คณะสงฆ์ในศาสนาพุทธ 2

เขียนโดย... Christmas  Humphreys

แปลโดย...อุทัย  เอกสะพัง

ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มผู้สอนศาสนาพุทธครั้งแรก ( The  First  Missionaries )

    ในจำนวนผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใสในศาสนาพุทธที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วและการตัดสินใจของพระพุทธองค์ที่จะประกาศธรรมะต่อมวลมนุษยชาติก็เริ่มต้นขึ้น  พระพุทธเจ้าทรงส่งพระสาวกทั้งหลายออกไปประกาศศาสนาพุทธสู่โลกกว้างพร้อมคำแนะนำที่มีชื่อเสียงมากว่าโอ้  ภิกษุทั้งหลาย (Bhikkhus)  พวกเธอทั้งหลายจงเดินทางไปประกาศพุทธธรรมเถิด ในการเดินทางไปของเธอทั้งหลายเพื่อผลประโยชน์ของคนจำนวนมาก เพื่อความสุขสำราญของคนมากมายจากความเมตตาธรรมค้ำจุนต่อโลกและเพื่อสวัสดิการผลประโยชน์ความสุขของเทพเจ้า (เทวดา - เทพเจ้า - ซึ่งวิวัฒนาการคู่ขนานกับมนุษยชาติ) – และมนุษยชาติ  ในการไปประกาศพุทธธรรมอย่างนี้  อย่าไปในเส้นทางเดียวกันสองคนจงไปผู้เดียวเที่ยวไปเถิด(Go  not  any  two  together.)

         โอ้  ภิกษุทั้งหลาย ( Bhikkhus) ขอให้เป็นผู้ประกาศพุทธธรรมที่งดงามอย่างดีในช่วงแรกของการประกาศ  งดงามอย่างดีในท่ามกลางและงดงามอย่างดีในตอนจบเถิด  ด้วยจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของเหล่าพุทธสาวกทำให้สามารถสั่งสอนพุทธธรรมให้เขารู้ถึงชีวิตที่สมบูรณ์และบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์  ด้วยสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ มีแต่ความหลงใหลมายาภาพในดวงตาของพวกเขา ที่จะนำพาพวกเขาพินาศผ่านการไม่ได้ยินธรรมะ  ในการสอนพุทธธรรมนั้นจะมีบางคนที่จะเข้าใจ

        ยิ่งกว่านั้นพระพุทธองค์ทรงให้ที่นั่นผู้สอนศาสนาคนแรกของพระพุทธองค์มีอำนาจในการกำหนดผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใสในคำสอนของพวกเขาในสูตรง่าย ๆ บางอย่างซึ่งในรูปแบบสุดท้ายนั้นยังคงถูกกระทำซ้ำ ๆโดยมีผู้เลื่อมใสในคำสอนเฝ้าติดตามนับล้านของเขาว่า:

ฉันใช้ที่หลบภัยชีวิตอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า  ฉันใช้ที่หลบภัยของฉันในธรรมะ (การสอน)และ ฉันใช้ที่หลบภัยของฉันในคณะสงฆ์ 

        แม้พระพุทธเจ้าเองก็จะกลับไปที่อุรุเวลาเสนานิคมเพื่ออยู่พักจำพรรษาในช่วงฤดูฝนนี้ (The  Buddha  himself  returned  to  Uruvela  to  keep  the  rainy  season  of  Vassa.)  ระหว่างที่พระพุทธองค์ทรงแสดงอัจฉริยะภาพอยู่นั้นเพื่ออุปมาที่เหมาะเจาะและเป็นธรรมชาติซึ่งครูคนต่อ ๆ มาได้นำไปใช้ในปาเลสไตน์

        ในระหว่างทางเดินไปนั้นพระพุทธองค์ทรงเสด็จผ่านกลุ่มของชายหนุ่มสามสิบคนซึ่งกำลังไปปิกนิกกับภรรยาของพวกเขา  และหนึ่งในนั้นไม่มีภรรยาแต่พาผู้หญิงโสเภณีคนหนึ่งไปกับคณะด้วยและเธอคนนั้นได้ขโมยทรัพย์สินของพวกเขาและหลบหนีไป  มีชายหนุ่มคนหนึ่งถามพระพุทธเจ้าว่าท่านสมณะเห็นผู้หญิงเช่นนี้หรือไม่  แต่คำตอบจากพระพุทธเจ้าทำนองว่า  อะไรจะดีกว่ากันที่คุณจะแสวงหาผู้หญิงหรือคุณจะค้นหาตัวตนของคุณเอง..? นี่เป็นครั้งแรกที่มีการกล่าวถึงตนเองว่าแตกต่างจากหลักคำสอนของหลักอนัตตา

        ที่ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมนั้น  (Uruvela) พระพุทธเจ้าทรงพบกลุ่มผู้มีความเชื่อในลัทธิบูชาไฟพวกเขาทั้งหลายต่างผู้มุ่งหน้าสู่สำนักของมหากัสสปะ ( Kassapa) เพื่อฟังคำสั่งสอนของเขา เขาเทศนาบูชาไฟ ( Fire-Sermon) ซึ่งเป็นลัทธิบูชาไฟที่โด่งดังของเขานั้น

ด้วยทุกสิ่งกล่าวว่าพระพุทธเจ้าอยู่ในไฟ; ตาอยู่บนไฟ, รูปแบบไฟไหม้, สติสัมปชัญญะอยู่ในไฟ; ความประทับใจที่ได้รับจากดวงตานั้นติดไฟและความรู้สึกใด ๆก็ตามที่เกิดขึ้นจากความประทับใจที่ได้รับจากดวงตานั้นก็เหมือนกับไฟนั้น  แล้วอะไรคือสิ่งที่ไฟไหม้?ด้วยไฟแห่งตัณหาด้วยไฟแห่งความโกรธและด้วยภาพลวงตาด้วยสิ่งเหล่านี้คือไฟและด้วยความรู้สึกอื่น ๆ และด้วยใจ

        ดังนั้นปราชญ์ทั้งหลายคิดตั้งใจให้รังเกียจสิ่งที่เป็นความรู้สึกและถูกเบือนหน้าหนีจากความต้องการในเรื่องของความรู้สึกเขาจึงกำจัดสาเหตุแห่งความทุกข์ออกจากใจนั้น

โดยคำเทศนาของพระพุทธองค์ทำนองนี้ทำให้เจ้าสำนัก ( Kassapa) และผู้ติดตามทั้งหมดของเขายอมรับนับถือในคำสอนของพระพุทธองค์และทูลขอบวชตามจึงกลายเป็นพระสาวกของพระตถาคต (Tathagata) นั้น.(By  this  sermon,  Kassapa  and  all  his  followers  became  disciples  of  the  Tathagata.)

................................

ขอขอบคุณเจ้าของความคิดนี้  ด้วยความปรารถนาดี.