บึงหญ้า ป่าใหญ่

อ่านเพื่อรู้ รู้เพื่อพัฒนาตนเอง

วิจารณ์วรรณกรรมเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่

      “บึงหญ้าป่าใหญ่” คือวรรณกรรมเยาวชนเรื่องเยี่ยมที่ เทพศิริ สุขโสภา ได้หวานเมล็ดพันธุ์แห่งความทรงจำที่งดงามไว้ในหัวใจนักอ่านมายาวนานมากกว่า ๒๐ ปี จนขึ้นทำเนียมวรรณกรรมเยาวชนระดับคลาสสิคของไทยมาตั้งแต่วันนั้นจวบจนวันนี้

          ทุกครั้งที่เปิดอ่านหรือเพียงแต่เห็นรูปภาพประกอบ โลกจิตนาการของหนังสือเล่มนี้จะไหลมาครอบเราไว้ให้อิ่มเอมทันที ทำให้นึกถึงถ้อยคำของวอลต์ ดิสนีย์ ที่ว่า “ไม่ว่าจะ ๖ ขวบ หรือ ๖๐ คนเราล้วนมีความเป็นเด็กด้วยกันทั้งสิ้น” จึงไม่แปลกเลยที่ชายผู้นี้ได้สร้างตัวการ์ตูนที่ครองใจเรามากว่า ๑๐๐ ปี “บึงหญ้าป่าใหญ่” ก็เช่นกันที่มอบความรู้สึกแห่งวัยเด็กให้เราไม่เสื่อมคลาย

เรื่องย่อ

          ในชนบทแห่งหนึ่ง มีโรงเรียนศาลาวัดเป็นที่ให้การศึกษาแก่เด็ก ๆ มีคุณครูสำเภาและคุณครูลูกจันทน์เป็นผู้ดูแลและสอนหนังสือ ผมเป็นหนึ่งในเด็กโรงเรียนนี้ อายุน้อยกว่าเพื่อน ผมได้เข้ามาเรียนที่นี่เป็นครั้งแรก โดยมีแม่มาส่ง ผมเป็นเด็กเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดกับใคร ที่โรงเรียนมีเด็กแปลก ๆ อยู่คนหนึ่งที่พ่อแม่ใครหลายคนห้ามไม่ให้ไปยุ่งกับเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเขาเป็นเด็กเกเร ผมจึงพยายามอยู่ให้ห่างจากเขาไว้ ชีวิตที่อยู่ในโรงเรียนเป็นไปอย่างราบรื่น จนวันหนึ่งก็มีเหตุที่ทำให้ผมเป็นหมาหัวเน่า ไม่มีใครอยากเล่นด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนกีฬาสี ผมแข่งวิ่งผลัดแพ้ เพราะมัวแต่รอคู่แข่ง ผมเข้าใจว่าการออกวิ่งพร้อมกันจะเป็นการแข่งขันที่ดี แต่กับการวิ่งผลัด มันไม่ใช่ หลังจากเหตุการณ์นี้ผมก็ถูกแกล้งต่าง ๆ นานา และก็ได้โทน เด็กที่ใครหลาย ๆ คนบอกว่าเป็นเด็กเกเรมาคอยช่วยผมทุกครั้ง เขาคอยปกป้องคุ้มครองผม จนผมรู้สึกว่าการมีเขามายืนเคียงข้างทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจ เราผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในวัยเด็กมาด้วยกันมากมาย เขาทำให้ผมรู้อะไรใหม่ ๆ ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่อยู่นอกห้องเรียน ทั้งบึงหญ้าใหญ่ สวนยายปิ่น ล่องเรือ ตีผึ้ง อะไรที่เด็กชนบทเขาทำกัน เราทำมาหมด โทนทำให้ผมเป็นคนกล้าหาญขึ้นและมีโลกที่กว้างขึ้น แล้ววันหนึ่งเราก็ต้องจากกัน ผมไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ วันที่ผมต้องเดินทางเขาก็มาส่งผม ประโยคเดิมที่เขาพูด "ใครรังแกให้มาบอกฉัน" ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาจะปกป้องผมไปตลอดกาล เวลาผ่านไปผมได้กลับมาที่ถิ่นเดิมอีกครั้ง ผมได้พบกับปู่บึง ปู่บอกว่าให้ผมมาที่นี่อีกครั้งตอนเย็น แล้วเราก็ได้พบกัน ผมกับโทน แต่เราดูห่างเหินกัน ไม่เหมือนเก่า อาจจะเป็นเพราะท่าทีของผมที่เหมือนคนกรุง เขาจึงดูอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผม แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยลืมวันที่เราเคยเล่นด้วยกัน รวมถึงเรื่องเล่าของเขาที่จุดความฝันให้ใครหลาย ๆ คน รวมถึงตัวผมด้วย

โครงเรื่อง

          ผู้เขียนได้มีการเปิดเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่โดยมีการบรรยายให้เห็นภาพพจน์ ของธรรมชาติที่อยู่โดยรอบ บรรยายให้ผู้อ่านได้คิดและจินตนาการถึงวัยเด็ก ในช่วงสมัยที่เราเข้าชั้นเตรียม เห็นภาพบรรยากาศที่ผู้ปกครองมากมายนำเด็กเล็กมาเข้าเรียน ที่ผู้เขียนเปิดเรื่องเช่นนี้ เพราะจะทำให้ผู้อ่านสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งมันสะท้อนให้คนอ่านได้ย้อนเวลาไปสู่วัยเด็กอีกครั้ง การเปิดเรื่องแบบนี้จึงไม่น่าเบื่อ และยังสามารถจูงใจให้ผู้อ่านอยากอ่านต่ออีกด้วย

          ตัวละครหลักของเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่คือ “โทน” ซึ่งเป็นตัวละครที่เด่นที่สุดในเรื่อง และถูกกล่าวถึงในทางที่ไม่ดีก็มาก คนที่ไม่ชอบโทนก็มีเยอะ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้โทนถูกมองว่าเป็นเด็กเกเร ขี้ขโมย เป็นคนไม่ดี แต่แท้ที่จริงแล้วโทนที่ทุกคนกล่าวถึงในทางที่ไม่ดี กลับกลายเป็นคนที่ “ปิดทองหลังพระ” หรือที่เรียกว่า คนที่ทำดีโดยที่ไม่ได้หวังผล คนอื่นจะมองเห็นหรือมองไม่เห็นในความดีก็ตามโทนก็ไม่ได้สนใจ แต่ตัวโทนเองยอมรู้ดีว่าตัวเองเป็นอย่างไร

          ตัวละครที่เป็นผู้บรรยายเรื่องราวของ “โทน” และบึงหญ้าป่าใหญ่คือ “ผม” ซึ่งเป็นคำที่แทนถึงตัวผู้เล่าเรื่องราวตลอดทั้งเรื่อง ตัวผมเองนั้นในช่วงเวลาเปิดภาคเรียนแรกพึ่งเข้าเรียนชั้นเตรียมเท่านั้น ซึ่งผมก็ได้รับรู้เรื่องของโทนในบางส่วนที่ผู้ปกครองได้เล่าถึงว่าโทนเป็นเด็กเกเร จึงทำให้ผมมีปมขัดแย้งในจิตใจ ปมขัดแย้งในจิตใจของผมนั้นไม่ใช่ไม่ชอบโทน แต่เป็นการที่เขาขีดกรอบให้กับตัวเองว่าจะไม่ยุ่งกับเด็กเกเร ซึ่งคำว่าเกเรนี้เป็นสิ่งที่เขาได้ยินจากคนรอบข้าง แต่เขายังไม่เคยเห็นโทนในมุมมองของเขาเองจึงทำให้เขาตัดสินโทนว่าเป็นคนไม่ดี ด้วยเหตุนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการผูกปม เพื่อให้ผู้อ่านอยากรู้ว่าการดำเนินเรื่องในตอนต่อไปเป็นอย่างไร

          ตั้งแต่ผมเข้าเรียนชั้นเตรียม ตัวของผมเองก็ได้สังเกตพฤติกรรมที่เกี่ยวกับโทนทุกอย่าง จนวันหนึ่งก็มีเหตุที่ทำให้ผมเป็นหมาหัวเน่า ไม่มีใครอยากเล่นด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนกีฬาสี ผมแข่งวิ่งผลัดแพ้ เพราะมัวแต่รอคู่แข่ง ผมเข้าใจว่าการออกวิ่งพร้อมกันจะเป็นการแข่งขันที่ดี แต่กับการวิ่งผลัด มันไม่ใช่ หลังจากเหตุการณ์นี้ผมก็ถูกแกล้งต่าง ๆ นานา และก็ได้โทน เด็กที่ใครหลาย ๆ คนบอกว่าเป็นเด็กเกเรมาคอยช่วยผมทุกครั้ง เขาคอยปกป้องคุ้มครองผม จนผมรู้สึกว่าการมีเขามายืนเคียงข้างทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั้งสองคนสนิทกัน หลังจากวันนั้นมาโทนก็ได้พาผมเข้าไปในป่า ที่โทนและพวก ๆ ชอบไปเล่นกัน และผมจึงได้ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับโทนและเพื่อนได้ทุกอย่าง ปมที่อยู่ภายในจิตใจของผมก็ได้เข้าใจและไม่ได้ขว้างกั้นตัวเองอีกต่อไป

          จึงได้รู้ว่าโทนไม่ได้ไปขโมยของคนอื่นหรือทำให้คนอื่นเดือดร้อนแต่อย่างใด แต่โทนนั้นกลับเป็นคนมีน้ำใจกับคนรอบข้าง เช่นในตอนที่โทนหาอาหารมาให้เด็กโซ สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าพวกเขามีน้ำใจต่อเด็กเล็ก ๆ ด้วยกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าการทำความดีของเขานั้น ได้บ่งบอกว่าตัวเขาเป็นเช่นไร เขาคอยช่วยเหลือคนอื่น แต่ก็น่าคิดว่าทำไม คนอื่นจึงมองเขาว่าเป็นคนไม่ดี หรือคนดีต้องเป็นคนที่อยู่ในกรอบเสมอหรืออย่างไร

          จนในที่สุดผมก็เรียนจนจบชั้น ๔ จุดเริ่มต้นนี้ทำให้อีกไม่กี่วันผมก็จะจากโทนไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ จึงเป็นจุดที่ทำให้ผมกับโทนห่างกันเป็นเวลานานพอสมควร เพราะผมเองก็ต้องไปศึกษาเล่าเรียนใช่ชีวิตในเมืองหลวง และโทนก็เป็นเด็กชนบทที่หาปลาในบึงหญ้าใหญ่และยังคงเป็นเหมือนเดิมทุกอย่าง ซึ่งสิ่งที่ทั้งสองได้เผชิญในช่วงเวลาที่ห่างกัน จึงทำให้ทั้งสองมาพบกันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันทำให้โทนและผมไม่เหมือนเดิม อาจเป็นเพราะระยะห่างและความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นทางด้านจิตใจ หรือร่างกายก็ตาม แต่ถึงอย่างไร ตัวของผมนั้นก็ไม่เคยลืมวันที่เราเคยเล่นด้วยกัน รวมถึงเรื่องเล่าของเขาที่จุดความฝันให้ใครหลาย ๆ คน รวมถึงตัวผมด้วย

การปิดเรื่องของเรื่องบึงหญ้าป่าให้นี้ เป็นการปิดเรื่องแบบพลิกผันให้ตัวละครสองตัวไม่ได้อยู่ด้วยกัน จึงทำให้เรื่องนี้ดูน่าสนใจ และทำให้ผู้อ่านได้ลุ้นว่าทั้งสองจะได้กลับมาเจอกันหรือไม่ เมื่อได้รู้แล้วว่าตัวละครทั้งสองได้กลับมาเจอกัน แต่ผู้เขียนก็ได้บรรยายให้เห็นฉากในป่าที่ได้พบกัน ซึ่งการพบกันครั้งนี้ทั้งสองก็ได้รู้สึกเหมือนมันไม่เป็นเช่นดังเมื่อก่อน ที่ผู้เขียนปิดเรื่องเช่นนี้เพราะจะทำให้ผู้อ่านอินไปกับเนื้อหาและตัวละคร ซึ่งผู้อ่านก็จะคาดการถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปไม่ถูก จึงเป็นจุดที่ทำให้ผู้อ่าน อ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความอยากรู้ว่าเรื่องจะจบเช่นไร ถือว่าเป็นการปิดเรื่องที่ดี และน่าสนใจทีเดียว

แนวคิดที่ได้รับจากเรื่อง

ด้านการศึกษาจะเห็นได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเรื่องนี้จะเห็นได้ชัดว่าคนที่มีการศึกษาย่อมเป็นที่ยอมรับของสังคม ส่วนคนที่มีการศึกษาที่อยู่ในระดับต่ำจะถูกมองข้ามในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสมัยแต่ก่อนหรือสมัยปัจจุบันการศึกษายอมเป็นที่ยอมรับของคนหมู่มาก

ด้านมิตรภาพจะเห็นได้ว่าในเรื่องนี้จะมีเด็กอยู่สองคนที่อาจจะเรียกได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านฐานะครอบครัว การเลี้ยงดู หรือการศึกษาเล่าเรียน แต่มีอย่างเดียวที่เหมือนกันของเด็กสองคนนี้ คือโทนกับผมก็ยังเป็นเพื่อนที่ดี และคอยช่วยเหลือกันและกันอยู่เสมอ นี้แหละคือมิตรภาพที่ดีในวัยเด็กของโทนและผม หรือแม้แต่ผู้อ่านเองก็อาจจะมีมิตรภาพในวัยเด็กเหมือนในเรื่องก็ได้

บทสนทนา

บทสนทนาในเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่ ก็มีในบางส่วนที่ใช้การสนทนาเพื่อเล่าเรื่องราว หรือใช้บทสนทนาเมื่อยามเดินทาง ถือว่าบทสนทนาในเรื่องนี้ มีการบรรยายเหตุการณ์เรื่องราว และให้ความรู้กับผู้อ่านตลอดทั้งเรื่อง หากขาดบทสนทนาไปเรื่องราวของบึงหญ้าป่าใหญ่คงเล่าออกมาไม่สมบูรณ์แน่นอน บทสนทนาจึงเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งในการบรรยายเรื่องราววรรณกรรม เพราะจะทำให้ผู้อ่านได้เข้าถึงตัวละครได้อย่างสมจริง และจินตนาการตามเรื่องราวได้อย่างสนุก และเข้าใจตัวละครแต่ละตัวว่าเป็นอย่างไร ผ่านการพูดคุยของตัวละครแต่ละตัว

ตัวละคร

ตัวละครหลักของเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่คือ “โทน” ซึ่งเป็นตัวละครที่เด่นที่สุดในเรื่อง และถูกกล่าวถึงในทางที่ไม่ดีก็มาก โทนเป็นคนที่มีฐานะยากจน พ่อกับแม่ก็ตายจากเขานานแล้ว โทนอาศัยอยู่กับปูบึง และใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับป่า จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้โทนถูกมองว่าเป็นเด็กเกเร ขี้ขโมย เป็นคนไม่ดี แต่แท้ที่จริงแล้วโทนที่ทุกคนกล่าวถึงในทางที่ไม่ดี กลับกลายเป็นคนที่ทำดีโดยที่คนอื่นจะมองเห็น แต่ตัวโทนเองย่อมรู้ดีว่าตัวเองเป็นอย่างไร อาจจะเป็นไปได้ว่า โทนเป็นเด็กที่ไม่เข้าเรียนชอบเข้าไปในป่าบ่อย ๆ จึงทำให้คนอื่นมองโทนว่าเป็นคนเกเร

ตัวละครที่เป็นผู้บรรยายเรื่องราวของ “โทน” และบึงหญ้าป่าใหญ่คือ “ผม” ซึ่งเป็นคำที่แทนถึงตัวผู้เล่าเรื่องราวตลอดทั้งเรื่อง จะเห็นได้ว่าครอบครัวของผมนั้นมีฐานะอยู่ จึงทำให้ผมเป็นคนอยู่ในกรอบที่พ่อแม่วางไว้ให้เสมอ จนกลายผมเป็นคนที่อ่อนแอและโดนเพื่อนแกล้งอยู่บ่อย ๆ จนไม่กล้าที่จะสู้ใครได้เลย จนมีโทนที่เข้ามาค่อยปกป้อง ผมจึงได้เห็นชีวิตความเป็นจริงของโทน

จะเห็นได้ว่าตัวละครสองตัวนี้มีความแตกต่างกันอย่างมากไม่ว่าจะเป็น สิ่งแวดล้อมภายในครอบครัว หรือแม้กระทั่งการดำเนินชีวิตของคนสองคน ที่ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย แต่เขาสองคนกลับเพื่อนที่ดีต่อกันได้ และเขาทั้งสองก็ช่วยเหลือกันตลอดมา

ยังมีตัวละครย่อยที่คอยดำเนินเนื้อเรื่องให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เช่น คุณครูสำเภา คุณครูลูกจันทน์ ปู่บึงและพวกเพื่อน ๆ ของโทนอีกหลายคน

          ฉาก

          การบรรยายเล่าเรื่องราวที่กล่าวถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยชี้ให้เห็นฉากที่ผู้เขียนต้องการสื่อออกมา ยกตัวอย่างเช่น การบรรยายฉากในตอนที่ร่องเรือ มีการสนทนากัน และแสดงให้เห็นภาพที่อยู่รอบข้างเส้นทาง ซึ่งทำให้ผู้อ่านสนใจ จินตนาการได้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นได้อย่างชัดเจน หรือในตอนที่พรรณนาฉากธรรมชาติในบึงหญ้าใหญ่ ในตอนที่โทนได้พาผมไปที่นั้นก่อนที่ผมจะไปกรุงเทพฯ ในตอนนั้นผู้เขียนก็ได้พรรณนาถึงสัตว์ที่อยู่ในป่า ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของหมูป่า งู ปลา เต่า หรือแม้กระทั่งการดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ในป่า ที่มีเพียงปู่บึงกับโทน ซึ่งการพรรณนาและบรรยายฉากนี้ ทำให้เห็นถึงวิถีชีวิตสมัยเด็กในชนบท สะท้อนให้เห็นว่าในสมัยนั้นยังไม่มีความเจริญรุ่งเรืองเหมือนชนบทสมัยนี้

           

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้อิอิ



ความเห็น (0)