
วรรณกรรมเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่ เป็นผลงานเทพศิริ สุขโสภา ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น ๑ ในหนังสือ ๑๐๐ เล่มที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน อีกทั้งยังเป็น ๑ ในวรรณกรรม ๕๐ เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมและประชาสัมพันธ์ กระทรวงวัฒนธรรม และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งได้นำมาวิจารณ์ตามองค์ประกอบของงานเขียนประเภทบันเทิงคดี ดังต่อไปนี้
เนื้อเรื่อง
บึงหญ้าป่าใหญ่ เป็นเรื่องราวชีวิตวัยเด็กที่ถ่ายทอดผ่านตัวละครผมในช่วงที่เริ่มเข้าสู่โรงเรียน โดยผมได้พบกับตัวละครโทน เด็กเกเรที่ไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งด้วย ผมซึ่งอยู่แต่ในกรอบที่พ่อแม่วางไว้ให้ ไม่กล้าที่จะทำอะไรตามใจชอบ เมื่อถึงการแข่งกีฬาของโรงเรียนผมทำให้โรงเรียนของตัวเองแพ้ ทำให้เพื่อนไม่อยากเล่นกับผม จึงทำให้นำไปสู่การที่ผมได้รู้จักกับโทน ผมจึงได้รับรู้ว่าแท้จริงแล้วโทนไม่ได้เป็นอย่างที่ใคร ๆ ต่างกล่าวหา ซึ่งเรื่องราวของทั้งสองก่อเกิดเป็นมิตรภาพระหว่างกันและกันขึ้นมา
โครงเรื่อง
โครงเรื่องใหญ่ของเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่ คือ มิตรภาพของผมกับโทน เริ่มต้นจาก ผมที่เริ่มเข้าเรียนในชั้นเตรียมเรียน ผมรู้สึกไม่ชอบใจโทน เพราะผู้ใหญ่หลาย ๆ คนรวมถึงแม่ของตนเองต่างพูดกันว่าโทนนิสัยไม่ดี ไม่ควรไปยุ่งด้วย ผมจึงไม่ไปยุ่งวุ่นวายกับโทนแต่ผมนั้นก็ยังมีความรู้สึกอิจฉาตัวโทนที่สามารถทำอะไรได้อย่างตามใจชอบเสมอต่างกันกับตนเอง ผมถูกเพื่อน ๆ ล้อเลียน เยาะเย้ยจากการที่ผมแข่งขันวิ่งผลัดแพ้ในงานกีฬาระหว่างโรงเรียน เกิดเป็นความรู้สึกในใจของตัวผมเองที่ไม่กล้าเผชิญหน้าหรือพูดคุยกับเพื่อน ๆ แต่โทนและกลุ่มเพื่อน ๆ กลับเข้ามาเล่นด้วย ผมจากที่ไม่ชอบโทนจึงเริ่มเปิดใจและได้รู้จักนิสัยที่แท้จริงของโทนมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดเป็นมิตรภาพระหว่างทั้งสองคนขึ้น เวลาผ่านไปทั้งคู่ต้องแยกย้ายกัน เนื่องจากผมต้องเข้าไปอยู่ที่กรุงเทพฯ เมื่อผมกลับมายังที่บึงหญ้าใหญ่เพื่อพบกับโทนอีกครั้งแม้ว่าความรู้สึกของผมที่มีต่อโทนจะไม่เหมือนเดิม แต่ความทรงจำและมิตรภาพของทั้งสองก็ยังมีให้กันอยู่เสมอ
ส่วนโครงเรื่องย่อยของเรื่องนั้น คือ การเล่าถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชนบท ที่มีความแตกต่างกันระหว่างครอบครัวที่มีฐานะกับครอบครัวที่ยากจน ซึ่งครอบครัวที่มีฐานะก็จะให้ความสำคัญกับการศึกษาของลูกมากกว่า อย่างเช่นบ้านของผมที่พ่อมีอาชีพเป็นครู ก็จะรู้หนังสือมากกว่าคนอื่น ๆ และสามารถสอบเลื่อนชั้นได้ตามปกติ แต่ส่วนครอบครัวที่มีฐานะยากจน ก็ไม่ค่อยจะได้ใส่ใจในเรื่องการศึกษา ยังมีการใช้สิ่งของ เสื้อผ้า หรือหนังสือเรียนต่อ ๆ กัน หากจะต้องซื้อหนังสือใหม่ก็เลือกที่จะไม่ซื้อเพราะถือว่ามีความสิ้นเปลือง เด็กจึงไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวเท่าที่ควร ทำให้เด็กบางคนซ้ำชั้นเรียนอยู่บ่อยครั้ง และอายุเกินเกณฑ์ไปในที่สุด นอกจากนี้ยังได้เห็นถึงการศึกษาในสมัยก่อนที่มีการทำการเรียนก่อนสอนภายในวัด คุณครูไม่เพียงพอ ต้องนำเด็กหลาย ๆ ชั้นมาเรียนรวมกัน และการลงโทษเมื่อเด็กกระทำผิดยังมีการตีเด็กอยู่
