อาทิตย์สุดสัปดาห์ครั้งนี้ นำเรื่องราวของประเพณีมากล่าว เนื่องจากสิ่งที่เราเห็นจากประเพณี ลอยกระทง เราเห็นเพียงแค่ความสนุกสนานเท่านั้นมิได้มองเรื่องราวที่อยู่เบื้องลึกของประเพณีนี้เลย

                ความสนุกสนาน บันเทิงใจในประเพณี ลอยกระทง ได้ก่อเกิดเป็นสำนึกทางความคิดที่ฝังรากลึกในปัจเจกบุคคล เฉกเช่นในปัจจุบันนี้ การเปลี่ยนแปลงสำนึกทางความคิดนี้มิอาจที่ถูกก่อขึ้นมาอย่างลอย ๆ แต่ได้ก่อตัวขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมาย ( การเปลี่ยนแปลงทางด้านทัศนคติของการพัฒนาที่มิทิศทางเดียว กับ การแบ่งแยกชีวิตออกเป็นส่วน ๆ ) ทำให้สังคมที่บกพร่องซึ่งความรู้ความเข้าใจ ในแก่แกนของสาระสำคัญของประเพณี ลอยกระทง

                การบกพร่องซึ่งความรู้ความเข้าใจในประเพณี ลอยกระทง ทำให้หลายต่อหลายครั้งคนในสังคมไม่มีความรู้ความเข้าใจ นัยยะ ของประเพณี ตลอดจนไปถึงการมองข้ามเรื่อง นางนพมาศ กระนั้นจึงมิใช่เรื่องแปลกประหลาด ที่สังคมซึ่ง บกพร่องทางความรู้ความเข้าใจ จะก่อเกิดการแปลเปลี่ยน สำนึกทางความคิดใหม่ ที่มุ่งเน้นแต่ความสนุกสนาน บันเทิงใจ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ บทเพลงที่มีชื่อว่า ลอยกระทงวันสงกรานต์

                ประเพณีลอยกระทงจึงมิใช่ประเพณีที่เกิดขึ้นมาอย่างลอย ๆ และคงมิได้เกิดมาเพื่อความบันเทิงใจ แต่ประเพณีลอยกระทงยังคงเกี่ยวข้องกับ ศาสนา หรือ กระนั้น ประเพณีลอยกระทงยังคงผูกติดกับเรื่องราวของบุคคล ในประวัติศาสตร์ นางนพมาศ อย่างแนบแน่น เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของชนชั้นผู้นำไทย ( ในเรื่องเวลา)

 

                ประเพณีลอยกระทงเกิดขึ้นมาเมื่อได้อย่างไร เมื่อไหร่ ยังมิทราบแน่ชัด อาจารย์วีรศักดิ์ โควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวไว้ในบทความพิเศษ เรื่อง ลอยกระทง...กับคุณค่าทางสังคม ถึงประวัติความเป็นมาว่า ประเพณีลอยกระทง สืบทอดมานานไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีมาแต่เมื่อใด ในพระราชนิพนธ์สมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวเรื่อง รพราชพิธี 12 เดือน ว่า การลอยพระประทีบกระทง นี้ เป็นนักขฤกษ์ที่รื่นเริงทั่วไปของชนชั้นทั้งปวง แต่จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่างใดก็ไม่ได้ แต่ควรนับเป็นราชประเพณี ซึ่งมีมานานในแผ่นดินสยามแต่โบราณ ตั้งแต่พระนครยังอยู่ฝ่ายเหนือ

                ถึงกระนั้นเรื่องราวของประเพณีลอยกระทงยังคงถูกกล่าวถึงไว้ใน หนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ในพระราชนิพนธ์ สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ว่า นางนพมาศ สนมเอกของพระมหาธรรมราชาลิไทย หรือ พระร่วง แห่งกรุงสุโขทัย ได้กล่าวถึงการเสด็จประพาสลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน มีรับสั่งให้พระสนมนางในตกแต่งกระทงประดับดอกไม้ธูปเทียนนำไปลอยหน้าพระที่นั่ง มนคราวนั้นท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้ประดิษฐ์กระทงเป็นรูป ดอกบัวกมุท ขึ้นด้วยเห็นเป็นดอกบัวพิเศษที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าว สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีบ ซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าทราบความหมาย พระองค์จึงพระราชดำรัสว่า แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้นำโคมลอยรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนนัมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน

