ขอบใจmoomiที่เคยเขียนเรื่องเล่าธรรมะทำให้มีข้อคิดและมีสติยับยั้งไม่ถือเอามลพิษทางเสียงมากลายเป็นทุกข์

moomiกับป้าบวมเขาเขียนบันทึกเล่าเรื่องธรรมะที่เขาอ่านมาจากหนังสือธรรมะก่อนนอนของท่าน ว...ฉันชอบและติดใจเรื่อง"ไม่เอาหูไปรองเกี๊ยะ"เพราะเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดจริงๆว่า..บางทีถ้าเราพลั้งเผลอและไม่รู้จักใคร่ครวญ คอยแต่จะตอบสนองต่อผัสสะที่มากระทบทั้งหลายซึ่งถ้าเป็นสิ่งที่ทำให้สุขสบายหรือเพลิดเพลินเราก็ติดจมอยากอยู่กับสภาพนั้นนาน การเปลี่ยนสถานภาพไปจากสิ่งเดิม ความเคยชินเดิมก็อาจทำให้เราตีความหรือให้ความหมายว่าเป็นทุกข์ทั้งที่จริงๆมันอาจเป็นสิ่งไม่สุขไม่ทุกข์เป็นกลางๆก็ได้แต่เรากลับไปมองเป็นแบบเหรียญสองด้านหรือแบบไม่ได้ก็เสียไปซะอย่างงั้น..

     เหมือนอย่างคนที่ติดความสงบเมื่อต่อมามีคลื่นซ่าคลื่นแทรกทำลายบรรยากาศสงบให้ลดน้อยลงไปจากเดิมก็เกิดความคับข้องเกิดอึดอัดขัดใจกลายเป็นความทุกข์..

วิธีการที่ชอบทำหรือเคยชินที่จะทำก็คือ..ค้นหาแหล่งที่มาของเสียงหรือตัวการสำคัญอันทำให้มีเสียงดังหรือความไม่สงบเกิดขึ้น...

เมื่อเจอแล้วก็คิดหาวิธีป้องกัน ป้องปรามกำหราบ กำจัด เพื่อให้เกิดการกลับคืนสู่สภาพเดิมที่คุ้นชินโดยเร็ว..

ทำได้ก็มีความสุขอิ่มเอิบใจแต่ถ้าทำไม่ได้ก็กลายเป็นทุกข์ใหม่อีกรอบ..

วนเวียนซ้ำซากอยู่กับการจัดและปรับกระบวนยุทธ์เพื่อธำรงรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมภายนอกอันคิดว่าน่าพึงประสงค์ให้อยู่ด้วยกันนานๆ...

     นานจนบางครั้งเราลืมฉุกคิดถึงทางลัดในการมีสุขที่ง่ายและเร็วกว่าวิธีแก้/สร้างสุขแบบแรก..ซึ่งก็คือปรับใจปรับความเคยชินในการคิดที่จุดรับสัมผัสในใจของตัวเอง..ได้ยินเสียงดังทำลายภาวะสงบที่ชอบก็แค่รับรู้ว่ามันมีสิ่งมากระทบเกิดขึ้นแต่ไม่ต้องไปตีความขยายความมันว่ามันคือสิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบ..ใจมันก็เป็นกลางได้มากขึ้น รู้จักและอยู่ได้อย่างไม่บวกไม่ลบ..คล้ายๆกับเป็นการลดไฟในเตาให้มันเย็นลง.....