ความคืบหน้าการจัดการปัญหาวัยรุ่นไทยนับแสนรายแห่ดาวน์โหลดโปรแกรม “แคมฟรอก” นำไปใช้ในทางที่ผิด ด้วยการนำมาใช้โชว์และชมการแสดงลามกอนาจารผ่านเว็บนั้น จนถึงขณะนี้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงยังไม่มีมาตรการแก้ปัญหาใดๆออกมาเป็นรูปธรรม นอกจากเสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนให้รัฐเร่งดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยนายปรเมศวร์ มินศิริ ผู้จัด การโครงการอินเตอร์เน็ตสีขาวเพื่อเยาวชนกล่าวว่าปัญหาการเข้าสู่โปรแกรมแคมฟรอกถือเป็นดาบสองคมเพราะตัวโปรแกรมช่วยคนสื่อสาร กลับถูกนำไปใช้ผิดประเภท ทั้งนี้ จากที่สอบถามไปยังเจ้าของโปรแกรมแคมฟรอกที่ต่างประเทศ ได้รับข้อมูลที่น่าตกใจว่า คนไทยเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการโปรแกรมแคมฟรอกมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากประเทศอเมริกาและจีน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่เยอะมาก บางคนใช้เพื่อความบันเทิง บางคนใช้ไปในทางลามกอนาจาร ซึ่งกรณีหลังนี้เราเป็นห่วงมาก เด็กและเยาวชนอาจชอบแสดงโชว์ถอดเสื้อผ้าสนุกๆ ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ หารู้ไม่ว่าอาจจะถูกล่อลวงไปทางอินเตอร์เน็ต หรือภาพการโชว์ลามกของตัวเอง อาจถูกผู้ใช้อินเตอร์เน็ตปลายทางบันทึกเป็นซีดีเก็บไว้ขาย ทั้งทางอินเตอร์เน็ต ร้านค้า เผยแพร่ต่อไปไม่สิ้นสุด

“เรื่องนี้เป็นปัญหาของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ กฎหมายและระเบียบของรัฐไม่ทันสมัยพอ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กำลังอยู่ในช่วงของการพิจารณาแปรญัตติของคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งผมเองอยู่ในฐานะนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย และเป็นกรรมการวิสามัญ จะนำปัญหาการใช้โปรแกรมแคมฟรอกในทางลามกอนาจาร เข้าไปแจ้งต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในวันที่ 20 ธ.ค.นี้ที่รัฐสภา เพราะถือว่าเป็นการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในทางที่ผิด ถือเป็นจังหวะที่ดีที่จะช่วยผลักดันกฎหมายการใช้อินเตอร์เน็ตออกมาและให้มีบทลงโทษที่รุนแรง” นายปรเมศวร์กล่าว

ด้านนายเอกพล สามัตถิยดีกุล กรรมการสมาคมการค้านักธุรกิจผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตไทยกล่าวว่า ทางสมาคมขอต่อต้านการโชว์ลามกอนาจารในโปรแกรมแคมฟรอก เพราะเป็นการกระทำที่ขาดความยั้งคิดในการรับ ผิดชอบต่อสังคม อยากเรียกร้องให้ทุกคนออกมาแก้ปัญหา โดยเฉพาะกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ซึ่งเป็นผู้เก็บข้อมูลการใช้งานอินเตอร์เน็ตทั้งหมดในประเทศไทย ควรจะออกมาดูแลเรื่องอย่างนี้อย่างจริงจัง หากปล่อยไว้เนิ่นนานจะเกิดแต่ผลเสียต่อเด็กและเยาวชนไทย อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมไม่ได้ ต่อต้านโปรแกรมแคมฟรอก ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ทำให้สังคมของคนใบ้สามารถสนทนากันได้ และการประชุมทางอินเตอร์เน็ต แต่ต่อต้านการนำโปรแกรมไปใช้ในทางที่ผิดมากกว่า

นายเอกพลกล่าวอีกว่า จากปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะแรกสามารถทำการบล็อกห้องสนทนาที่มีการแสดงลามกอนาจารได้ทันที พร้อมทั้งเก็บข้อมูลผู้แสดง ดีเจ โฮสต์ (คอมพิวเตอร์ส่งข้อมูล) สถานที่ตั้งของโฮสต์ รวมทั้งเจ้าของอินเตอร์เน็ตของผู้ที่ใช้บริการอยู่ เพื่อไม่ให้มีการเผยแพร่ ได้ในทันที ส่วนระยะยาว ทางสมาคมการค้านักธุรกิจผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตไทย อยากเห็นไอซีทีมีนโยบายต่อต้านโปรแกรมที่ส่อไปทางลามกอนาจารอย่างรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ สมาคมการค้านักธุรกิจผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตไทย ยินดีให้ข้อมูลหากทาง ไอซีทีร้องขอมา แต่ก็ไม่อยากให้ทุกคนมองร้านบริการอินเตอร์เน็ตในแง่ลบ เพราะร้านอินเตอร์เน็ตให้บริการด้วยสื่อที่ผ่านการตรวจพิจารณาของรัฐทั้งสิ้น ส่วนผู้ประกอบการร้านอินเตอร์เน็ตที่ส่งเสริมโปรแกรมด้านลามกอนาจาร อยากขอวิงวอนให้ยุติเพื่อลูกหลานของเราในอนาคต

ขณะที่นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงไอซีที และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหามาตรการดำเนินการบล็อกเว็บดังกล่าว และตรวจสอบหาผู้กระทำความผิดอย่างเร่งด่วนแล้ว ในเบื้องต้นสามารถจัดการผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 287 ว่าด้วยการเจตนาเผยแพร่และแสดงการกระทำสิ่งที่ลามกอนาจารต่อสาธารณชน มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 3,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนที่มีผู้เชี่ยวชาญทางอินเตอร์เน็ตระบุว่า ไม่สามารถบล็อกหรือปิดเว็บไซต์ดังกล่าวได้นั้น คิดว่า เมื่อภาครัฐอนุญาตให้ประชาชน และภาคเอกชนเปิดใช้บริการได้ ก็ต้องสามารถจัดการปิด หรือบล็อกเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมได้เช่นกัน ดังนั้น ตนไม่ต้องการให้เรื่องนี้เป็นไฟไหม้ฟาง และเงียบหายไป โดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จึงอยากให้กระทรวงไอซีที และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ควรนิ่งเฉย ควรเร่งดำเนินการโดยด่วนที่สุด