                อย่างไรก็ตามที่ได้กล่าวมา ในสองบริบทข้างต้น เป็นเพียงการกล่าวอ้างตามเรื่องราวที่ได้มีการเล่าขานสืบต่อกันมาในโบราณกาล กระนั้นยังคงมีเรื่องราว ที่แฝงเร้นไว้ในประเพณีลอยกระทง อย่างแนบแน่นสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชนชาวไทย อย่างหลากหลายมิติ 

               

  
 

                ความสัมพันธ์ของประเพณีลอยกระทงกับวิถีชีวิตที่หลากหลายคนมิเข้าใจ คงมิเข้าใจในแง่ที่ว่า ประเพณีลอยกระทงเป็นความเชื่อ เป็นคุณธรรมและอุดมคติในสังคม ที่ก่อเกิดจนกลายมาเป็นภูมิปัญญา  แล้วมีการถ่ายทอดสืบต่อกันมาในสังคม แต่ภูมิปัญญาไม่ใช่เป็นแต่เรื่องราวที่สมาชิกทุกคนต้องรู้เฉย ๆ หากแต่ภูมิปัญญาคือ ตัวกำหนดให้สมาชิกในสังคมหนึ่งสามารถจัดความสัมพันธ์ของตนกับสิ่งอื่น ๆ รอบตัวให้เกิดความสุขความเจริญได้

            ความสัมพันธ์ดังกล่าวในประเพณีลอยกระทงคงมิใช่เรื่องราวที่งมงาย หรือ ไร้สาระ แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าว ได้อำนวยความสงบสุขและความงอกงามแก่สังคมไทยเป็นเวลาช้านานา เพราะประเพณีลอยกระทงได้นำเอาสัญญาลักษณ์ แห่งความงอกงาม เช่น ต้นกล้วย มาเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ในการทำกระทง

                การนับถือความงอกงามของคนในสังคม ถือว่าเป็นสาระสำคัญของชีวิต นั่นก็เพราะความงอกงามเป็นพลังบางอย่าง ซึ่งทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ สามารถให้กำเนิดแก่ชีวิตใหม่ วัสดุหลายอย่าง ที่เป็นสัญลักษณ์ของความงอกงามจะไปปรากฏเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ใน ภูมิปัญญา เช่น การนำต้นกล้วยมาทำกระทง ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาลักษณ์ของพลังที่อาจก่อให้เกิดชีวิตใหม่ หรือ ความงอกงาม

                การเปลี่ยนแปลงสำนึกทางความคิดของปัจเจกชนในปัจจุบัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ในสังคมอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการการเปลี่ยนแปลงทางสำนึกความคิดที่มองเรื่องราวต่าง ๆ ในสังคมโดยมิได้สัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว การเปลี่ยนแปลงสำนึกทางความคิดดังกล่าวได้ทำให้ความคิดความเชื่อในโบราณกาล ที่เกี่ยวกับประเพณีลอยกระทง คงเหลือเพียงแต่ความสนุกสนานบันเทิงใจเท่านั้น

                แต่ถึงกระนั้น การเปลี่ยนแปลงสำนึกทางความคิดของปัจเจกชน ได้ส่งผลต่อประเพณีลอยกระทงโดยทำให้ประเพณีที่เป็นดั่งภูมิปัญญา ต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา เพราะภูมิปัญญาไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ย่อมเปลี่ยนแปลง ภูมิปัญญาครั้งหนึ่งอาจเคยอำนวยความสงบสุข อาจไม่อำนวยความสงบสุขอีกต่อไป เพราะการเปลี่ยนแปลง

                การเปลี่ยนแปลงจึงจำเป็นต้องพัฒนาปรับปรุง ภูมิปัญญา ให้เหมาะสมกับการที่จะให้คนไทยอยู่ร่วมกันเอง อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ดั่งเช่นการรณรงค์ในระยะปีสองปีที่ผ่านมานี้ไม่ใช้ใช้โฟมในการลอยกระทง ก็นับเป็นการพัฒนาภูมิปัญญาในพิธีกรรมไทยเป็นอย่างดี

           

                ประเพณีลอยกระทงยังคงเกี่ยวพันธ์กับบุคลในทางประวัติศาสตร์ อย่าง นางนพมาศ คงมิได้เกี่ยวพันธ์ในแง่ที่ว่า นางนพมาศ คือ เรื่องราวของความสวยงาม ตามที่ปรากฏอยู่ในสำนึกทางความคิดของปัจเจกชนในปัจจุบันนี้ แต่เกี่ยวพันธ์ในทางที่นางนพมาศได้ก่อ คณูปการแก่ทางสังคมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สำนึกทางความคิดที่ได้แปรเปลี่ยนและคลี่คลายโลกทัศน์ของชนชั้นนำในสังคมไทย

