ลิ ไม่ใช่ บันทึกลง BLOG นะ แต่ ลิขิต(บันทึก)กันที่ใจ ประจักษ์ที่ใจ
  • ปริยัติ  =  "ฟัง คิด ถาม เขียน"   เป็น สุ จิ ปุ ลิ  แบบโลกๆ แบบหยาบๆ
  • สุ จิ ปุ ลิ   เท่าที่ผมพบมา ส่วนใหญ่  เป็นแบบ ตื้นๆ แบบโลกๆ เช่น  
  • สุ คือ  จับ  ฟัง อ่าน ชิม ฯลฯ   แต่ ยังไม่ได้ ย่อย  ไม่ได้เอาไปลงมือทำ 
  • จิ  คือ คิด  โดยคิดเอง เออเอง  เอา สิ่งที่มีอยู่ ไปค้านสิ่งที่มาใหม่  ก็เลยอยู่ในกรอบต่อไป  /   คิด ในขณะจิตไม่ว่าง   เป็นปัญญาแบบโลกๆ เต็มไปด้วย อคติ ลำเอียง เพ่งโทษ  วิตก วิจารณ์
  • ปุ  คือ ถามแบบ ยังไม่ได้ทำ ไม่ได้ลงมือ  ถามแค่ What  when where why   
  • ลิ  คือ  จดลง BLOG  จดลงกระดาษ  ฯลฯ   ให้คนอื่น ๆ  ได้ เป็น Information  

ถ้ามา ศึกษา สุ จิ ปุ ลิ  ในแบบ ปรมัถ  แบบนักปฏิบัติ   แบบลึกๆ  จะพบว่า  

สุ   คือ รับรู้  ด้วยใจที่เป็นกลาง   ตามความเป็นจริง   ไม่อคติ  ไม่รับเอียง    แยกแยะ กุศล อกุศล   ประโยชน์  ไร้ประโยชน์   สุ อย่างมี "สติ"

จิ  คือ โยนิโสมนสิการ (ย้อนดูจิตตนเอง)  คิดตาม พิจารณา "ข้อธรรม"  เป็น ธรรมวิจะเย     / ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าไม่ทรงแจก hand out (เอกสารการสอน) เพราะ ฟังเดี๋ยวนั้น  ดูจิตเดี๋ยวนั้น  พิจารณาธรรมที่เกิดในกาย ในใจตนเอง ตอนนั้น  ทันที now  / เป็น Action Learning อย่างแท้จริง

ธรรมะวิจะเย แล้ว ก็ ให้ ขยันพิจารณา  ทำจิตให้ปกติ  แยกจิตกับความคิด อย่าให้ส่งผลต่อกันได้   ทำไปเรื่อยๆ  จะเกิด ปิติ   เมื่อปิติ  จิตจะสงบนิ่ง    จิตเป็นสมาธิ (ไม่ใช่นั่งสมาธิ)   รู้เท่าทันความคิดที่มาปรุงแต่ง   จิตทรงความนิ่ง โง โปร่ง   จิตก็จะ "หงาย"ผึ่ง  เป็น อุเบกขา  เจ้าอุเบกขานี่แหละ คือ "จิตว่าง"  ค้นพบ หนทางพ้นทุกข์แล้ว  สติน้อยๆ ก็เปลี่ยนเป็นสติใหญ่  (มหาสติ)

ปุ  คือ เอาที่รับรู้ ไปเข้ากระบวนการ  เมื่อaction ก็จะพบ คำถาม   ถ้าเป็นทางธรรม ก็เอาไปปรึกษา โค้ช (หลวงปู่ หลวงพ่อ ที่เป็นครูอาจารย์)  แต่ ถ้า จิตหงายแล้ว จิตโล่งแล้ว   ตัว "ปุ"จะหายไป   เพราะ จิตว่างแล้ว  ความสงสัย (วิจิกิฉา) ไม่มีแล้ว   เข้าใจเรื่อง กายแล้ว  ละ สักกายทิฐิได้แล้ว     หมดวิจิกิจฉา   ค้นพบ อริยกันตศีล  เป็นอธิศีล  ศีลข้อเดียวของพระอริยเจ้า   หลุดจากความงมงายในศีล   (ละ ศีลพรตปรามาส)แล้ว  

ลิ  คือ  เมื่อ จิตว่าง  ค้นพบธรรมะที่แท้จริง  ประจักษ์แจ้งกลางอกกลางใจ  ก็จะ ลิขิตไว้ที่ใจ   ไม่ใช่ ลิขิตที่กระดาษ    เพราะ ลิขิตแบบนี้  เป็นการลิขิตที่ยากมาๆ   เป็น Deep tacit knowledge แบบไม่ลองไม่รู้

จะอ่าน ลิ  แบบ ปรมัถได้  ก็ต้องผ่าน  การเรียนรู้เชิงประจักษ์ (action learning)    ลงมือปฏิบัติ    จนจะพบ ปฏิเวธ

อย่ามัวแต่  ปริยัติ    จดๆ เขียนๆ อ่านๆ  กันมากนักเลย