ต่อจากความเดิมตอนที่แล้ว...
“บ้าน”...ฉันไม่อยากอยู่ (1)
"บ้าน"...ฉันไม่อยากอยู่ (2)

          ชีวิตคนเราย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน แต่ละช่วงวัยของชีวิต ในวัน ๆ หนึ่งเราไม่สามารถเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเรา ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพื่อจะบอกท่าน ๆ ว่า อย่าไปกังวลกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในชีวิตมากมายนัก อย่าพยายามคาดหมาย หรือคาดเดาล่วงหน้ากับเหตุการณ์สิ่งที่ยังมาไม่ถึงไม่เช่นนั้นเรา ๆ ท่าน ๆ จะไม่เป็นอันต้องทำอะไรกัน อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและจิต ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุด คือ ทำวันนี้ของเราให้ดีที่สุดเท่าที่ชีวิตคน ๆ หนึ่งที่เกิดมาเป็นมนุษย์พึงกระทำได้ ทุกอย่างที่เปลี่ยนแปลงก็จะเป็นไปในทางที่ดีตามมาเช่นกัน ดิฉัน...จำได้ว่าสมัยเป็นครูครั้งแรก ถูกมอบหมายให้สอนวิชาวิถีธรรมวิถีไทย เป็นประวัติศาสตร์การสอนที่ตนเองไม่มีวันลืมเลือน เด็กนักเรียนที่ดิฉันสอนเป็นชายล้วน เป็นเด็กอาชีวะและอยู่ในช่วงวัยรุ่นพอดี เป็นวัยคึกคะนอง เลือดร้อน พร้อมจะเปลี่ยนแปลงอารมณ์และพฤติกรรมไปกับสภาพการณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบได้ทุกเมื่อ

          จำได้ว่า วันนั้น เวลาประมาณ 14.00 น. หลังจากที่ดิฉันสอนเนื้อหาในรายวิชาดังกล่าวจบ จึงให้นักเรียนหลับตานั่งสมาธิ ประมาณ 10 นาที เพื่อฝึกจิตใจให้สงบ และเตรียมพร้อมที่จะไปเรียนเนื้อหาในรายวิชาต่อไป เด็กนักเรียนเกือบ 40 คน มาจากสองห้องและต่างแผนกกันแต่มาเรียนรวมกันแต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหากับครู การนั่งสมาธิเป็นไปอย่างสงบเงียบ และดูเหมือนจะเรียบร้อย ดิฉันเฝ้าดูนักเรียนอย่างสงบเช่นกัน แต่แล้วก็มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นเด็กนักเรียนสองคนที่นั่งห่างกันคนละแถว คนนั่งแถวหน้าหันไปมองเพื่อนที่เปิดตารออยู่เช่นกันพร้อมทำปากขมุบขมิบแต่ไม่มีเสียง ดิฉันลุกขึ้นยืนเพราะรู้ว่ามันผิดปกติแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายเกินไปกว่าเด็กกำลังหยอกล้อกัน เมื่อรู้ว่าดิฉันมองทั้งคู่จึงหลับตาทำสมาธิต่อไป จนกระทั่งครบเวลาตามกำหนด “นักเรียนลืมตาได้แล้วค่ะ” แต่ทันทีที่เสียงของดิฉันสิ้นสุด ก็มีเสียงสวนตามมาเช่นกัน “มึงจะเอายังไงว๊ะ” โดยที่ดิฉันไม่ทันตั้งตัวเด็กนักเรียนสองคนกระโจนเข้าหากัน ตอนนี้เหตุการณ์ชุลมุนมาก ไม่รู้ใครเป็นใคร เพื่อน ๆ ในห้องบางกลุ่มก็ถอยออกมาหน้าห้อง บางกลุ่มก็ช่วยกันห้าม ตอนนั้นดิฉันถึงกับ Shock!! Cinema อย่างแรง แต่ระบบประสาทก็สั่งให้ขยับปากและตะโกนเสียงอันดังออกไปทันที “หยุดเดียวนี้นะ!!...ครูบอกให้หยุด” ทุกอย่างหยุดทันที...แต่อำนาจของเสียงนั้นก็มีผลแค่ชั่วอึดใจเดียว เริ่มชกกันต่อในยกสอง!!...ดิฉันรีบเข้าไปห้าม แต่เอาไม่อยู่จริง ๆ ไม่รู้เด็กพวกนี้เอาแรงมาจากไหนขนาดเพื่อน ๆ ช่วยกันแยกยังหลุดออกไปได้อีกเหมือนวัวกระทิงเชียวค่ะ จนกระทั่งเพื่อน ๆ ต้องจับมัดทั้งคู่ไว้ได้และแยกออกจากกัน ดิฉันแทบจะเป็นลม...อะไรกันนี่

