อคติ  ผู้ที่มีอคติในทางความคิดย่อมส่งผลต่อพฤติกรรม ทั้งหน้าที่การงาน การเรียน หรือกิจกรรมใดก็ตาม (รวมทั้งการทำ KM) ย่อมไม่เป็นที่พึงประสงค์ต่อผู้คนที่แวดล้อมทั้งที่อยู่ใกล้ชิดกัน และขยายวงออกไปสู่สังคมภายนอก หากมีอคติมากๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมมากไปด้วย  อคติ มี 4 ประการ คือ 1) ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก 2) โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง 3) โมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลา 4) ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว ...เรามาดูกันครับว่าเป็นอย่างไรบ้าง

        ฉันทาคติ : มีอคติเพราะความรัก เพราะความรักจะทำให้จิตของเราไม่ตรงได้ มีอคติได้ เกิดทุจริตด้วยกายด้วยวาจา เพราะรักเพราะนับถือกัน เช่น รักตัวเรา กลัวตาย ก็สามารถจะทำทุจริต ทำอะไรต่าง ๆ มีความโลภขึ้นมาอยากได้ขึ้นมา กลัวอดกลัวอยาก กลัวหิวโหยต่าง ๆ นี่ เพราะฉะนั้น ความรัก ถ้าเราไม่ระลึกถึงธรรมแล้ว อาจจะทำให้จิตของเรามีอคติ และลำเอียงไปในทางรัก เขาชวนไปในทางที่ไม่ดี ก็เพราะความรักความนิยมกัน ก็จำเป็นต้องทำตาม กลัวเขาจะไม่รัก กลัวเขาจะไม่ชอบ กลัวเขาจะไม่นับถือ เพราะฉะนั้นความรักนี้เป็นส่วนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าให้เราทั้งหลายพิจารณาให้เกิดปัญญาขึ้นมาว่า ความรักนี่มีทั้งคุณมีทั้งโทษ ถ้าเรารักไม่เป็น เกิดอคติขึ้นมา อาจทำทุจริตด้วยกายด้วยวาจาหรือด้วยใจได้เพราะความรัก แต่ความรักที่ประกอบด้วยปัญญา รู้จักเหตุผลก็ทำให้เกิดประโยชน์ได้เช่นเดียวกัน เพราะแต่ละอย่างละอย่างนั้นอยู่กับเรามีปัญญาหรือไม่มีปัญญาเท่านั้น
        โทสาคติ : ความโกรธ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่จะทำให้จิตใจของเราไม่ให้ตั้งอยู่ในธรรม มั่นอยู่ในธรรม แน่วแน่หรือเที่ยงตรงอยู่ในธรรม เพราะความโกรธเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมแผดเผาด้วยจิตใจของตนเองให้เศร้าหมอง ไม่ค่อยรู้จัก ขาดการไตร่ตรองพินิจพิจารณา ให้พุ่งไปแรงด้วยอำนาจแห่งความโกรธ เพราะฉะนั้น ความโกรธนี้ก็เป็นภัย เป็นทุกข์เป็นภัย ทำลายความเที่ยงตรง ทำลายการตั้งอยู่ในธรรมได้ ทำให้เกิดอคติขึ้นมา ความโกรธนี่เพราะไปรักส่วนหนึ่งไปชังส่วนหนึ่งนั้นเอง เป็นคู่กับความรัก ถ้าไม่รักแล้วมันก็โกรธ สิ่งที่เราไม่ชอบมันก็โกรธ ล้วนเป็นสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความชอบ บางทีเขาพูดดี ๆ ชวนดี ๆ หาว่าเขาเย้ยหยันว่าต่าง ๆ ว่าประชด ว่าต่าง ๆ ที่จริงเขาก็พูดดี ถ้าใจของเราไม่พอใจ ถ้าเกิดความโกรธแล้ว เห็นแต่เขายิ้มใส่ก็นึกว่าเขาเย้ยให้ตัวเอง โกรธขึ้นมาก็มี เรียกว่า อคติเพราะความโกรธ แต่ถ้าหากว่า เราเป็นคนฉลาดมีปัญญาดีแล้ว สิ่งเหล่านี้เราก็เอาไปใช้ได้ เช่น เราโกรธให้ตัวเราเองว่า มันโง่ มันขี้เกียจ ตั้งใจพยายามเร่งความเพียรขึ้นมา

        โมหาคติ : ความหลงไม่พินิจพิจารณาให้รอบคอบ เชื่อง่ายไม่มีปัญญา เราไม่รู้ความจริง ถูกเขานี่ บุคคลที่เราชอบก็ดี ถือว่าเป็นอาจารย์ของเรา ถือว่าบุคคลนั้นเขามีความนับถือมากก็เชื่อไปตามเขา หลงนับถือไปตามเขา หลงทำไปตามเขา ผลที่สุดกว่าจะรู้ของจริงขึ้นมาก็สายเสียแล้ว นี่เพราะความหลงความใหลมัวเมาด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นความเชื่อถือสำคัญมาก เราต้องพินิจพิจารณาตรวจตราด้วยเหตุด้วยผลว่า สิ่งนี้เป็นกุศล สิ่งนี้เป็นอกุศล เมื่อบุคคลกระทำสิ่งที่เป็นอกุศล  ย่อมให้เกิดทุกข์เกิดโทษขึ้นมาไม่มีประโยชน์ สิ่งนี้เป็นกุศล ใครก็ตามเมื่อกระทำปฏิบัติแล้วก็ย่อมมีผลดีให้ความสุข ความเจริญทุกคน เราเชื่ออย่างนี้ไม่เชื่องมงาย เชื่อด้วยการตรวจตรองพิจารณา ที่เขาพูดเขาชักชวนเขาอ้าง อาจเป็นไปเพื่อความสงบ หรือเป็นไปเพื่อความเศร้าหมองบริสุทธิ์หรือไม่ เราจะไม่เป็นคนหลงมีอคติ เพราะความหลงรักหลงโกรธนั่นเอง หลงถือไม่ใช้สติปัญญาของเราเอง

        ภยาคติ อคติเพราะความกลัว ในตัวของเราบ้าง จากภัยข้างนอกบ้าง แล้วเป็นเหตุให้มีอคติ ให้ประพฤติทุจริตตั้งอยู่ในธรรมไม่ได้ ทุจริตด้วยกายด้วยวาจาและด้วยจิตใจเพราะความกลัว

        เพราะฉะนั้น การทำ KM ก็ควรรับทราบเพื่อจะนำประกอบดู ส่องดูจิตใจของเราว่าจิตใจของเราในปัจจุบันนี้ตั้งอยู่ในอคติอะไร เราปล่อยวางอคติทั้ง 4 เหล่านี้ได้แล้ว หรือได้บ้างไม่ได้บ้าง หรือยังมากน้อยเท่าไหร่ เหลือมากน้อยเท่าไหร่ ละได้แล้วเท่าไหร่ อันนี้หน้าที่ของเราต้องสอดส่องดู ถ้ายังมีอยู่ตราบใดแล้ว จิตจะไม่สามารถดำเนินตามทางให้มั่นคงถูกตรงถูกต้อง เพื่อยกระดับจิตให้สูงขึ้นตามลำดับไปได้ พูดง่ายๆ ว่า "ถ้าจิตใจเราว่าง คิดดี ทำดีปราศจากอคติ (เปิดใจ) การแลกเปลี่ยนความรู้ย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยากเกินความสามารถนัก"