สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นสิ่งแรกที่เราต้องทำคือการวางเป้าหมายของการลงทุนก่อนว่าเราต้องการผลตอบแทนแบบไหนนั้นคือผลลัพธ์ที่เราต้องการต่อจากนั้นเราจึงมาหาข้อมูลว่าเราจะทำอย่างไรใหเถึงจุดหมายนี้คือวิธีการตั้งธงเพื่อให้เราเดินทางไปถึงจุดหมายซึ่งต่างจากการดำเนินการทั่วไปคือการหาเส้นต่างมากมายเพื่อให้เราไปถึงจุดหมายซึ่งหลายครั้งจะทำให้นักลงทุนงงว่าเส้นทางที่ดำเนินทางอยู่นั้นไปถึงจุดหมายได้จริงไหม

        แน่นอนว่าเส้นทางต่างๆที่ถึงจุดมุ่งหมายมีมากมายซึ่งหลายท่านมีความคิดแตกต่างกันเรามามีแนวคิดสำหรับคนทั่วไปที่ผมได้สัมผัสมานะครับ

1.อยากมีเงินใช้ตอนเกษียณอายุแบบสบาย

2.ไม่อยากทำงานแต่ผลตอบแทนจากตลาดทุกๆวันเพียงพอกับการใช้ชีวิต

3.อยากมีชีวิติหรูหรา

4.อยากได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมจากรายได้ประจำ

5.อยากรวย เป็นต้น

          แนวคิดเหล่านี้คือเป้าหมายของแต่ละบุคคลซึ่งมีความต้องการแตกต่างกันและมีวิธีในการที่เดินทางไปสู่เป้าหมายต่างกัน ผมแชร์มุมมองในแต่ละแนวทางที่จะนำท่านไปสู่เป้าหมายด้วยวิธีต่างโดยมีเป้าหมายที่ต่างกัน

          หัวข้อที่1 อยากมีเงินใช้ตอนเกษียณอายุแบบสบาย  วัตถุประสงค์นี้ตามตัวเลยนะครับว่าหลังจากการเกาียณอายุแล้วเราจะต้องมีเงินเก็บมากพอและมีรายได้ที่เข้ามาเพื่อให้การดำรงชีวิตอยู่แบบไม่เดือดร้อน

         เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางที่คนอายุ30กว่าขึ้นไปจะคิดถึงในอนาคตโดยการสะสมเงินหรือสินทรัพย์อื่นๆเพื่อให้มีการดำรงชีวิตแบบสบายๆ

เงื่อนไขในการเดินทางไปถึงจุดหมาย 

        ผู้ลงทุนต้องศึกษาความรู้ผลิพภัณฑ์ทางการเงินได้แก่ กองทุนต่างๆ ตราสารหนี้รัฐ การศึกษาการวิเคราะห์ทางพื้นฐาน และการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจเพื่อให้สามารถเปลี่ยนการลงทุนได้อย่างเหมาะสม

        สิ่งแรกที่เราต้องทราบว่าเราหลังจากเกษียณเราต้องการเงินที่ต้องการใช้จำนวนเท่าไร จากจข้อมูล ณ ปัจจุบันอายุเฉลี่ย7ุ6.8เป็น 83.2ในปี 2583 อ้างอิงโพสทูเดย์ ( https://www.posttoday.com/social/general/611715) ดั้งนั้นตอนจากการประเมินการวางแผนการเงินเราต้องคำนวนให้เงินมีกินใช้ได้อีกอายุ85ปี

      ดั้งนั้นการวางทางการเงินหากเริ่มตั้งแต่อายุ30ปี ทำงานจนเกษียณอายุ จะอยู่ 55-60ปี  ระยะเวลาในการทำงานจะอยู่ที่25-30ปี และต้องเก็บเงินเพื่อให้ตนเองมีเงินใช้จ่ายอีก25-30ปีเช่นกัน  

        หากเราเกษียณอายุวันนี้เราจะต้องมีเงินเท่าไรดี   คำตอบคือ 25*12*15,000 =4,500,000บาท  มาจากเงินเดือนที่15000บาทเป็นระยะเวลา25ปี เมื่ออายุ60 

        แต่หากเกาียณที่อายุ55 เราควรมีเงินเท่าไร คำตอบคือ 30*12*15000 = 5,400,000 บาท  จะเห็นได้ว่าการเกษียณอายุเร็วขึ้นเราก็ต้องมีเงินมากขึ้นตามเช่นกัน
       ดังนั้นการทำงานก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะลดเงินที่เราใช้ในตอนเกษียณอายุเช่นกัน มาถึงประเด็นตรงนี้หลังจากสอบถามที่เกษียณอายุแล้วพบว่าการเกษีรณอายุแล้วหยุดทำงานเลยเราต้องใช้เงินมากมาย  การหางานทำพิเศษหลังการเกษียรณอายุก็เป็ยอีกทางหนึ่งที่ช่วยยึดระยะเวลาของการอยู่เฉยใช้แต่เงินเก่าไป แน่นอนว่าหากการทำงานหลังการเกษียณอายุจะทำให้มีรายรับเพิ่มและลดรายจ่ายลงแต่แน่นอนว่าการทำงานหลังหารเกษียรณน่าเป็นงานพาร์ทไทม์หรืองานอดิเรกที่สามารถสร้างรายได้แต่ระยะเวลาการทำงานก็ลดลงไม่ต้องทำถึง8ชั่วโมง เวลาที่เหมาะสมคือ4-5ชั่วโมงและข้อสำคัญคือที่ทำงานต้องไม่ไกลจากที่พักมากนั้น แต่เลือกอีกประการหนึ่งคือเปลี่ยนอาชีพเป็นนักธุรกิจหุ้นซึ่งเป็นการที่ซื้อขายหุ้นโดยเป้าประสงค์หลักคือการรักษาเงินในพอร์ตให้คงที่และได้ผลตอบเงินจากเงินปันปลรวมถึงส่วนต่างที่เกิดขึ้น

         แนวทางการปฎิบัติสำหรับหัวข้อนี้คือการลงทุนอย่างต่อเนื่องบนหุ้นหรือกองทุนระยะยาวที่เราสามารถเติมเงินเข้าไปเรื่อยโดยไม่เดือดร้อนวิธีนี้เราจะหลัก DCA (dollar-cost averaging) การลงทุนด้วยเงินเท่าๆกันในแต่ละช่วงเวลาเพื่อสะสมให้หุ้นหรือหน่วยกองทุนเพิ่มขึ้น ตลอดระยะเวลาจนเกษียณอายุเช่นการลงทุน เดือนละ1000ทุกๆเดือนหรือทุก5%เงินเดือน                  

         โดยเลือกลงทุนหุ้นพื้นฐานดีเช่น หลักทรัพย์จดทะเบียนอยู่ใน set50หรือset100 ที่มีการจดทะเบียนมาไม่ต่ำกว่าๅจปีและมีการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง 

          หากลงทุนในกองทุนเลือกกองทุนเข้าซื้อหุ้นในset50หรือset100แบบมีปันผลหรือไม่มีปันผลก็ได้นะครับ การเติบโตจะต่อเนื่องกันไป

          โดยการใช้เงินลงทุนเท่าๆกันในทุกเดือนเมื่อเรามีฐานเงินเดือนที่สูงขึ้นและภาระส่วนตัวน้อยลงก็นับเงินมาซื้อเพิ่มขึ้นได้โดยอาจจะเพิ่ม2กองหรือ3กอง แต่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือทุกคนต้องมีวินัยในการออมแต่หากเกิดเหตุคาดไม่ถึงไม่สามารถลงทุนในเดือนนั้นได้ก็ให้ผ่านไปนะครัยอย่างนำเงินมาทบเป็น2เท่ามันจะทำให้การบริหารนั้นเสียไปโดยการเพิ่มภาระให้กับเดือนปัจจุบันนะครับ

           การลงทุนแบบDCAเน้นที่เป้าหมายคือตอนปิดโครงการช่วงเกษียณจะได้รับเงินก้อนต่อไว้ใช้สอย ตามปกติแล้วการลงทุนแบบนี้ตามงานวิจัยมีผลว่าการลงทุนด้วยวิธีนี้ในระยะเวลา30ปีจะสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ลงทุนมีเงินใช้จ่ายไปได้ตลอดชีวิต จากค่าครองชีพ ณ วันเกษียณซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีใครถอนเงินออกไปทั้งหมดแต่จะนำเงินออกมาใช้เป็นรายปีและบริหารความเสี่ยงควบคู่กันไปครับ