สถาบันอาศรมศิลป์ร่วมกับภาคีปฏิรูปการศึกษา ได้แก่ มูลนิธิสยามกัมมาจล, ทีดีอาร์ไอ, อบจ. ระยอง, บริษัทสถาปนิกอาศรมศิลป์, สกว., และนักศึกษาสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ของสถาบันอาศรมศิลป์ จัดการศึกษาดูงานประเทศสิงคโปร์ ในมุมมองของการจัดการเมืองแห่งการศึกษา ระหว่างวันที่ ๒๒ - ๒๕ เมษายน ๒๕๖๑ ผมมีโอกาสร่วมไปด้วย ๒ วัน คือวันที่ ๒๔ และ ๒๕
คณะดูงานชุดนี้มีถึง ๕๑ คน เป็นทีมจากสถาบันอาศรมศิลป์ ๒๔ คน ทีมจังหวัดระยอง ๑๒ คน
ในวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๑ สถาบันอาศรมศิลป์เชิญผู้ร่วมเดินทางไปประชุมที่สถาบันระหว่างเวลา ๑๕.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. เพื่อฟังการบรรยายเรื่อง สิงคโปร์สร้างชาติได้อย่างไร โดย ดร. ดามพ์ สุคนธทรัพย์ ช่วยให้ทีมเดินทางดูงานรู้จักประเทศสิงคโปร์มากขึ้น และเห็นได้ชัดเจนว่าปัจจัยหนึ่งที่เป็นพลังความก้าวหน้าของสิงคโปร์คือการศึกษา
หลังจากนั้นเป็นรายการ BAR (Before Action Review) โดยผมทำหน้าที่วิทยากรกระบวนการ ตั้งคำถาม ๒ ข้อ ให้ผู้ร่วมดูงานตอบจากใจของตนเอง คือ (๑) เป้าหมายของการไปดูงานครั้งนี้คืออะไรบ้าง (๒) จะเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้จากสิงคโปร์คราวนี้ กลับมาทำอะไร
สรุปประเด็นจาก BAR อ่านได้ ที่นี่ และ ที่นี่
ผมได้ BAR ไว้ดังนี้ เป้าหมายไปเรียนรู้ ๓ ข้อ (๑) ฟังจาก ดร. ดามพ์ สิงคโปร์มีแนวทางพัฒนาประเทศเปลี่ยนเป็นช่วงๆ อยากไปเรียนรู้ว่า จัดการศึกษาสนองการพัฒนาประเทศแตกต่างกันอย่างไร (๒) คำว่า “การศึกษา” ตามข้อ ๑ ต้องครอบคลุมออกไปนอกกลุ่มอายุเข้าเรียนในโรงเรียน และมหาวิทยาลัย อยากรู้ว่าเขาจัดสำหรับกลุ่มผู้ใหญ่อย่างไร (๓) สำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน เป็นที่รู้กันว่า การศึกษาในชั้นเรียนเป็นเพียง ๑/๓ ของการเรียนรู้ทั้งหมด อยากไปเรียนรู้ว่าเขาจัดการศึกษาส่วน ๒/๓ อย่างไรบ้าง จะเอาความรู้ที่ได้กลับมาเผยแพร่แก่สังคมไทย และหาทางสนับสนุนการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาที่ดำเนินการโดยกลุ่มที่ไม่เป็นทางการ
มีเอกสารแจก ๓ ชุดคือ (๑) สิงคโปร์ ในมุมมองของการจัดการเมืองแห่งการศึกษา ระหว่างวันที่ ๒๒ - ๒๕ เมษายน ๒๕๖๑ เป็นเอกสารประกอบการเดินทางและดูงาน ให้ความรู้ย่อๆ เกี่ยวกับประเทศสิงคโปร์และสถานที่สำคัญต่างๆ (๒) “An Economic History of Singapore : 1965-2065” – Keynote Address by Mr. Ravi Menon, Managing Director, Monetary Authority of Singapore, at the Singapore Economic Review Conference 2015 on 5 August 2015 (1) (๓) Singapore’s urban planning in five points
เอกสารที่ (๒) อ่านแล้วประทับใจสุดๆ ในมุมมองภาพ “มหภาค” (macro) ที่วาดภาพทั้งในประวัติศาสตร์ ๕๓ ปี และไปข้างหน้าอีก ๔๗ ปี ของสิงคโปร์ อ่านแล้วได้ไม่เพียงภาพอนาคตของสิงคโปร์เท่านั้น ยังได้ภาพอนาคตของโลก เอามาคิดพัฒนาประเทศไทยสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