          เมื่อทุกอย่างสงบ ดิฉันจึงให้มวยคู่เอกนั่งสงบสติอารมณ์ ไม่ถามอะไรทั้งสิ้นรอให้อารมณ์ที่ร้อนของทั้งคู่สงบลงก่อน และแล้วภาพที่ดิฉันต้องการให้เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจริง ๆ เมื่อทั้งคู่ยกมือพนมก้มลงไหว้และขอโทษดิฉัน ขอโทษกับการกระทำที่ทำลงไปเพราะอารมณ์โกรธเพียงชั่ววูบ ดิฉันและอาจารย์อีกท่านเราตกลงกับนักเรียนว่าจะไม่ทำหนังสือแจ้งผู้ปกครองเนื่องจากสงสารกลัวว่านักเรียนจะถูกบันทึกประวัติและโดนหักคะแนนความประพฤติ (แต่นั่นอาจเป็นความคิดที่ผิดก็เป็นได้) และให้เขาสัญญาว่าจะไม่ทำเหตุการณ์เช่นนี้อีก จึงให้พวกเขาลงไปล้างหน้าชำระล้างความสกปรก นักเรียนคนหนึ่งพูดกับดิฉัน “อาจารย์ไม่น่าสั่งให้ลืมตาเลย...”  ดิฉันยิ้ม... “นี่ถ้าครูรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นนะ...ครูจะให้พวกเธอหลับในห้องเลยละ”...สอบถามสาเหตุจากเพื่อนนักเรียนได้ความว่า นักเรียนทั้งสองคนมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนตั้งแต่เทอมแรก เนื่องจากอีกคนพูดมาก และอีกคนจะเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนและรำคาญเสียงดังรบกวนของเพื่อน ก่อนหน้าที่จะมาเรียนวิชานี้ก็มีเรื่องกันมาก่อนแล้ว จนมาระเบิดเอาคาบของดิฉัน ดิฉัน...พูดกับตัวเอง “นี่อุตสาห์ให้นั่งสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบยังเอาไม่อยู่อีกเหรอ”

          พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กวัยรุ่นที่ดิฉันเจอกับตัวเองโดยที่ไม่คาดคิดและไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น...ตั้งคำถามถามตัวเองว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? มันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? และเป็นคำถามที่ฉันต้องการคำตอบมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะเชื่อว่า “สิ่งใดก็ตามเมื่อมีผลเกิดขึ้น สิ่ง ๆ นั้นย่อมมีเหตุมาก่อนเสมอ” เพราะเหตุนี้จึงทำให้ดิฉันต้องค้นหา ซึ่งในความเชื่อดิฉันมุ่งประเด็นไปที่พื้นฐานทางครอบครัวของเด็ก การอบรมเลี้ยงดูว่ามีส่วนสำคัญยิ่งต่อการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าว เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของดิฉันยังไม่จบลงเพียงแค่นี้...ยังมีเหตุตามมาให้ดิฉันต้องขบคิดตามไปมากมายก่ายกองว่าทำไม? เพราะอะไร? และดิฉันในฐานะครูคนหนึ่งจะช่วยอย่างไรกับปัญหาดังกล่าวนี้ได้บ้าง เนื่องจากมองว่าผลของพฤติกรรมดังกล่าวไม่ส่งผลดีแก่ใครเลยไม่ว่าจะเป็นตัวเอง สังคม ดิฉันมองถึงสถาบันครอบครัวเพราะเป็นสถาบันแรกในการปลูกฝังทุกสิ่งทุกอย่างแก่เด็กและเยาวชนของชาติ  โดยเชื่อว่าหากครอบครัวปูพื้นฐานที่ดีให้แก่เด็กปัญหาต่าง ๆ แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย และก็เชื่อว่า “หากพ่อแม่ได้ปลูกฝังอะไรให้ลูก...ก็ย่อมได้ผลเช่นนั้นเป็นธรรมดา”

เรื่องราวของพฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของดิฉันยังไม่จบ...ดิฉันในฐานะครูจึงไม่ขอจบเรื่องราวเหล่านี้เช่นกัน