                ใน ณ ที่นี้มิขอกล่าวถึงนางนพมาศ ว่าเกิดขึ้นในสมัยใด ก็คงปล่อยให้เป็นเรื่องถกเถียงกันทางวิชาการกันต่อไป แตะ จะขอกล่าวถึงในแง่ที่ว่านางนพมาศเกี่ยวพันธ์กับการแปลเปลี่ยนสำนึกทางความคิดของ ชนชั้นนำในสังคมไทย

                ประเด็นคำถามคือว่า ทำไมนางนพมาศจึงเกี่ยวพันธ์กับ สำนึกทางความคิดของชนชั้นนำในสังคมไทย ผู้เขียนได้รวบรวมหนังสือประกอบที่เกี่ยวกับนางนพมาศ เพื่อที่จะได้อรรถาธิบาย ให้ได้ทราบถึงแนวคิด ของ นางนพมาศที่ทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง

                นางนพมาศเกิดในวงศ์ตระกูลที่มีชนชั้น ( กระฎุมพี ) คือ เป็นธิดาของพระศรีมโหสถ กับ นางเรวดี บิดาเป็น พราหมณ์ปุโรหิต ในสมัยพระยาลิไทย นางนพมาศได้ถวายตัวเข้ารับราชการในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทย ในยุคสมัยสุโขทัย  จนเป็นที่โปรดปราน จึงได้รับแต่ตั้งให้เป็นพระสนมเอก ตำแหน่ง ท้าวศรีจุฬาลักษณ์

                สำนึกทางความคิดที่นางนพมาศไดก่อขึ้น คือ สำนึกทางความคิดที่ปัจเจกบุคคลสามารถจะกระทำอะไรก็ได้ตามความสามารถของตน   ดังที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  นางนพมาศ   ....ก็นับว่ากลับตัวได้ด้วยเหตุผลคือ ปัญญาของข้าน้อยนางนพมาศ ชีวิตมนุษย์เริ่มไม่ถูกกำหนดมาจากกรรมในชาติก่อน ๆ แต่สามารถจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเอง และ ผู้อื่นโดยอาศัยสติปัญญาที่ตนมีอยู่ ….

            สำนึกทางความคิดที่นางนพมาศได้ก่อขึ้นอีกประการหนึ่ง คือ สำนึกทางความคิดด้านเวลา ซึ่งปรากฏในหนังสือ นางนพมาศ เป็นเวลาที่ดำเนินไปเรื่อย ๆ เป็นเวลายาวนานไม่มีนัยยะว่าจะเสื่อมลง ความคิดทางเวลาที่มีลักษณะของการดำเนินไปเรื่อย ๆ เช่นนี้นับเป็นรอยต่อระหว่างความคิดทางเวลาแบบเดิมที่มีลักษณะเสื่อมลงกับความคิดทางเวลาที่มีลักษณะก้าวหน้าซึ่งเป็นความคิดทางเวลาที่เกิดขึ้นในยุคต่อมา

                สำนึกทางความคิดที่นางนพมาศได้ก่อขึ้น ได้นำไปสู่การคลี่คลายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ในหลากหลายประการ เช่น การคลี่คลายเรื่องสำนึกทางความคิดที่เป็นปัจเจกชน หรือ คลี่คลายสำนึกทางความคิดด้านเวลา

               

                อาจจะกล่าวได้ว่าประเพณี ลอยกระทง มิใช่ประเพณีที่เกิดขึ้นมาอย่าง ลอย ๆ ที่ไร้ซึ่งความหมาย แต่เป็น ประเพณีที่เกี่ยวพันธ์กับหลากหลายมิติทางสังคม ที่ทำให้สังคมสงบสุข และ อาจจะกล่าวได้ว่า สำนึกทางความคิดที่นางนางนพมาศ ได้ก่อขึ้นได้ก่อคณูปการแก่สังคมเพื่อคลี่คลายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มิมากก็น้อย

    เอกสารอ้างอิง
  1. บทความพิเศษ ลอยกระทง...กับคุณค่าทางสังคม อาจารย์วีรศักดิ์ โควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย / www.chartthai.co.th
  2. ประวัตินางนพมาศ / www.youyim.com / www.gecocities.com
  3. หนังสือเรื่อง ปากไก่และใบเรือ ดร.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์
  4. หนังสือเรื่อง การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของชนชั้นนำไทย อรรถจักร สัตยานุรักษ์
  5. เอกสารประกอบการเรียน กระบวนวิชา สังคมไทยและวัฒนธรรมไทย