จะเห็นได้ว่าโครงเรื่องของเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่นั้น มีโครงเรื่องที่ไม่ซับซ้อน อีกทั้งโครงเรื่องย่อยยังเป็นเหตุการณ์ที่สอดคล้องไปยังโครงเรื่องใหญ่ ทำให้เนื้อเรื่องมีความสนุก น่าสนใจ และสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
การเปิดเรื่อง ผู้แต่งได้มีการใช้พรรณนาโวหารในการกล่าวถึงฉาก บรรยายกาศต่าง ๆ ในทุก ๆ ตอนก่อนที่จะเข้าสู่การดำเนินเรื่องในตอนนั้น ๆ โดยการเปิดเรื่องนั้นก็จะเน้นไปที่การพรรณนาถึงธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ เช่น การเปิดเรื่องในตอนคดีขว้างแมว ดังข้อความที่ว่า “ต่อมาไม่นาน ฟ้าร้องครืน ๆ เมฆสูงขึ้น แล้วไม่ตกลงมา ฝนสั่งฟ้า สั่งปูสั่งปลาให้ลงที่ลึก ฤดูฝนจะผ่านไปแล้ว ลมหวนก็เริ่มพัด เป็นลมกระปรี้กระเปร่า” (น.๗๙) จากข้อความดังกล่าวนั้นผู้แต่งเปิดเรื่องด้วยการพรรณนาถึงฉากที่ฝนกำลังจะตก ท้องฟ้ามืดครึ้ม และมีเสียงฟ้าร้องเป็นระยะ การอพยพของสัตว์ อย่างปูที่จะลงรูเพื่อหลบฝน และปลาจะลงไปยังที่น้ำลึกกว่าปกติ ซึ่งเป็นสันชาตญาณของสัตว์ แต่สุดท้ายแล้วฝนนั้นก็ไม่ตก เมื่อมีลมพัดผ่านไป นอกจากนี้ในข้อความดังกล่าวยังมีการใช้บุคลาธิษฐานในประโยคที่ว่า “ฝนสั่งฟ้า สั่งปูสั่งปลาให้ลงที่ลึก” และ “เป็นลมกระปรี้กระเปร่า” คำว่า สั่ง และ กระปรี้กระเปร่า คำกริยาอาการของทั้งสองประโยคนี้ เป็นการสมมุติให้สิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีความคิด สิ่งที่เป็นนามธรรม ให้มีสติปัญญา อารมณ์หรือกิริยาอาการ เหมือนมนุษย์เพื่อให้สิ่งที่กล่าวมา คือ ฝนและลมมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
การผูกปมของเรื่อง เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นทิศทางของเรื่องว่าเรื่องนั้น ๆ จะมีจุดหมายไปยังทิศทาง ซึ่งการผูกปมนั้นเป็นการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นกับตัวละครหรือเหตุการณ์ในเรื่อง โดยในเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่นี้มีปมขัดแย้งที่สำคัญคือความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ คือ ตัวละครผมกับโทน จากตอนแรกที่ผมนั้นไม่อยากรู้จักโทน เพราะโทนนั้นเป็นเด็กนิสัยไม่ดี ไม่น่าคบหาด้วย เนื่องจากผู้ใหญ่มักพูดกันเสมอว่าคบกับทนจะทำให้เสียคน ทำให้ผมนั้นรู้สึกไม่ชอบโทนขึ้นมา แต่เมื่อถึงเหตุการณ์ที่โทนได้เข้ามาช่วยเหลือผมจากการถูกเพื่อน ๆ แกล้ง ทำให้ตัวผมนั้นรู้สึกอบอุ่น และโทนนั้นสามารถปกป้องตนเองได้ ผมจึงเปิดใจที่จะเริ่มทำความรู้จักตัวโทนมากยิ่งขึ้น กลายมาเป็นเพื่อนที่ผมสนิทมากที่สุดคนหนึ่ง เกิดเป็นมิตรภาพที่ดี เพราะแท้จริงแล้วนั้นทำให้ผมได้รู้ว่าโทนไม่ได้เป็นอย่างที่ใคร ๆ กล่าวหาเลย
นอกจากความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่เกิดขึ้นกับผมและโทนแล้ว ยังมีความขัดแย้งอื่น ๆ ที่เสริมเข้ามา ได้แก่ ความขัดแย้งภายในในมนุษย์ คือ ตัวละครผมที่มีความขัดแย้งภายในใจ มีปรากฏในตอนก้อนไฟกับเงาฉาย ซึ่งเป็นตอนที่โทนกำลังเล่าเรื่องเกี่ยวกับกลางวันกลางคืนให้เพื่อนฟัง “โทนเห็นคนมุงมากก็ยิ่งเล่าเสียงแหลม จงใจจะให้พวกชั้นเตรียมได้ยิน ถึงผมไม่อยากฟัง แต่ก็ดูเหมือนเสียงเล่าจะยิ่งดัง ยิ่งอยากห่างไกล ก็ดูเหมือนจะยิ่งได้ยิน ไม่มีใครกล้าคุยกันสักคน ราวกับว่าสิ่งที่เขาได้ไปดูรู้เห็นล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจเสียจริง” (น.๕๘) จากข้อความข้างต้นผมมีความรู้สึกไม่อยากฟังเรื่องราวที่โทนกำลังเล่า แต่ผมกลับจินตนาการตามสิ่งที่โทนเล่าโดยตลอด ดังข้อความที่ว่า “...ผมนึกว่าได้เห็นกลางคืนของเขาที่มีนกสีฟ้ากำลังเดินอยู่ตามหญ้าเขียว ๆ ดอกไม้สีแดงกำลังกวัดไกวอยู่กับลมดำ ๆ เขาเห็น เขารู้จักมัน คนที่ลืมตาย่ำไปในกลางคืนตามชายบึงที่มีโคลนอย่างเขาเท่านั้นกระมัง จึงจะเห็น ขณะที่ใครต่อใครพากันหลับตาเสีย ในภาพความคิดของผมเดี๋ยวนี้ เขาใหญ่ขึ้นสว่างขึ้น กำลังยิ้มและพูดโดยไม่มีเสียงออกมา เขากำลังยกมือยกไม้ในท่าเล่า ไม่มีทางจะเป็นภาพอื่นได้ ไม่ใช่คนเกเรที่ผมอยากจะหนีให้ห่างไกลอีกต่อไป เขามีความอ่อนโยนในตัว ที่ไหนที่เขาไปและทำให้เขาเป็น ผมอยากให้ขาตัวเองเปื้อนโคลนเขรอะอย่างเขา ทุกเช้ามาเช็ดเท้ากับหญ้าก่อนจะขึ้นศาลาโรงเรียน” (น.๗๓ - ๗๔)
อีกความขัดแย้งที่น่าสนใจคือความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสังคม คือ ชาวบ้านกับโทน โทนมักจะถูกชาวบ้านว่าร้ายให้ว่าเป็นเด็กนิสัยไม่ดี เป็นขี้ขโมยโดยที่ตัดสินเพียงแค่ภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น เช่น “... มันร้ายเสียจนใครก็ไม่อยากไปเกิดร่วมท้องเป็นพี่น้องกับมัน” (น.๒๖) “พ่อแม่ก็ไม่รู้จักเอาตาดูหูใส่ นี่พากันหายจากบ้านไปทั้งคู่ ไม่รู้จะไปตายร้ายดีไหน บอกลูก ๆ หลาน ๆ ด้วยอย่าไปคบหา เกเรคนเดียวน่ะไม่สู้กระไร นี่มันพาเด็กอื่นเกเรด้วย” (น.๒๖) จะเห็นได้ว่าสังคมนั้นมองโทนจากเพียงแค่ภายนอก เพราะแท้จริงแล้วโทนนั้นไม่ใช่เด็กที่เลวร้าย แต่เพราะด้วยโทนที่เป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ จึงทำให้เขาต้องรู้จักที่จะเอาตัวรอดให้ได้
ผู้แต่งได้มีการสร้างปมปัญหาขึ้นแล้วนั้น การหน่วงเรื่องที่ได้มีการกำหนดทิศทางของเรื่องไว้ ทำให้เรื่องค่อย ๆ ทวีความสนุก ความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การต่อสู้อุปสรรคที่เกิดขึ้นภายในปมปัญหา ทำให้ผมกับโทนได้เข้ามาใกล้ชิดสนิทสนมมากยิ่งขึ้น เรื่องราวจึงมีความน่าติดตาม ทำให้ผู้อ่านอยากรู้เรื่องราวไปตลอดจนจบเรื่อง
เมื่อเรื่องดำเนินมาอย่างต่อเนื่องถึงจุดสุดยอดได้ทวีความเข้มข้นจนถึงขีดสุด ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ดำเนินไปเพียงสั้น ๆ ปรากฏในตอนสวนสัตว์ คือตอนที่โทนพาผมเข้าไปในป่าเพื่อไปยังสวนของยายแม้น แต่กลับพบเข้ากับยายปิ่นที่สวนของยายปิ่นเสียก่อน ซึ่งเหตุการณ์นี้นำไปสู่การคลายปมของตัวละครโทนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมย และทำให้ผมเข้าใจในตัวโทนมากขึ้น
เรื่องดำเนินมาถึงยังจุดสุดยอด ก็นำไปสู่การคลายปมของความขัดแย้งต่าง ๆ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสวนยายปิ่น ทำให้ผมได้รับรู้ว่าแท้จริงแล้วโทนไม่ใช่หัวขโมยอย่างที่ชาวบ้านกล่าวหา แต่โทนนั้นได้รับอนุญาตจากทั้งยายปิ่นและยายแม้นที่ให้โทนไปเก็บผลไม้มาให้เด็ก ๆ ที่ยากจน ซึ่งตัวโทนเองนั้นก็ตอบแทนผู้ใหญ่ด้วยการขนฝืนไปให้ ดังข้อความที่ว่า “...สวนแถวนี้ยายปลูกทั้งนั้น อยากกินอะไรเก็บเอาเลยนะลูกนะ ถ้ายายยังอยู่ละก็ไม่ต้องกลัวใครว่า ยายยกให้เอ็งคนหนึ่งก็นานแล้วนี่...” (น.๒๑๓) และข้อความที่โทนตอบกลับยายปิ่นที่ถามถึงทั้งสองกำลังเดินทางไปไหน “ไปสวนยายแม้น แกก็เลิกไปขายของที่โรงเรียนแล้วนะยาย ว่าหูตาไม่ดีเหมือนกัน บอกให้ฉันไปมอง ๆ เก็บอะไรก็ได้ในสวนแก เอาไปฝากเด็ก ๆ ที่มันหิวให้ด้วย บอกว่าสงสารเป็นห่วงไอ้พวกเด็กโซตัวเล็ก ๆ ฉันก็ทำให้ยายแม้นเรื่อยมา” (น.๒๑๕) จึงทำให้ผมรู้ว่าแท้จริงแล้วที่โทนทำไปนั้น โทนไม่ได้คิดไม่ดีอย่างที่คนกล่าวหาแม้แต่น้อย แท้จริงแล้วนั้นโทนเป็นคนที่น่าคบหามาก ๆ คนหนึ่งทำให้ผมและโทนสนิทกันกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในที่สุด และเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตอนบึงหญ้าใหญ่ ที่ผมต้องเข้าไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ และโทนเองก็ได้มาส่งผมนั้น ถึงแม้ว่าโทนจะต้องหลบพ่อของผมที่ข้างทาง ถึงแม้จะยากลำบากแต่โทนก็มาส่งผมก่อนจะจาก และแสดงความห่วงใยต่อผมเสมอถึงแม้จะต้องห่างกัน ดังข้อความที่ว่า “ไม่ร้องไห้อีกนะ” (น.๒๙๖) และ “ใครรังแกให้บอกฉันนะ” (น.๒๙๖) แสดงให้เห็นว่าปมขัดแย้งของตัวละครทั้งสองก็คลี่คลายลงกลายเป็นมิตรภาพที่ดีของกันและกัน
การปิดเรื่องของบึงหญ้าป่าใหญ่ ผู้แต่งได้ทิ้งท้ายไว้เชิงปลายเปิด ให้ผู้อ่านได้คิดต่อไปว่าตัวละครของทั้งคู่เมื่อมาเจอกันแล้ว และความรู้สึกที่ผมมีต่อโทนกลับเปลี่ยนไป ด้วยตัวละครโทนเองที่ไม่เหมือนเดิม แต่ความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของผม ก็ไม่ได้ทำให้มิตรภาพและภาพความทรงจำในวัยเด็กของผมหายไปด้วยเลย การปิดเรื่องของเรื่องนี้นับว่ามีการจบที่หักมุม เพราะเนื้อเรื่องดำเนินมาถึงจุดคลายปมที่ทำให้สองคนเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ไม่ได้เป็นเพื่อนที่สนิทกันดังเดิม ซึ่งเป็นการจบที่สร้างความเศร้าใจให้แก่ผู้อ่านได้ไม่น้อย