การเดินทางตามแนวทางวิถีแห่งพุทธะ จำเป็นต้องใช้ความอดทน ความพากเพียร ความพยายาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ความเสียสละ" ที่จะต้องแสดงให้เห็นผลของการกระทำโดยประจักษ์ เปลี่ยนจากนามธรรมที่ลอยในอากาศให้เป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้...
เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธก็เช่นเดียวกัน หากในสายตาของนักวิชาการอาจจะมองว่าเป็นแนวความคิดที่ล้าหลังซึ่งนำเอาศาสตร์ดึกดำบรรพ์สองพันห้าร้อยกว่าปีมาใช้ สิ่งนี้แหละเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องพิสูจน์ให้ทราบโดยประจักษ์ว่า ศาสตร์แห่งพุทธะเป็นศาสตร์ที่ "ทันสมัย" สามารถใช้ได้ทุกกาล ทุกเวลา
พระพุทธองค์มิได้ค้นคว้าสิ่งใดขึ้นมาใหม่ เพียงแต่แสดงถึงแก่นแท้ ธาตุแท้ คุณลักษณะธรรมดา ๆ ของ "ธรรมชาติ"
ธรรมชาติก็คือธรรมะ ธรรมะก็คือธรรมชาติ
พระพุทธองค์ทรงแสดงกฏตายตัวแห่งธรรมชาติที่มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป โดยการให้เราทุกคนทำความเข้าใจตัวของเราเองอย่างท่องแท้ เพราะหากเราเข้าใจตัวของเราเอง รู้ซึ้งซึ่งจิตใจของตัวเอง เราก็จะเข้าใจหัวใจของทุก ๆ คน
การพิจารณาร่างกายให้เห็นกายในกาย การพิจารณาธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ซึ่งอายตนะทั้ง ๖ ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่ง
เช่นเดียวกัน เราต้องทำความเข้าใจธรรมชาติแห่งเศรษฐศาสตร์ที่ดำเนินตามหลักอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ซึ่งมีวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามยุค ตามนิสัย ตามอุปนิสัยของบุคคลแต่ละคน
เริ่มทำความเข้าใจจากจุดเล็ก ๆ ตามหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค (microeconomics) แล้วนิยามความเข้าใจนั้นแปรไปให้เป็นเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) เริ่มต้นจากเศรษฐกิจระดับครัวเรือน เรื่อยไปจนกระทั่งเศรษฐกิจระดับชาติ และระดับโลก
พุทธเศรษฐศาสตร์ (Buddhist Economics) ให้เราเริ่มต้นจากความคิด จากจิตใจของตนเอง
เราต้องมีความเห็นที่ถูกต้อง มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ภายในจิต ในกายของตนเอง
ต้องเห็นจิตในจิต เห็นกายในกายของตนเองให้อย่างถ่องแท้
เริ่มต้นคิด พิจารณา อุปสงค์และอุปทานที่เกิดขึ้นในใจของตนเอง
เรามีความต้องการอะไรบ้าง เราให้อะไรแก่ใครบ้าง
ตื่นขึ้นมาทุก ๆ วันให้เราคิดเสมอว่า วันนี้เราจะได้ให้อะไรแก่ใครบ้าง เราจะนำร่างกายนี้ไปเสียสละให้เกิดคุณเกิดประโยชน์อะไรบ้าง ใช้จิต ใช้กาย ผ่องถ่ายเป็นอุปทานแก่คนรอบข้างและสังคม
พุทธเศรษฐศาสตร์คือศาสตร์ให้การให้ ทุกคนต้องมีอุปสงค์ มีความต้องการที่จะให้ ให้ผู้อื่นได้รับความสุขจากกาย วาจา และจิตใจของเรา
เมื่อเราเริ่มต้นได้ถูกต้อง เรามีความคิดที่ถูกต้อง มีความเห็นที่ถูกต้อง เราก็นำเอาความถูกต้องเหล่านี้มาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นการกระทำ เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ให้แก่บุตร ภรรยา สามีที่อยู่ในบ้าน ในครอบครัวของเรา
เรามีอุปสงค์ในการให้ ผ่องถ่ายเป็นอุปทานที่ผ่องใสจากจิตใจ
เริ่มต้นจากการมีอุปทานให้อาหารที่ดี ๆ แก่คนในครอบครัวของเรา ให้เขาได้มีความสุขจากการทานอาหาร ให้ครอบครัวของเราเป็นสวรรค์ เป็นวิมาน จากรอยยิ้ม จากจิตใจที่มีแต่ให้ มีแต่ความเสียสละ
เราทำทุก ๆ วันให้บ้านของเรามีความสุข ทำบ้านให้สะอาด น่าอยู่ น่าอาศัย มีเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สะอาด เก็บเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำอาหารที่ดี ถูกสุขลักษณะ ฝึกนิสัยให้เป็นระเบียบของจิตใจ ระเบียบแห่งการให้ การเสียสละ
เราต้องทำให้เป็นตัวอย่าง แบบอย่าง... ตัวอย่างแบบอย่างนี้เองคือรูปธรรมตามวิถีแห่งพุทธะที่จับต้องได้
เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ คือครอบครัว แล้วนำตัวแบบที่ดี ๆ นี้ไปใช้ในที่ทำงาน
ห้องทำงานของเราต้องเป็นห้องทำงานแห่งความสุข
ความสุขที่ได้จากความเมตตากัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แบ่งปันของที่ตนเองมีมากให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน
เราต้องตั้งใจไว้เสมอว่า เพื่อนที่ทำงานทุกคนต้องได้รับความสุขจากเรา เริ่มต้นจากการที่เรามอบรอยยิ้มให้แก่กันและกัน มอบความรัก เมื่อผิดพลาดก็ให้อภัยกัน
อุปสงค์แห่งการให้ และอุปทานที่ผ่องจากจิตใจ นี้แหละเป็นหัวใจแห่งพุทธเศรษฐศาสตร์อย่างแท้จริง...
