ครูยอด
นาย วิสุทธิ์ เหล็กสมบูรณ์

ฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ฟังยังไง ฟังไปทำไม?


การฟังโดยไม่ตัดสิน หรือบางคนเรียกการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ถือเป็นการสื่อสารขั้นสูง ที่ว่าสูงนี่เพราะเป็นการฟังด้วยจิตที่เมตตา ฟังด้วยความเอาใจใส่ในตัวผู้ฟังโดยแท้ ไม่หวังจะเอาความคิดความเชื่อของเราไปกล่อมไปจูงเขา แม้ว่าเขาจะคิดต่างหรือแสดงอารมณ์ ความเชื่อที่กราดเกรี้ยวหยาบคายอย่างไรก็ตาม เราก็เต็มใจ เปิดใจที่จะฟัง โดยไม่แม้แต่จะอธิบายความเห็นใดๆ นอกจากจะสะท้อน (Reflexive Communication) สิ่งที่เขาสื่อสารกลับไปเพื่อเขาจะได้อธิบายและมองเห็นตัวเองชัดขึ้น จนค้นพบทางแก้ปัญหา หรือเกิดปัญญาด้วยตัวเอง

วันก่อน ผู้ปกครองที่พาลูกมาฝึกไอคิโดด้วย บ่นให้ฟังว่า สามีเพิ่งไปซื้อกางเกงนักเรียนตัวใหม่ให้ลูกราคาเฉียดๆ500 บาท ไรกันน้อ ชุดนักเรียนเดี๋ยวนี้แพงชะมัด

วันต่อมา ตอนเช้า ผมขับรถไปส่งลูกๆไปโรงเรียน ระหว่างนั่งรถกันไปก็เลยถามลูกๆว่า “ถ้าเขาให้ใส่ชุดอะไรไปโรงเรียนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดนักเรียน ลูกๆคิดว่าไง” (ใจเราก็คิดไปถึงข้อเรียกร้องที่กลุ่มนักเรียนออกมาเสนอต่อสังคมเรื่องยกเลิกเครื่องแบบ ในขณะที่ผู้ใหญ่สายอนุรักษ์ออกมาโจมตีในเน็ต ในไลน์ ในโซเชี่ยลมีเดีย เหมือนวิวาทะกันคนละฝั่งทวีป)

“ดีพ่อ”  ลูกสาวลูกชายประสานเสียงโดยไม่ได้นัดหมาย

“อ้อ ทำไมล่ะลูก ก็ใส่ชุดนักเรียนเขาก็ว่ามันช่วยให้เด็กมีระเบียบวินัย มีความตั้งใจเรียนดี”

“ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย อย่างหนูจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ ใส่ชุดที่หนูชอบมา มันช่วยให้อยากไปโรงเรียนมากกว่าถูกบังคับให้ใส่ตามๆกัน เด็กๆจะได้เป็นตัวของตัวเอง ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ไงพ่อ ” เจ้าลูกสาว ป.4 แย้งแถมชี้แจงเหตุผลพร้อมสรรพ

“อืมมๆๆๆ” ผมผงกหัวนิดๆ

“ชุดนักเรียนนี่ก็มีหลายชุดมาก วันนี้ชุดนักเรียน อีกวันชุดพละ อีกวันชุดลูกเสือ อีกวันชุดพื้นเมือง ใส่เยอะแยะเต็มไปหมด ต้องมากลัวว่าใส่ผิดใส่ถูกอีก” อันนี้ลูกชาย ม.2 บ่น

“อ้อๆ” ผมตอบไปขับรถไป ในใจก็เริ่มคิดว่า เอ่อ มันเยอะจริง รองเท้านี่ก็ต้องมีสามสี่แบบ ใส่แป็บเดียวไม่ทันขาดก็เปลี่ยนละเพราะเด็กโตเร็ว ไปๆมาๆนี่เปลืองกว่าชุดไปรเวทมาก

