๑,๑๘๐ ยิ้มสู้...

" ในที่ประชุมนั่งกันเงียบ แต่ผมยิ้ม คิดในใจว่ายังไงก็ต้องสู้ เพื่อความอยู่รอดของครู เด็กและโรงเรียน..สู้มาได้ตั้งนาน ปัญหาแค่นี้มีหรือจะไปต่อไม่ได้.."

          วันนี้..ประชุมครู ผมทบทวนวาระการประชุมครั้งที่ผ่านมา ว่าได้พูดอะไรกันไว้ ได้พิจารณาเรื่องอะไร?กันไว้บ้าง..มีสิ่งใดที่ยังทำไม่สำเร็จ มีความคืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน?

      หลายเรื่องเป็นเพียงแค่เรื่องบอกเล่า ผมไม่ลืมที่จะบอกครูว่าคุณบุญชู ลิ่มอติบูลย์ ได้บริจาคเงิน ๑ แสนบาท เพื่อจ้างครูพิเศษ ๒ คนสอนชั้นอนุบาล ทำให้โรงเรียนมีครูครบชั้น

          แต่ ณ เวลานี้ ครูผู้สอนชั้นป.๑ ผู้ซึ่งเป็น “ครูผู้ทรงคุณค่า” สพฐ.ไม่มีงบประมาณจ้างต่อ ต้องให้ครูธุรการกับ ผอ.ดูแลประคับประคองให้ตลอดรอดฝั่ง

          ถ้านำเงินกองทุนของ ร.ร.ไปรวมกับเงินของคุณบุญชู ร.ร.จะมีเงินจ้างครูได้อีก ๑ คน แต่จะจ้างได้ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๔ และจ้างได้เดือนละ ๕,๐๐๐ บาทเท่านั้น...คณะครูรับทราบ

          ผมขอบคุณคณะครูที่ช่วยกันหาครูพิเศษ..และมีคนมาสมัครแล้ว ๑ คน เมื่อช่วงปิดเทอมเป็นผู้หญิง จบ ป.ตรี อายุ ๒๖ ปี มีบ้านอยู่ห่างร.ร. ๓ กม.

          วันนี้..เธอโทรมาบอกว่าได้งานแล้ว...เป็นครูอยู่ใกล้บ้านและเป็นโรงเรียนเก่าที่เธอเคยเรียนเมื่อชั้นประถมฯ ผู้บริหารให้เธอเดือนละ ๕,๐๐๐ บาทเหมือนกัน...คณะครูรับทราบ

          ในที่ประชุมนั่งกันเงียบ แต่ผมยิ้ม คิดในใจว่ายังไงก็ต้องสู้ เพื่อความอยู่รอดของครู เด็กและโรงเรียน..สู้มาได้ตั้งนาน ปัญหาแค่นี้มีหรือจะไปต่อไม่ได้..ไปทำงานกันเถอะ...เลิกประชุม

          บ่าย ๓ โมง..ข้อความในเฟสปรากฏขึ้น..”สวัสดีค่ะผอ.  ที่ร.ร.รับครูอัตราจ้างหรือเปล่าคะ”

          “เดี๋ยวก่อน...เรื่องนี้พี่ไม่ได้นำลงเฟส น้องรู้ได้ไง?”

          “บ้านหนูอยู่เลาขวัญค่ะ หนูอยากกลับบ้าน หนูเห็นผอ.กำลังสอนดนตรีในเฟส หนูเลยคิดถึงหนองผือ....ค่ะ”

          “เรียนจบที่ไหน? วิชาเอกอะไร?” ผมถาม เป็นคำถามพื้นฐาน ที่ใครๆเขาก็ถามกัน

          “วิทยาศาสตร์การกีฬาค่ะ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร นครปฐมค่ะ” “จบนานหรือยัง”

          “หนูเพิ่งเรียนจบค่ะ ยังไม่ได้สอบบรรจุ หนูเรียนหลักสูตร ๔ ปี แต่หนูอยากเป็นครูเลยต้องเรียน ป.บัณฑิตต่ออีก ๑ ปี เพื่อขอใบประกอบวิชาชีพครู..ตอนนี้เรียนไปได้ ๒ อาทิตย์แล้วค่ะ”

          “วันนี้..เขารับปริญญากันมิใช่รึ”

          “ค่ะ....หนูไม่ได้ไปรับหรอกค่ะ แม่หนูป่วย และหนูก็มีปัญหาครอบครัว”

          ผมพูดไม่ออก และไม่รู้จะคิดต่อไปอย่างไรดี...การรับปริญญาครั้งหนึ่งของชีวิต มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของคนที่เรียนหนังสือและคนในครอบครัวมิใช่หรือ?

          การปฏิเสธ..จึงน่าจะเป็นเหตุผลที่จำเป็นของแต่ละคน ผมไม่จำเป็นต้องถาม ( แต่อยากรู้...)

          “ตอนนี้ทำงานอะไร?”  หนูเป็นครูลูกจ้างชั่วคราวอยู่ที่สุพรรณค่ะ ทำได้ ๒ เดือนแล้ว”

          “ถ้าหนูต้องการเป็นครูที่บ้านหนองผือ ผอ.ก็ยินดี แต่ผอ.จ่ายเงินเดือนให้ได้แค่ ๕ พันบาทเท่านั้นนะ แต่หนูก็จะได้อยู่ใกล้บ้าน มีอาหารกลางวันเลี้ยงฟรี...”

          “ทุกวันนี้ หนูก็ได้เดือนละ ๕ พันค่ะ พอดีหนูเรียน ป.บัณฑิต มหาลัยเขาให้มีการฝึกงานที่โรงเรียนด้วยค่ะ..หนูก็ยินดีค่ะ ได้ฝึกประสบการณ์ไปด้วย”

          “ครับ พรุ่งนี้..มาทำสัญญาได้เลย”       “ค่ะ....ขอบคุณค่ะ”

          พูดคุยกันแล้ว...ก็รู้สึกเสียดาย ที่รู้จักกันช้าเกินไป มิฉะนั้นจะช่วยสนับสนุนให้น้องเดินทางไปรับปริญญาในวันนี้ ให้จงได้..เพราะผมชอบให้โอกาสคน..

          แต่การรู้จักน้องคนนี้ ก็ยังไม่สาย ผมโทรศัพท์ไปถามคุณครูที่โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ..บอกชื่อน้อง...ถามประวัติและข้อมูลพื้นฐาน..เพราะต้องจ้างน้องเข้าทำงาน ผมจำเป็นต้องรู้....

          คุณครูมัธยมเล่าให้ฟัง ผมถึงกับอึ้ง...และทึ่งในชีวิตของน้อง ที่ “ยิ้มสู้”เหมือนผม

          น้องเรียนสายวิทย์ เป็นเด็กเรียนดี(แต่ยากจน)ของ ร.ร. ทำชื่อเสียงให้ร.ร.อยู่เสมอ สอบเข้าเรียนที่ ม.ศิลปากร เพราะชีวิตใฝ่ฝันอยากเป็นครู มีครูมัธยมท่านหนึ่ง..เป็นไอดอล.....

          ตอนนี้..น้องสมหวังแล้ว..แม้จะยังไม่ก้าวไกลก็ตาม แต่จะถึงฝั่งฝันได้ไม่ยากเย็น

          ผมก็สมหวังเหมือนกัน..ได้ครูเพิ่ม พอคุยกับน้องเสร็จเรียบร้อย ก็มีผู้ปกครองมาเยี่ยมชมโรงเรียน บอกผมว่า..บ้านอยู่เมืองนนท์ มาซื้อที่ปลูกบ้านที่เลาขวัญ ถ้าบ้านเสร็จแล้ว จะย้ายลูกมาเรียนชั้นอนุบาลและ ป.๒ ที่หนองผือ...

          เด็กก็จะมีเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ....สำหรับผม...ยิ้มสู้คราใด..สำเร็จตามเป้าหมายทุกครั้ง...

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๓๐  พฤศจิกายน  ๒๕๖๓


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก



ความเห็น (0)