
เมื่อกล่าวถึง “คำถาม” ในกระบวนการเรียนรู้แล้วนั้น มักมีอยู่สองอย่างคือ คำถามจากผู้สอน ผู้บรรยายหรือผู้ถ่ายทอด กับคำถามจากผู้ร่วมเรียนรู้ เสมือนหนึ่งการเรียนในชั้นเรียน คำถามที่เกิดจากครูผู้สอน มักสร้างกำแพงของการเรียนรู้ของผู้เรียนอยู่ร่ำไป เพราะโจทย์หรือคำถามมักจะยาก อาจแถมมาด้วยการต้องแก้โจทย์เพื่อหาคำตอบให้ถูกต้องตรงกับ “ธง” ที่ผู้สอนตั้งไว้ แต่อีกมุมหนึ่งคือคำถามจากผู้ร่วมเรียนรู้ มักจะเป็นคำถามที่ถูกกลั่นกรองจากการอยากรู้ ใฝ่รู้หรือเกิดจากความสนใจใคร่รู้ โดยส่วนตัวผมจึงชอบคำถามจากผู้ฟังหรือผู้ร่วมเรียนรู้ มากกว่าการพูด หรือตั้งคำถามให้ผู้เรียนรู้ตอบ...เมื่อเราเปลี่ยนให้ตัวเอง (วิทยากร) โดนตั้งคำถาม (แบบฉับพลัน) แล้วตอบคำถาม ทำให้ “คำตอบ” เหล่านั้นเป็นตัวสะท้อนฐานคิดของเรา และที่สุดแล้วก็จะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันที่ดี และตั้งใจทุกครั้งที่มีโอกาสไปบรรยายหรือเป็นวิทยากรที่จะแทรกกิจกรรม “คิดแล้วเขียนคำถามเพื่อนำไปสู่คำตอบ” เพราะคำถามทำให้เกิดปัญญา
ในช่วงระหว่างที่จัดกิจกรรม ผมแจกกระดาษแผ่นเล็กให้น้อง ๆ ผู้นำนิสิตทุกคนเพื่อเขียน “เป้าหมาย” ของการมาทำหน้าที่ผู้นำในปีการศึกษานี้ ว่าตัวเองตั้งเป้าหมายไว้ว่าอย่างไร? เมื่อทุกคนเขียนเสร็จแล้ว ก็ให้แลกกันกับเพื่อน แล้วสุ่มให้อ่านให้ทุกคนฟัง ใจจริงผมอยากจะเก็บกระดาษเหล่านั้นมาทำงาน (เขียน) ต่อด้วยซ้ำไป แต่ด้วยข้อจำกัด (อะไรก็ตาม) จึงได้แค่เพียงสุ่มคำตอบ ด้วยเพราะว่าจะได้คลำทางถูกว่าน้องผู้นำนิสิตคาดหวังอะไรกับการมาทำหน้าที่ผู้นำของเพื่อนนิสิตอีกกว่า 20,000 คน ใจจริงถ้าผมเป็นคนที่สามารถพูดโน้มน้าวคนฟังได้ดี ผมคงพูดเสริมแรงให้น้อง ๆ ผู้นำแล้วว่าท่านเป็นคนที่โชคดีมากที่ได้มาเป็นบุคคลแนวหน้าของนิสิตทั้งมหาวิทยาลัย รวมถึงการได้มาเรียนรู้การเสียสละที่ยิ่งใหญ่ เพราะในวันข้างหน้า สิ่งเหล่านี้จะตอบแทนท่านคืน เป็นมรรคผลที่งดงาม แม้ว่าในระหว่างที่ทำอยู่จะต้องยอมแลกกับอะไรอีกหลายอย่างก็ตาม
ในช่วงท้ายของกิจกรรม ผมจึงขอให้น้อง ๆ ช่วยเขียนคำถามอะไรก็ได้เกี่ยวกับกิจกรรม/ผู้นำคนละหนึ่งคำถาม แต่ก็ไม่ได้บังคับ มีหลายคนที่บอกว่าไม่เขียนได้ไหมครับ? ก็ตอบง่าย ๆ ว่า ไม่บังคับครับ ตามอัธยาศัย...
แล้วคำถามก็พรั่งพรูมาดั่งสายน้ำในวันฝนหนัก มีน้องคนหนึ่งถามว่า ทำไมไม่เอาไมค์จ่อปากให้ถามเลยครับ ผมก็ตอบไปว่า คนเราบางครั้งก็ไม่ชอบการบังคับ ยิ่งคนเป็นผู้นำยิ่งมีพื้นที่ของตัวเองสูง บางคนชอบทำงาน ไม่ได้ชอบพูด ไม่ได้ชอบแสดงความคิดเห็น บางคนก็ชอบพูดเจรจา ความต่างข้อนี้ก็ลดลงได้หากเราเปลี่ยนจากไมค์จ่อปากเป็นขอความร่วมมือให้ “เขียน”
และช่วงท้ายนี้เอง ที่ผมบอกว่า “คำถามสร้างปัญญา” คือ สร้างปัญญาซึ่งกันและกันระหว่างผู้ถามและผู้ตอบ เพราะคำถามมีความหลากหลายประเด็นมาก และผู้ตอบก็ต้องตอบแบบฉับพลันแบบไม่ทันตั้งตัวว่าจะเจอคำถามอะไรบ้าง และนั่นเองน่าจะเป็นรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ดีงามในแบบฉบับผมเอง เพราะผมคิดว่า แม้ว่าผมเองจะตอบได้ไม่แจ่มชัดในบางคำถาม แต่เมื่อพอมีเวลาใคร่ครวญ(หลังจบงาน) ก็จะมีคำตอบพรั่งพรูมากมาย แต่ที่สำคัญกว่าคือการได้แสดงทัศนะของเราเองว่ามีฐานคิดแบบไหน มีวิธีคิดอย่างไร และคำตอบก็จะเป็นการสะท้อนตัวตนของเราเอง ส่วนจะตรงใจผู้ฟังหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องที่จะต้องพิจารณา และคิดโดยส่วนตัวว่าผู้ตั้งคำถาม ก็เกิดปัญญาเช่นกัน เพราะการกลั่นกรองคำถามย่อมทำให้เกิดกระบวนการคิด เมื่อได้คำตอบก็น่าจะเกิดการเรียนรู้นำสู่ปัญญา “คำถามคือปัญหา ปัญญาคือคำตอบ”
ณ มอดินแดง
14 สิงหาคม 2563
เป็นรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ดีงามค่ะ