การเรียนรู้ อุดมศึกษา ๔.๐


ในการประชุมนำเสนอฉากทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ของ ๓ มหาวิทยาลัย  ภายใต้โครงการขับเคลื่อน มหาวิทยาลัย ๔.๐   ที่นิมมาน คอนเวนชั่น เซนเตอร์  เชียงใหม่  เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๓    ศ. กิตติคุณ นพ. สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง มหาวิทยาลัยไทย ในวันที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว   ท่านเอ่ยถึง experiential learning ทำให้ผมนึกถึงหัวข้อบันทึกนี้ 

 ในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ศ. สุทธิพร แนะนำให้หลักสูตรเกษตรศาสตร์ ของ ม. กาฬสินธุ์ ประกอบด้วย ๒ ส่วน    คือ ๒ ปีแรกเรียนทฤษฎี (theoretical learning)    ๒ ปีหลังเรียนปฏิบัติ (experiential learning)   ซึ่งสอดคล้องกับยุคสมัยเป็นอย่างยิ่ง      

และกระตุกให้ผมเสนอแนวทางจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ การเรียนทฤษฎี กับ การเรียนปฏิบัติ    เป็นการเรียนรู้ ๔.๐ 

ยิ่งระหว่างการประชุม มีผู้ทรงคุณวุฒิกล่าวว่า ในไม่ช้า มหาวิทยาลัยไทยจะถูก disrupt โดย academy ที่สอนวิชาและทักษะเฉพาะทาง แย่งนักศึกษาไป    เพราะเรียนแล้วเข้าสู่อาชีพได้แน่นอน    ผมยิ่งมั่นใจว่า มหาวิทยาลัยที่มีความเข้มแข็งทางวิชาการในปัจจุบัน สามารถปรับตัวไปจัดการศึกษาในลักษณะ การเรียนรู้ อุดมศึกษา ๔.๐    เป็นการส่งมอบคุณค่าของการเรียนมหาวิทยาลัยในลักษณะ เรียนรู้บูรณาการ    ที่มีทั้งมิติเชิงจำเพาะ มิติเชิงลึก มิติเชิงกว้าง และมิติเชิงสร้างสรรค์    ที่ academy ไม่สามารถ deliver ได้   

แต่จะทำงานนี้ได้ ต้องเปลี่ยนชุดความคิด (mindset) ว่าด้วยนักศึกษา     เปลี่ยนจากมองว่านักศึกษามารับถ่ายทอดความรู้   มาเป็นนักศึกษาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อฝึกสร้างความรู้ใส่ตัว    ผ่านการเรียนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่เสริมพลังซึ่งกันและกัน    โดยครึ่งหนึ่งของเวลาเรียนเป็นการเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ    ที่ไม่ใช่แค่ไปฝึกงาน  แต่ไปฝึกสร้างนวัตกรรมให้แก่งานนั้นๆ ในสถานประกอบการ    โดยที่นักศึกษาไม่ใช่แค่ไปฝึก แต่ต้องไปคิดโครงงานที่จะมีผลพัฒนางานที่ไปฝึกนั้น    มีอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และอาจารย์พี่เลี้ยงในสถานประกอบการเป็น mentor  หรือ coach    โดยโครงงานนั้นทำเป็นทีม เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกทำงานเป็นทีม เพื่อให้ได้พัฒนาสมรรถนะหลากหลายด้านในการทำงาน   

ในส่วนของการฝึกงานนั้น นักศึกษาต้องใช้การปฏิบัติงานเป็นพื้นที่เรียนรู้ทฤษฎีในมิติที่ลึก (deep learning) และเชื่อมโยง (transfer learning)    ผ่านการเขียน reflective journal อย่างสม่ำเสมอทุกวัน หรือเกือบทุกวัน    โดยอาจารย์ฝึกวิธีทำ reflection ให้ล่วงหน้าก่อนไปฝึก    และมีคำถามหลัก คำถามรอง ไว้ให้เป็นแนวทางเขียน reflective journal    มี social media platform ให้นักศึกษาเอา reflective journal ลงไว้แบ่งปันการสะท้อนคิดกับเพื่อน    และสำหรับให้อาจารย์เข้าไปโค้ชผ่านการตั้งคำถาม    ให้นักศึกษาคิดในมิติที่ลึก และเชื่อมโยงยิ่งขึ้น    เพื่อเรียนรู้ทฤษฎีในระดับ deep และ transfer learning จากการปฏิบัติ   

คำถามของอาจารย์เพื่อการเรียนรู้ของนักศึกษานี้    ควรมีส่วนที่เป็นการเรียนรู้ด้านสังคม อารมณ์ ความดีงาม และสุนทรียะ ที่อยู่ในชีวิตการทำงานด้วย    โดยมีการออกแบบเป้าหมายการเรียนรู้ไว้ล่วงหน้า     และอาจารย์ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปะ ควรได้เข้าร่วมทีมวางแผนการเรียนรู้ และทีมโค้ชด้วย     โดยมีเป้าหมายให้นักศึกษาได้เรียนรู้และพัฒนาไม่เฉพาะสมรรถนะด้านการทำมาหากิน    แต่ให้ได้พัฒนาทักษะพลเมืองผู้ก่อการ (active citizen)     ที่ไม่ใช่คิดแต่อนาคตและผลประโยชน์ของตนเอง    แต่มีใจเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น และต่อส่วนรวมด้วย    ผ่านการปฏิบัติตามด้วยการสะท้อนคิด    โดยมีอาจารย์ช่วยโค้ชผ่านการตั้งคำถาม      

แนวทางนี้ จะเอื้อให้นักศึกษามี lifelong learning skills, deep & transfer learning  ในหลายมิติเชื่อมโยงกัน  

นี่คือการเรียนอุดมศึกษา ในมหาวิทยาลัย ที่เลยการเรียนรู้เชิงเทคนิค    สู่การเรียนและฝึกฝนเพื่อพัฒนามิติด้านบวกของความเป็นมนุษย์    ที่การเรียนปฏิบัติกับทฤษฎีช่วยเสริมซึ่งกันและกัน

วิจารณ์ พานิช

  ๒๖ ต.ค. ๖๓

      

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)