รายงานของ World Economic Forum ชื่อ The Future of Jobs Report 2020 บอกเราว่า โลกแห่งการทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การระบาดใหญ่ของ โควิด ๑๙ เป็นตัวเร่ง
กล่าวอย่างง่ายที่สุด โลกแห่งการทำงานจะไม่เหมือนเดิม เครื่องจักรฉลาดจะเข้ามาแทนคนในสัดส่วนราวๆ ครึ่งหนึ่งใน ๕ ปีข้างหน้า ขึ้นกับลักษณะของงาน ความท้าทายของโลกก็คือ เวลานี้เรามีคนด้อยโอกาสอยู่แล้ว ทำอย่างไรให้การเปลี่ยนขาด (disruption) ครั้งนี้ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ
WEF บอกว่า เขาติดตามการเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน ในท่ามกลางการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ ๔ มาเป็นเวลา ๕ ปี โดยมีเป้าหมาย เพื่อกระตุ้นให้เปลี่ยนจากสภาพความเสื่อมโทรม (decline) สู่การผุดบังเกิด (emerge) ซึ่งก็คือรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงใหญ่ และเข้ากุมบังเหียนการเปลี่ยนแปลง ให้เกิดประโยชน์ต่อโลก
ผลการวิจัยบอกว่า อีก ๕ ปีข้างหน้า ร้อยละ ๑๕ ของแรงงานในปัจจุบันเสี่ยงต่อการตกงาน และร้อยละ ๖ ตกงานแน่ๆ ดังนั้น ความรู้สำคัญสำหรับคนวัยทำงานคือ งานแบบไหนที่โอกาสตกงานสูงมาก จะผันตัวเองโดยยกระดับทักษะของตนเองไปทำงานอะไร ตอนนี้ยังพอมีเวลาเตรียมตัว อย่ารอให้ตกงานเสียก่อนค่อยหาทางแก้
ในรายงานนี้ มีรายละเอียดของประเทศไทยด้วย จะยกไปกล่าวถึงในบันทึกหน้า
มหาวิทยาลัยไทยควรศึกษารายละเอียดของรายงานนี้ นำมาใคร่ครวญโดยมีข้อมูลอื่นๆ ของไทยมาประกอบ เพื่อพัฒนา working platform ของอุดมศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมต่อสถานการณ์โลกและสังคมยุคใหม่
คำถามหนึ่งคือ การระบาดของโควิด ระลอกสองบอกอะไรเรา ในเรื่องตลาดแรงงาน
สำหรับผม มันเตือนว่า ระบบเศรษฐกิจไทยยังหลงใช้พลังแรงงานไร้ฝีมือราคาถูก โดยเอามาจากประเทศเพื่อนบ้าน สภาพมักง่ายดังกล่าว ทำให้ระบบเศรษฐกิจภาพใหญ่ละเลยการยกระดับเทคโนโลยีในระบบเศรษฐกิจอย่างจริงจัง คล้ายๆ เรามีนโยบายอย่าง แต่ทำอีกอย่าง เพื่อเอาใจนักธุรกิจมักง่าย ไม่ทราบว่า ผมเซ่อแค่ไหน ที่คิดอย่างนี้
ผมคิดว่า หากเรายังมุ่งส่งเสริมธุรกิจที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลักเช่นนี้ เราจะยกระดับการพัฒนาประเทศ สู่ประเทศรายได้สูง สังคมดี ไม่ได้
ภาพใหญ่ของโลกคือ ใน ๕ ปีข้างหน้า ร้อยละ ๔๔ ของทักษะหลักสำหรับทำงานจะเปลี่ยนไป หนังสือเล่มนี้บอกว่า เขาเสนอแนวทางที่เรียก “The Great Reset” เพื่อเป้าหมายสองด้าน คือ ความมั่งคั่งเชิงเศรษฐกิจ และความเท่าเทียม
