สกสว. ให้ทุนแก่สถาบันอาศรมศิลป์ ในโครงการ วิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาต้นแบบพื้นที่นวัตกรรมการจัดการศึกษาระดับจังหวัด กรณีศึกษาจังหวัดระยอง และศรีสะเกษ กำหนด ๑ ปี (๒๐ ก.ย. ๖๑ - ๑๙ ก.ย. ๖๒) โดยที่สถาบันอาศรมศิลป์บอกว่างานนี้ต้องทำ ๕ ปี
เป้าหมายของโครงการมี ๕ ข้อ (๑) เปลี่ยนแปลงการบริหารโรงเรียน (๒) สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน (๓) พัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาในพื้นที่ (๔) สร้างระบบพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา (๕) พัฒนาแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่
ผมสรุปง่ายๆ ว่า เป็นการเข้าไปริเริ่มและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาในจังหวัด ให้เป็น outcome-based management ซึ่งเมื่ออ่านรายงานแล้ว ผมสรุปว่า สถาบันอาศรมศิลป์ทำได้อย่างดีเยี่ยม
แต่ส่วนที่รายงานเขียนไม่ชัดคือ ส่วน learning outcome ของเด็ก เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างในเวลา ๑ ปี และส่วน organization ที่จะทำหน้าที่นำและขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในพื้นที่อย่างต่อเนื่องยั่งยืน ใน ๑ ปีมีการพัฒนาความเข้มแข็งขึ้นอย่างไรบ้าง ได้พัฒนาความสามารถในการจัดการด้วยตนเองอย่างไรบ้าง
จังหวัดระยอง
มีการเลือกโรงเรียนนำร่องในระยอง ๒๕ โรงเรียน ดำเนินการไป ๑ ปี ได้ผลการวิจัย ๑๙ โรงเรียน ไม่รายงานผล ๕ โรงเรียน และขอออกจากโครงการ ๑ โรงเรียน ในกลุ่ม ๑๙ โรงเรียนมี ๔ โรงเรียนมีผลการพัฒนาโดดเด่น ที่เหลือมีการพัฒนามากบ้างน้อยบ้าง ปัจจัยที่สำคัญที่สุดเป็นที่รู้ดีกันอยู่แล้วคือภาวะผู้นำของผู้อำนวยการ
ผมได้กล่าวแล้วว่า โครงการนี้มีผลงานในภาพรวมดีมาก คุ้มกับเงิน ๑๐ ล้านบาท แต่หากพิจารณารายละเอียด จุดเด่นของผลงานอยู่ที่ผลงานพัฒนา ส่วนที่เป็นผลงานวิจัยมีคุณภาพปานกลาง เพราะวิเคราะห์ข้อมูลผลที่เกิดขึ้นได้ไม่ลึก ไม่ได้เปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนที่ผลดีเด่น ๔ โรงเรียน กับที่ผลไม่ค่อยดีนักอีก ๕ - ๖ โรงเรียน หากมีการวิเคราะห์จะได้ความรู้สำหรับนำมาใช้ดำเนินการในปีที่ ๒ และปีต่อๆ ไปเพื่อผลสำเร็จอย่างแท้จริงของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
ขอเพิ่มเติมว่า ประชาคมจังหวัดระยองส่วนที่เป็นนักธุรกิจ สนับสนุนโดย อบจ. ตื่นตัวเตรียมปฏิรูปการศึกษาของจังหวัดตั้งแต่เริ่มมี EEC มีกิจกรรมล่วงหน้าก่อนจะมี พรบ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษากว่าปี ดังบันทึก (๑) (๒) (๓)
น่าเสียดายที่รายงานการวิจัยส่วนของจังหวัดระยองไม่ได้เอ่ยเรื่อง Learning Space ตามที่ผมบันทึกไว้ที่ (๔)
จังหวัดศรีสะเกษ
จังหวัดศรีสะเกษ มีสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจต่างจากจังหวัดระยองโดยสิ้นเชิง คือระยองร่ำรวย ศรีสะเกษยากจน แต่มีจุดแข็งคือมูลนิธิสยามกัมมาจลได้ส่งทีมงานไปโค้ชการพัฒนาโรงเรียนก่อนมี พรบ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา นานกว่าปี บางโรงเรียนก็เป็นเครือข่ายของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ดำเนินการเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้มาหลายปี
แม้จะใช้แนวคิดในการพัฒนาโรงเรียนแนวเดียวกัน คือ ใช้ whole-school approach, school-based management, และ learning space ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน โรงเรียนในโครงการสามารถเลือกรูปแบบการเรียนรู้ได้ ๑ หรือหลายแบบ ใน ๗ แบบ คือ (๑) จิตศึกษา + PBL + PLC, (๒) Brain-Based Learning, (๓) Holistic education (๔) Montessori (๕) Lesson Study & Open Approach (๖) เพาะพันธุ์ปัญญา (๗) project approach
โรงเรียนนำร่องมีจำนวนถึง ๕๐ โรงเรียน แต่ขอออกจากโครงการไป ๑ โรงเรียน ใน ๑ ปี มีผลการพัฒนา active learning ดีเลิศ ๗ โรงเรียน พัฒนาได้ตามเป้า ๓๐ และเพิ่งเริ่มเรียนรู้และปรับเปลี่ยน ๑๒
ผู้อำนวยการโรงเรียน ทำหน้าที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ดีมาก ๖ ท่าน ทำได้ตามเป้า ๓๘ และเริ่มเรียนรู้ ๕
ผู้อำนวยการโรงเรียนทำหน้าที่ผู้นำทางวิชาการได้ดีมาก ๕ ท่าน ได้ตามเป้า ๓๒ และกำลังเริ่มพัฒนา ๑๒
ครูผู้สอนพัฒนาได้เกินคาด ๖ โรงเรียน ได้ตามเป้า ๓๙ และเริ่มปรับเปลี่ยน ๔ ข้อสังเกตสำคัญคือ ครูส่วนใหญ่ขาดทักษะการสังเกตการเรียนรู้ และวิเคราะห์การเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคล และขาดความเข้าใจ ขาดเครื่องมือในการประเมินแบบ formative assessment
มีข้อเสนอปลดข้อบังคับหรือวิธีบริหารของส่วนกลาง ที่ชัดเจนดีมาก
ทั้งสองจังหวัดมีการพัฒนากลไกการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้ มีความก้าวหน้าในระดับที่น่าพอใจ แต่ผมยังไม่เห็นว่าจะมั่นใจความต่อเนื่องยั่งยืนได้อย่างไร
ผมอีเมล์แจ้งทาง สกสว. ไปว่า ผมมี conflict of interest กับทีมวิจัย เพราะผมเป็นนายกสภาสถาบันอาศรมศิลป์ ทาง สกสว. จึงยกเลิกการเชิญเป็นผู้ประเมิน
วิจารณ์ พานิช
๒๖ เม.ย. ๖๓
วิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาต้นแบบพื้นที่นวัตกรรมการจัดการศึกษาระดับจังหวัด กรณีศึกษาจังหวัดระยอง และศรีสะเกษ กำหนด ๑ ปี (๒๐ ก.ย. ๖๑ - ๑๙ ก.ย. ๖๒) โดยที่สถาบันอาศรมศิลป์บอกว่างานนี้ต้องทำ ๕ ปี ………………..
ถ้าทำแค่ปีเดียวก็น่าเสียดายนะคะ ไม่ทราบว่าปีต่อมา รร นำร่องเหล่านี้ยังคงดำเนินการต่อเนื่องหรือไม่คะ