ภาพใหญ่ที่สุดทางเศรษฐกิจ ที่เขานำมาให้ดู แบ่งเป็น ๓ ส่วนคือ ระดับรายได้ การสร้างรายได้ และการกระจายรายได้
- ระดับรายได้ ในปี 1965 US$500 2065 US$ 120,000 สูงที่สุดเป็นอันดับที่ ๕ ของโลก
- การสร้างรายได้ เปลี่ยนจากเอาแรงเอาเวลาเข้าโถม เป็นเอาหัวคิดเอาความสร้างสรรค์เป็นตัวก่อรายได้ ทำให้เวลาทำงานลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง แต่รายได้เพิ่มขึ้นเป็น ๓ เท่า ในเวลา ๕๐ ปีหลัง คือทำงาปีละ ๒,๓๐๐ ชั่วโมงในปี 2015 ลดลงเหลือ ๑,๔๐๐ ชั่วโมงในปี 2065
- การกระจายรายได้ ดีขึ้น ดูจาก Gini Coefficient ลดจาก ๐.๔๑ ในปี 2015 เป็น ๐.๓๖ ในปี 2065 แต่ในปี 2065 ช่องว่างของการครอบครองความมั่งคั่ง ยังคงไม่ดี คือคนรวยที่สุด ๑ % บน และ ๑๐ % บน ครอบครองความมั่งคั่งร้อยละ ๒๐ และ ๖๐ ตามลำดับ
ผู้บรรยายจัดช่วงการพัฒนาประเทศสิงคโปร์ออกเป็น ยุค คือ
- 1965-1984 ยุคพัฒนาอุตสาหกรรมส่งออกโดยบริษัทข้ามชาติ ช่วงนี้การศึกษาเน้นการศึกษาพื้นฐาน และการสร้างทักษะเชิงเทคนิค
- 1985-2010 ยุคเปิดเสรีและพัฒนาบริการสมัยใหม่ ยุคนี้เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์เศรษฐกิจของสิงคโปร์ตกต่ำอย่างไม่คาดฝัน ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกดี เป็นสัญญาณให้สิงคโปร์เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเปิดเสรีการค้าบริการให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันได้ เพื่อให้ธุรกิจสิงคโปร์ปรับตัว มีความสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก ธุรกิจสำคัญได้แก่ บริการแก่ภาคธุรกิจ (การบัญชี กฎหมาย ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจที่ปรึกษา) บริการด้านสารสนเทศและการสื่อสาร ธุรกิจบันเทิง
- 2011-2025 ยุคประชากรวัยทำงานชะลอตัวและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
- 2026-2040 ยุคบูรณาการภูมิภาคและเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เกิด ASEAN Economic Community ในปี 2030 พร้อมทั้ง AFEZ (ASEAN Free Economic Zone) ซึ่งคนสิงคโปร์จะออกไปทำธุรกิจนอกประเทศจำนวนมาก เขาทำนายว่าช่วงนี้จะเกิดวิกฤติ ๒ ครั้ง คือ Global Cyber Crisis 2034 กับการกลับมาและระบาดใหญ่ของโรคไข้ทรพิษ ในปี 2039
- 2041-2065 ยุคลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการปรับตัว
ในช่วงนี้มีวิกฤติโลกเกิดขึ้นถึง ๔ ครั้ง ได้แก่ (๑) วิกฤติต้มยำกุ้ง 1997 (๒) ฟองสบู่ไอทีแตก 2001 (๓) โรค SARS ระบาด 2003 และ
เขาบอกว่าแรงขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของสิงคโปร์มาจาก การเปลี่ยนโครงสร้างและปรับตัวต่อเนื่อง วัฒนธรรมนวัตกรรม การมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะสูง มีการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต วัฒนธรรมยืดหยุ่นปรับตัว วัฒนธรรมสามัคคี (cohesion) จิตสาธารณะ และจิตอาสา
วิจารณ์ พานิช
๒๔ เม.ย. ๖๑
ห้องรอขึ้นเครื่องบิน ที่สนามินดอนเมือง