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ มุ่งพัฒนาสู่ ประเทศไทย ๔.๐ ซึ่งหมายถึงพัฒนาสู่การประกอบการ ๔.๐ ที่เน้นมูลค่าเพิ่มสูง แต่สถานการณ์แรงงานต่างด้าวที่ผุดขึ้นมาจากการเป็นแหล่งแพร่โควิด ๑๙ บอกเราว่า ในทางปฏิบัติเราทำตรงกันข้ามกับแผนพัฒนาฯ คือเราเน้นการประกอบการต้นทุนต่ำ ใช้แรงงานไร้ฝีมือราคาถูก
บทบาทอย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยคือการวิจัยเชิงมหภาค ว่า ในทางปฏิบัติเศรษฐกิจไทยดำเนินไปตามแผนพัฒนาฯ หรือไม่ เพียงใด โดยที่คนซื่อบื้ออย่างผม มองว่า เราอยู่ในสภาพ “เขียนอย่างทำอีกอย่าง”
หากการระบาดของ โควิด ๑๙ ช่วยปลุกให้สังคมไทยตื่น จากสภาพมิจฉาทิฐิของการพัฒนา เปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปเป็นสัมมาทิฐิได้ ก็จะเท่ากับเราแปรความเจ็บปวดเป็นโอกาส หากมหาวิทยาลัยช่วยกันปลุกสังคมให้ตื่นในประเด็นนี้ได้ ก็เท่ากับมหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่ “สมองของสังคม” ได้อย่างแท้จริง โดยที่คำนี้แทบไม่มีคนมหาวิทยาลัยพูดถึงกันแล้ว เดาว่าไม่กล้าพูด
ข้อค้นพบของทีมวิจัยของ WEF บอกว่า ในไม่ช้า งาน “รูตีน” (routine jobs) จะทำโดยเครื่องจักรและอัลกอริทึม มนุษย์จะต้องผันตัวเองไปทำงานที่ยากกว่านั้น
ที่หน้า ๑๖ ของรายงาน มีการจัดกลุ่มงานออกเป็น ๓ กลุ่มคือ (๑) แรงงานจำเป็น ได้แก่งานส่งของ งานบริบาลและงานดูแลสุขภาพ งานร้านอาหาร งานเกษตร และงานผลิตสินค้าด้านสุขภาพ (๒) แรงงานทางไกล ทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่ตกงาน และ (๓) แรงงานหมดอนาคต ได้แก่ งานบริการ ค้าปลีก รวมทั้งการท่องเที่ยว
ทำให้ฉุกคิดว่า ที่วงการธุรกิจท่องเที่ยวไทยหวังจะให้มันฟื้นขึ้นมาเฟื่องฟูเหมือนยุคก่อนโควิด เป็นความหวังที่สมเหตุสมผลหรือไม่ นี่ก็น่าจะเป็นโจทย์วิจัย
อ่านแล้วผมคิดว่า เป็นโอกาสที่วงการอุดมศึกษาจะศึกษาแรงงาน ๓ กลุ่มดังกล่าว ในประเทศไทย ว่ามีจำนวน การกระจาย และลักษณะการปรับตัวอย่างไร บริการหนุนการปรับตัวโดยการเรียนรู้ทักษะใหม่หรือเพิ่มพูนทักษะควรเป็นอย่างไร เป็นโจทย์วิจัย และโอกาสทำหน้าที่ให้แก่สังคมยามหน้าสิ่วหน้าขวานที่น่าพิจารณา และหาทางดำเนินการอย่างจริงจัง โดยที่ข้อมูลจากการจ้างงานชั่วคราวที่กระทรวง อว. ดำเนินการ (๑)น่าจะเอามาใช้ได้ด้วย
หลักการคือ แรงงานทั้ง ๓ กลุ่มต้องการการเรียนรู้และปรับตัวทั้งสิ้น แต่มีความต้องการแตกต่างกัน รวมทั้งมีพลวัตของบุคคลที่ทำงานในแต่ละกลุ่มด้วย เป็นประเด็นวิจัยที่ควรดำเนินการเร่งด่วน
ข้อมูลในหนังสือ เน้นในสหรัฐอเมริกาและประเทศรายได้สูงเป็นหลัก เราอาจจะเอามาเป็นตัวอย่างประเด็นและวิธีเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล สำหรับนำมาปรับใช้ในประเทศไทย
บทที่ ๒ ของหนังสือ เรื่อง Forecasts for Labour Market Evolution 2020 – 2025 เน้นศึกษาการเปลี่ยนงานจากงานหมดสภาพ (declining jobs) สู่งานเกิดใหม่ (emerging jobs) โดยงานวิจัย Future of Jobs Survey เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เสริมด้วยข้อมูลที่เก็บจากแหล่งงาน ที่ผมคิดว่า วงการวิจัยไทยน่าจะทำวิจัยสถานการณ์ของประเทศไทยเราเอง สำหรับนำมาใช้พัฒนาแรงงานไทย ให้เคลื่อนสู่งานเกิดใหม่ได้
ข้อมูลสำคัญอย่างหนึ่งคือ การนำเทคโนโลยีมาใช้งาน (technology adoption) เปรียบเทียบระหว่างปี 2018 กับคาดคะเนปี 2025 ที่มีรายละเอียดอยู่ในรูปที่ ๑๘ หน้า ๒๖ เทคโนโลยีเด่นที่สุดคือ cloud computing ตามด้วย big data analytics และ internet of things and connected devices รวมทั้งหมด ๑๖ รายการ ที่รายการที่การใช้งานจะหดลงคือ new materials และ quantum computing รายการที่จะมีการใช้เพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ encryption and cyber security ตามด้วย cloud computing
ในหน้า ๒๘ เขาระบุงานที่คนทำได้ดีกว่าเทคโนโลยี ว่าได้แก่ การจัดการ การให้คำปรึกษา การตัดสินใจ การให้เหตุผล การสื่อสาร และการมีปฏิสัมพันธ์ โดยมีข้อมูลอยู่ในหน้า ๒๙ รุปที่ ๒๑ ที่แสดงว่า ในปี 2025 งานที่เทคโนโลยีทำแทนคนมากที่สุดคือ information and data processing ราวๆ ร้อยละ ๖๕ ซึ่งเพิ่มจากปี 2020 ไม่มากนัก งานที่คาดว่า เทคโนโลยีเข้าทดแทนคนมากที่สุดใน ๕ ปี คือ “Looking for and receiving job-related information” พอๆ กันกับ “Performing physical and manual work activities”
นอกจากเปลี่ยนสัดส่วนการใช้งานแรงงานคนกับการใช้เทคโนโลยีแล้ว ยังจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง value chain ของการผลิต หรือธุรกิจ
คนไม่สันทัดธุรกิจอย่างผม ตื่นตาตื่นใจต่อรูปที่ ๒๐ ในหน้า ๒๙ มากเป็นพิเศษ เพราะบอกว่าสิ่งที่บริษัทจะทำมากที่สุดในเรื่องแรงงานคือการเปลี่ยน value chain (ซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจว่าหมายถึงอะไร) แถมยังมีบริษัทที่บอกว่าจะขยายการจ้างงาน มากกว่าบริษัทที่บอกว่าจะลดการจ้างงาน เห็นได้ชัดเจนว่า เรื่องแรงงานในอนาคตนี้ มีความซับซ้อนสูงมาก จึงเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยควรเข้าไปไขความกระจ่าง
นอกจากคุณค่าในด้านข้อสรุปแล้ว เอกสารนี้ยังมีประโยชน์ในด้านวิธีการประมวลผลข้อมูล ดังในหน้า ๓๑ ซึ่งผมอ่านเข้าใจครึ่งๆ กลางๆ
ภารกิจงาน ที่ความต้องการเพิ่มขึ้น ๒๐ รายการ และที่ความต้องการลดลง ๒๐ รายการ อยู่ในรูปที่ ๒๒ หน้า ๓๐ สามรายการแรกของภารกิจที่ต้องการคือ Data analyst and scientist, AI and machine learning specialist, Big data specialist สามรายการของภารกิจที่ความต้องการลดลงคือ Data entry clerks, Administrative and executive secretary, Accounting, Bookkeeping and payroll clerk
