ควรช่วยกันประชาสัมพันธ์ความสำคัญของวันมาฆบูชา อาจเป็นการพิมพ์เอกสารให้ความรู้ จัดให้มีการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน เช่น ทำบุญตักบาตร ฟังธรรม ช่วยกันรณรงค์ให้เลิกอบายมุข โดยรณรงค์ให้ช่วยกันทำประโยชน์ต่อสังคมแทน อาจช่วยกันปลูกต้นไม้ ทำความสะอาดที่สาธารณะ ฯลฯ</p><p> ประโยชน์ที่จะได้รับจากการจัดกิจกรรมในวันมาฆบูชา</p><p>          พุทธศาสนิกชนจะมีความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับความสำคัญของวันมาฆบูชา รวมทั้งหลักธรรมต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดความตระหนักต่อความสำคัญของพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะชาวพุทธ และยังเป็นการช่วยธำรงพระพุทธศาสนาให้สืบต่อไป</p><p>การจัดกิจกรรมวันมาฆบูชา ปี ๒๕๖๔</p><p>          “มาฆบูชา” ปีนี้ เตรียมตัว “เวียนเทียนออนไลน์” พร้อมกันทั่วประเทศ เวลา 08.20 น. วันที่ 24-28 ก.พ. 64 </p><p>บนเว็บ www.มาฆบูชาเวียนเทียนออนไลน์.c… ทำง่ายๆ ที่บ้าน ได้บุญเหมือนไปเวียนเทียนที่วัด</p><p>           ไม่กี่วันที่ผ่านมา นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกมาแถลงว่าวัน “มาฆบูชา” ปีนี้จะ งดจัดงานวันมาฆบูชา ที่พุทธมณฑล เพื่อป้องกันโควิด-19 ขณะที่วัดในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค หากจะมีการจัดกิจกรรมวันมาฆบูชา ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมของแต่ละจังหวัด</p><p>              อีกทั้ง จากการหารือในที่ประชุมมหาเถรสมาคม มีข้อสรุปเกี่ยวกับคำแนะนำแก่พุทธศาสนิกชนให้ปฏิบัติตนในการร่วมกิจกรรมเนื่องในวัน “มาฆบูชา” 2564 ดังนี้</p><p>1. กรณีที่มีประชาชนเดินทางไปวัดเพื่อทำบุญ “เวียนเทียน”ขอให้วัดปฏิบัติตามมาตรการการป้องกัน โควิด-19 อย่างเคร่งครัด</p><p>2. ขอให้วัดจัดระเบียบการเวียนเทียนเป็นรอบ ๆ ตามความเหมาะสม หรือกำหนดจุดยืน (เว้นระยะห่าง) ในการประกอบพิธีในวันมาฆบูชาตามความเหมาะสม</p><p>3. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขอเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนใช้วิธีการ “เวียนเทียนออนไลน์” แทน เพราะช่วงนี้ยังมีการระบาดของ</p><p>โควิด-19 ในวงกว้างอยู่</p><p>        วันมาฆบูชา 2564 ตรงกับวันที่  26 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธจะได้ระลึกถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กิจกรรมที่ชาวพุทธทำกันในวันมาฆบูชามีทั้งการทำบุญตักบาตร ทำวัตรสวดมนต์ ฟังเทศน์ฟังธรรม และการไปเวียนเทียน  </p><p>        ตามปกติแล้ว งานสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ณ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม จะจัดขึ้นทุกปี แต่สำหรับในปี 2564 นี้ ที่มีการระบาดของ โควิด-19 ทำให้ คณะกรรมการมหาเถรสมาคม ได้มีมติให้งดจัดกิจกรรมเนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ พุทธมณฑล นครปฐม</p><p>      สำหรับวัดต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพฯ หรือส่วนภูมิภาค </p><p>การพิจารณาจะจัดหรืองดกิจกรรมให้ปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งหรือมาตรการป้องกันโรคของแต่ละพื้นที่ และขอให้วัดดำเนินการปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และให้จัดให้เวียนเทียนเป็นรอบ ๆ ไป ตามจำนวนที่เห็นว่าเหมาะสม หรือกำหนดจุดยืนประกอบพิธีในวันดังกล่าวตามความเหมาะสม</p><p>—————–</p><p>แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.thairath.co.th/horoscope/interesting/2037572
</p><p>https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/924366</p><p>https://bit.ly/3bJ106J</p><p>http://www.skm.ssru.ac.th/news/view/20696</p><p>https://hilight.kapook.com/view/20696</p><p>http://www.dhammathai.org/day/maka.php</p><p>http://www.dhammathai.org/day/maka.php</p><p>https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/924098</p><p>https://food.trueid.net/detail…</p>