ที่สำคัญ อันนี้ส่วนตัวคือ ผมเป็นพ่อที่ต้องดูแลลูกในวันธรรมดา งานบ้าน 80 เปอร์เซนต์ ผมรับหมด การต้องมารีดผ้าชุดนักเรียนเอง นี่เอาเข้าจริงเปลืองไฟ เปลืองเวลามาก ถ้าเป็นชุดที่ไม่ต้องรีดได้นี่จะเป็นสวรรค์ของพ่อบ้านมาก 55 อันนี้คิดในใจ ยังไม่แพลมออกไป อยากฟังเสียงเด็กๆมากกว่า

"แล้วที่บอกว่าใส่ชุดธรรมดาไปโรงเรียนเดี๋ยวจะไปเสื้อผ้ากันนี่ ลูกคิดไง"  ผมชวนแซะต่อ

"โห คิดเอาเอง อย่างหนูนี่ชอบเสื้อผ้าใส่สบาย เสื้อใหม่สวยๆบางทีก็ไม่ใส่ หนูชอบเสื้อผ้าใส่สบาย เก่าก็ไม่เป็นไร้" เจ้าตัวเล็กทิ้งท้ายเสียงสูงแบบเน้นๆ

อืมๆ ผู้ใหญ่อย่างเราบางทีก็มโนไปไกลเนอะ   ผมคิดในใจ

“แล้วลูกรู้รึเปล่าว่าเค้ามีเด็กนักเรียนไปประท้วงเรื่องนี้กันที่กรุงเทพน่ะ” ผมลองถามอีก

“ไม่รู้” เจ้าคนโตบอก

เจ้าตัวเล็กเสริม “หนูก็ไม่รู้ แต่หนูได้ดูคลิปที่เขาแสดงเป็นเด็กนักเรียนแล้วครูถือกรรไกรมาตัดผมเค้าต่อหน้าเพื่อนๆ ถ้าหนูเจออย่างนั้น หนูจะลาออกเลย”

“555 OK ลูก” คนเป็นพ่ออดยิ้มไม่ได้

......................................................................................................................

ลึกๆดีใจที่ตัวเองข้ามผ่าน "ความอยาก" ตัดสินอะไรลูกไปได้บ้างละ อย่างน้อยลูกๆก็ร่าเริงแจ่มใสที่พ่อยอมรับฟังความคิดเห็น แถมเค้ายังได้ฝึกการคิดวิเคราะห์และพัฒนาการเห็นคุณค่าในตัวเอง( Self Esteem ) ในการสื่อสารในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ

ซึ่งตรงนี้ เป็นการเรียนรู้ที่มีค่า มีความเป็นสุข มากกว่าการอบรมสั่งสอน

..........................................................................................................................

การฟังโดยไม่ตัดสิน หรือบางคนเรียกการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ถือเป็นการสื่อสารขั้นสูง ที่ว่าสูงนี่เพราะเป็นการฟังด้วยจิตที่เมตตา ฟังด้วยความเอาใจใส่ในตัวผู้ฟังโดยแท้ ไม่หวังจะเอาความคิดความเชื่อของเราไปกล่อมไปจูงเขา แม้ว่าเขาจะคิดต่างหรือแสดงอารมณ์ ความเชื่อที่กราดเกรี้ยวหยาบคายอย่างไรก็ตาม เราก็เต็มใจ เปิดใจที่จะฟัง โดยไม่แม้แต่จะอธิบายความเห็นใดๆ นอกจากจะสะท้อน (Reflexive Communication) สิ่งที่เขาสื่อสารกลับไปเพื่อเขาจะได้อธิบายและมองเห็นตัวเองชัดขึ้น จนค้นพบทางแก้ปัญหา หรือเกิดปัญญาด้วยตัวเอง

จะฟังอย่างนี้ได้  Position หรือตำแหน่งของเราต้องตระหนักว่าเราเป็นโค้ช หรือพี่เลี้ยง (Mentor) ไม่ใช่ผู้นำการสนทนาที่จะพาเขาไปยังจุดที่เราวางหมุดหมายไว้ ไม่ใช่อย่างนั้น

การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) เป็นการฟังด้วยหัวใจ สังเกตอารมณ์ความรู้สึกในน้ำเสียง สีหน้า แววตา ภาษากาย พลังที่เขาส่งออกมาเวลาเล่าเรื่องให้เราฟัง ให้เกียรติเขา เคารพในความต่างๆ พร้อมเปิดใจดำดิ่งไปกับเรื่องที่เขาไว้วางใจเล่าให้เราฟัง