เห็นข้อมูล และวิธีวิเคราะห์ในเซ็กชั่น 2.2 Emerging and declining jobs แล้ว ผมตื่นตาตื่นใจ (แต่ไม่ค่อยเข้าใจ) ว่ามีโอกาสนำมาปรับใช้ในการวิจัยบริบทไทยได้มากมาย ผมฝันอยากเห็น สกสว. จัดให้มีทุนวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับการเปลี่ยนขาด (disrupt) แรงงานไทย เพื่อหนุนการพัฒนาสู่ประเทศไทย ๔.๐ ที่เป็นโปรแกรมการวิจัยและนวัตกรรมเชิงนโยบายและเชิงระบบ
ในความเห็นของผม ประโยชน์สูงสุดของหนังสือเล่มนี้ต่อประเทศไทย ไม่ใช่ข้อสรุปที่นำเสนอ แต่เป็นวิธีคิด วิธีรวบรวมข้อมูล ประมวลข้อมูลและตีความ คือสำหรับเรา ควรเน้นใช้ประโยชน์ในเชิง methodology มากกว่าเชิง content และหน่วยงานที่ดูแลการพัฒนาประเทศ (สภาพัฒน์ฯ) และกระทรวง อว. ควรเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง
บทที่สามชื่อ Public and Private Sector Pathways to Reviving Labour Markets ที่เขาเตือนว่าต้องอย่าเอาแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าจากวิกฤติโควิด ต้องวางยุทธศาสตร์และมาตรการระยะยาวด้วย และต้องไม่เพียงแค่หาทางพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (human resources) ต้องเน้นที่การบรรลุศักยภาพของมนุษย์ (human potential) มากกว่า ข้อเตือนที่สำคัญยิ่งคือ ต้องมีมาตรการดึงดูดคนมีความสามารถสูงออกจากกิจกรรมที่เสื่อมถอย ไปสู่กิจกรรมที่กำลังผุดบังเกิด โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน และผมขอเพิ่มเติมว่า ภาควิชาการมีโอกาสที่จะเข้าไปทำหน้าที่เชิง engagement เพื่อสร้าง transformation ของระบบกำลังคน ซึ่งหมายความว่า เกิด transformation ในระบบอุดมศึกษาด้วย
ในหนังสือหน้า ๔๕ มีตัวอย่างของมาตรการที่จะก่อความเข้มแข็งระยะยาว โดยรัฐและเอกชนมีระบบสนับสนุน upskilling และ reskilling ในประเทศสิงคโปร์ ฝรั่งเศส และเดนมาร์ก
ในหัวข้อย่อย From deploying human resources to leveraging human potential ระบุคำว่า pivot ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนงาน ในลักษณะที่เปลี่ยนอาชีพ เขาบอกว่าคนยุคใหม่จะไม่มีลักษณะการทำงานแบบคนสมัยก่อน ที่เมื่อเรียนจบ เข้างาน และเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเกษียณอายุ ที่ชีวิตการทำงานเป็นเส้นตรง แต่คนสมัยใหม่จะเปลี่ยนงานหลายครั้ง และจะต้องยกระดับทักษะ หรือฝึกทักษะใหม่ เป็นระยะๆ
การเปลี่ยนหน้าที่การงาน (pivot) นี้เป็นกลไกความก้าวหน้าของบุคคล และในขณะเดียวกันก็เป็นกลไกความสำเร็จขององค์กรด้วย โดยที่บุคคลต้องมุ่งเรียนรู้จากการทำงาน และองค์กรก็ต้องมีระบบสนับสนุนด้วย ทำให้งานสมัยใหม่เป็นทั้งเป้าหมายผลงาน และเป้าหมายการเรียนรู้ของบุคคลและขององค์กร องค์กรต้องมีวิธีทำให้การทำงานเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตของบุคลากร เป็นที่แสดงความสามารถของบุคลากร ในหนังสือหน้า ๔๖ เขาแนะนำว่า องค์กรกับพนักงานต้องตกลงกัน ในการวางอนาคตของงานที่ผลิตภาพสูง โดย สองกลไกที่เสริมและเชื่อมโยงกันคือ (๑) บริษัทเอาใจใส่ strategic people matrix ซึ่งหมายถึงมีแผนการโยกย้ายงานให้แก่พนักงาน เพื่อความก้าวหน้า (๒) ส่งเสริมพนักงานให้ยกระดับทักษะ เพื่อเปลี่ยนหน้าที่จากงานเสื่อมถอย (declining) สู่งานผุดบังเกิด (emerging)
เขาบอกว่า เรากำลังเข้ายุคที่การสร้างงานใหม่ เกิดขึ้นช้ากว่างานเก่าที่ถูกทำลายไป อย่างไรก็ตาม ความเจริญก้าวหน้าของหน่วยงานและสังคมยังคงขึ้นอยู่กับคนเป็นหลัก สภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ นอกจากตัวบุคคลต้องปรับตัวแล้ว บริษัทหรือองค์กรก็ต้องปรับตัวด้วย ในตอนท้ายของบทที่ ๓ เขามีรายละเอียดของการบริหารจัดการบริษัทว่าด้วยการบริหารงานบุคคลที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปในระดับโครงสร้าง และในระดับหลักการ ซึ่งจะนำมาบันทึกในตอนต่อๆ ไป
ข้อสรุปของหนังสือตอนที่ ๑ (ซึ่งมี ๓ บท) คือ การเปลี่ยนตลาดแรงงานในอุตสาหกรรม ๔.๐ นี้ เป็นการเปลี่ยนใหญ่ หลายส่วนเป็น disruption และโครงสร้างระบบงานในส่วนที่เกี่ยวกับคนจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เป็นหน้าที่ของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา ที่จะต้องร่วมกันพัฒนาโครงสร้างใหม่ของระบบแรงงาน หรือระบบกำลังคน ที่จะต้องมองเป็นระบบชีวิตของมนุษย์ ยิ่งกว่ามองเป็นแรงงาน เพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ
มองแง่ดี วิกฤติโควิด ๑๙ ช่วยให้ระบบต่างๆ ของประเทศ รวมทั้งอุดมศึกษา อยู่กับความเคยชินเดิมๆ ไม่ได้ ต้องปรับตัว ดังนั้น ในระดับการพัฒนาประเทศ ต้องอาศัยวิฤติโควิดเป็นคลื่นหรือพลังสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่หรือ transformation ของระบบต่างๆ ในหนังสือเขาเน้นระบบกำลังคน แต่ผมมองว่า เราต้องหาทางเปลี่ยนแบบบูรณาการ หรือเป็นองค์รวม ผมภาวนาให้ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองเห็นโอกาสนี้ ไม่หมดแรงไปกับการตั้งรับปัญหาเฉพาะหน้าไปเสียก่อน
อ่านหนังสือทั้งเล่มแล้ว ผมคิดว่ารายงานนี้ลำเอียง คือเน้นความต้องการของภาคธุรกิจ และภาคไอที รวมทั้งเน้นสภาพของประเทศที่รายได้สูงเป็นหลัก หากไทยจะใช้รายงานนี้ ต้องใช้อย่างระมัดระวัง ต้องใคร่ครวญสู่บริบทไทย มิฉนั้นเราจะถูกชักจูงให้ดำเนินการตามแนวทางที่ประเทศรายได้สูงกำหนด เป็นประโยชน์ต่อเขา มากกว่าเป็นประโยชน์ต่อเรา
วิจารณ์ พานิช
๓๐ ธ.ค. ๖๓