แน่นอนว่า หลายเรื่องที่เขาเล่า มันแก้ไขอะไรยังไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ มันเกี่ยวกับสังคมวงกว้าง นโยบาย ฯลฯ สารพัด

แต่เราต้องตระหนักว่า นี่เรากำลังฟังเพื่อทำความเข้าใจคน ไม่ใช่ฟังเพื่อจะสอนคน หรือเพื่อจะเอาชนะพาให้เขาไปยังจุดหมายที่เราต้องการ แม้จะในนามของความหวังดีหรือค่านิยมอุดมคติอะไรๆก็ตาม

สิ่งเหล่านี้ ผู้ฟังจะรู้สึกได้ ว่าเราฟังเขาอย่างลึกซึ้ง อย่างจริงใจแค่ไหน หรือว่าฟังแบบผ่านๆ ฟังแบบคิดคำตอบไว้รอแล้ว ผู้ฟังรู้สึกได้

ถ้าเราติดการฟังแบบกระแสนิยม คือ ฟังแบบผ่านๆ ฟังแบบคิดคำตอบไว้รอแล้ว ฟังเพื่อหาจังหวะโต้กลับ เราคิดว่าเราจะเข้าใจเขาได้อย่างลึกซึ้งหรือ?

ถ้าเราไม่เข้าใจเขา เราจะสอนได้อย่างไร?

ยิ่งไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับความเป็นตัวเขา  ยิ่งสอนเข้ายิ่งอึดอัด

แต่ความเข้าใจต้องใช้เวลา ต้องอยู่กับความแตกต่างอย่างมิตรภาพที่มาจากเนื้อใน  และคนส่วนใหญ่มักไม่อดทนรอ

ยิ่งไปกว่านั้น การฟังอย่างลึกซึ้ง มันยังกระทบกับอัตตาของเราที่อยากจะพูด อยากบอก อยากสอน อยากขัดจังหวะ ที่พยายามสื่อสารกลับออกไป ไม่ว่าจะเป็นด้วยภาษาหรืออวัจนภาษา

นี่เป็น Self-Management หรือการจัดการตัวเอง ที่ต้องฝึกหัดขัดเกลาความมีอัตตา ให้น้อมลงสู่เมตตาปัญญาที่ทำด้วยจิตแบบลวกๆไม่ได้

นั่นคือเหตุผลว่าทำไม เราจึงพบเห็นการฟังอย่างลึกซึ้ง ทั้งในที่ประชุม และในชีวิตประจำวันกันน้อยมากๆ

หลายคนเป็นแกนนำ เป็นผู้บริหาร เป็นนักวิชาการ นักพัฒนา เป็นคนเก่ง แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จในการจูงใจให้คนศรัทธาคล้อยตาม ผมคิดว่าไม่ใช่เป็นเพราะท่านเหล่านั้นไม่ทุ่มเท แต่ผมคิดว่าเป็นเพราะท่านขาดทักษะในการฟังอย่างลึกซึ้งแบบนี้

แบบฝึกหัดที่ดี ง่ายและใกล้ตัวที่สุด ก็คือคนในครอบครัว

แต่สำหรับหลายคนการเริ่มต้นที่คุยกับลูก กับคู่ครองกับพ่อแม่พี่น้องก็อาจจะเป็นงานยากที่สุดก็ได้นะ 555

บางคนเริ่มจากครอบครัว บางคนเริ่มจากวงเพื่อนฝูง บางคนเริ่มจากที่ทำงาน ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันก็แทรกซึมไปถึงกันในนิเวศแห่งชีวิต  เพราะจะเริ่มที่ไหนก็อาจไม่สำคัญ สำคัญว่าคุณเริ่มรึยัง เริ่มอย่างมีวินัย มีการติดตามผลต่อเนื่องไหม

เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ทุกคนมีอยู่แล้ว แค่หันมาเริ่มฝึก

เชิญชวนนะครับ  แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกัน

หมายเลขบันทึก: 682206เขียนเมื่อ 13 กันยายน 2020 15:36 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 กันยายน 2020 16:24 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี