ชีวิตของพระพุทธเจ้า 7
เขียนโดย... Christmas Humphreys
แปลโดย...อุทัย เอกสะพัง
ว่าด้วยเรื่องการเสียสละอันยิ่งใหญ่ ( The Great Renunciation )
เรื่องราวบอกว่าทั้ง ๆ ที่พระเจ้าสุทโธทนะของเจ้าชายสิทธัตถะได้พยายามเก็บความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับความทุกข์ทางโลกให้ออกห่างจากสายตาของพระกุมารน้อย แต่เจ้าชายน้อยก็พยายามค้นหาความรู้ความเข้าใจได้ให้คนขับรถม้าออกจากวังไปเห็นชายชราเห็นคนป่วยแล้วคนตายบ้างและ เมื่อเห็นแต่ละคนอย่างนั้นก็ได้สอบถามคนขับรถม้าของพระองค์ถึงความหมายของสิ่งต่าง ๆ ที่เจ้าชายน้อยเห็นนั้น
จากนั้นเจ้าชายน้อยทรงเห็นนักบวชหรือพระฤาษีที่โกนศีรษะและสวมใส่เสื้อคลุมสีเหลืองขาดรุ่งริ่งกำลังเดินผ่านไปอยู่ เมื่อสอบถามกับพลขับได้ความว่า ด้วยสิ่งนี้เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาแล้ว นี่คือผู้ควบคุมรถม้ากล่าวกับเจ้าชายน้อยและจิตใจของเจ้าชายน้อยก็มีแต่ความวิตกกังวลทันทีว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลของการเกิดทั้งสิ้น นักบวชเป็นคนแบบนี้และบอกว่าอย่างนี้เป็นคนที่ออกไปสู่ชีวิตที่ไร้บ้าน (อนาคาริก )จากนั้นเจ้าชายน้อยทรงคิดติดตามวิถีชีวิตของนักบวชถือว่าเป็นหนึ่งในข้อที่เจ้าชายน้อยทรงสนใจมากที่สุด เมื่อเจ้าชายน้อยกลับไปที่วังแล้วได้ไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งในเรื่องที่ผ่านพบนั้นและในค่ำคืนนั้นในขณะที่บรรดาสาว ๆ ที่มีความสุขกับนอนหลับอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมที่ห้องโถงใหญ่ เจ้าชายน้อยก็แยกตัวออกจากความสุขที่น่ายินดีในกามตัณหานั้นและในเวลาเดียวกันนั้นเปลวไฟแห่งความเมตตายินดีในการออกบวชเป็นเหมือนคนไร้บ้านสุกงอมในจิตใจของพระองค์แล้ว
ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่เกิดขึ้นภายในจิตใจเป็นครั้งแรก แต่ขณะนี้มีผลกระทบที่รุนแรงที่สุดโดยเจ้าชายน้อยมีความรู้สึกถึงการเรียกร้องในเชิงบวกที่จะไม่เพียงแต่การช่วยตัวเองให้พ้นไปจากความทุกข์นี้เท่านั้น แต่หากเพื่อมวลมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิดขึ้นมาในโลกแห่งความทุกข์ทรมานนี้ด้วย ดังนั้นเจ้าชายน้อยจึงกล่าวคำอำลากับภรรยาและเด็กทารกที่กำลังหลับไหลอยู่นั้นและในความเงียบสงัดของคืนนั้นเอง
เจ้าชายน้อยก็ออกจากวังไปพร้อมกับพลขับชื่อนายฉันนะ (Channa) ผู้ขับรถม้าของพระองค์และม้าป่าของพระองค์ชื่อว่ากัณฑกะ ( Kanthaka ) เมื่อเจ้าชายน้อยออกไปพ้นเขตแดนเมืองของพระองค์แล้วทรงลงมาที่ขอบชายป่าแล้วทรงใช้ดาบตัดมวยผมที่ยาวสีดำของพระองค์แล้วส่งมวยผมนั้นให้ด้วยมือของนายฉันนะเพื่อนำกลับไปที่วังเพื่อแจ้งข่าวสารของพระองค์
ต่อมาเจ้าชายน้อยได้แลกเปลี่ยนอาภรณ์ของเจ้าชายกับคนขอทานเมื่อนุ่งห่มแล้วก็ออกเดินทางไปสู่ชีวิตของคนไร้บ้านอยู่เพียงลำพัง จุดประสงค์ของการค้นหาของนักบวชสิทธัตถะนั้นชัดเจนถึงความอยากดับความอยากเห็นแก่ตัวอันเป็นสาเหตุของความทุกข์ในชีวิตนี้และการดับวงล้อแห่งการเกิดใหม่
ว่ากันว่านักบวชสิทธัตถะเพิ่งได้ยินเสียงหญิงสาวคนหนึ่งร้องเพลงเมื่อเธอตกหลุมรักกับความงามของเขาในขณะที่เขาเดินผ่านเธอไปว่า: หากท่านผู้นี้ ( สิทธัตถะ ) ใครได้เอาไปเป็นสามีก็จะมีความสุขตลอดกาล คือเป็นความสุขของแม่ เป็นความสุขของพ่อ เป็นความสุขของภรรยา...
แต่อะไรคือสิ่งที่ดับไฟแห่งกิเลสทำให้หัวใจมีความสุขตลอดไปละ เพราะเนื้อหนังมังสานับวันจะเปลี่ยนแปลงคือจะแก่แล้วและจะตายในที่สุด นักบวชสิทธถะได้ตระหนักว่าสิ่งนั้นล้วนเป็นความปรารถนาและความปรารถนาในทุกรูปแบบของการดับสนิทต้องเป็นจุดจบของความทุกข์ทั้งปวงนั้นคือการเข้าถึงพระนิพพานซึ่งตอนนั้นนักบวชสิทธัตถะมีอายุยี่สิบเก้าปี.
ต่อมานักบวชสิทธัตถะได้ไปเยี่ยมอาจารย์อาลาระดาบสกาลามะโคตร ( Alara Kalama ) เป็นอาจารย์คนแรกนี้ถือว่าเป็นนักปราชญ์ผู้โด่งดังและได้ศึกษากับเขา แต่นักบวชสิทธัตถะก็ไม่พบคำตอบใด ๆ ที่จะถูกใจของพระองค์เลย
ดังนั้นนักบวชสิทธัตถะจึงไปที่สำนักอาจารย์อีกท่านหนึ่งชื่อว่า อุทกะดาบส ( Uddaka ) ซึ่งถือว่าเป็นนักปราชญ์อีกท่านหนึ่งและก็ไม่ได้รับคำตอบอีกเช่นเดียวกัน ต่อมานักบวชสิทธัตถะได้เดินทางผ่านดินแดนเมืองมคธะเพื่อไปยังเมืองอูรูเวลาเสนานิคมและได้นั่งพักลงที่ใต้โคนต้นไม้เพื่อค้นหาการรู้แจ้ง
นักบวชสิทธัตถะได้พยายามบำเพ็ญเพียรทำสมาธิเป็นเวลานานถึงหกปีด้วยการฝึกฝนอบรมตนด้วยความเข้มงวดทางร่างกายจนหมดสติเกือบสิ้นลมหายใจไปหลายครั้งและ นักบวชสิทธัตถะได้เอาชนะความกลัว และสามารถเอาชนะทำให้ตัณหาของเนื้อหนังสงบลง พระองค์ได้พัฒนาและควบคุมภาวะทางจิตใจของพระองค์ แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังไม่พบหนทางแห่งการตรัสรู้ได้
ในที่สุดพระองค์ก็ทรงตระหนักว่าทางนี้ไม่สามารถพบความจริงได้ในความเข้มงวดหรือการทรมานร่างกายจะตายเปล่า ๆ นักบวชสิทธัตถะจึงทรงตัดสินใจที่จะกลับมาทานอาหารอีกครั้งหนึ่งและบรรดานักพรตทั้งห้าคนที่คอยรับใช้ใกล้ชิดพระองค์ ( โกณฑัญญะ, วัปปะ, ภัททิยะ, มหานามะ และ อัสสชิ )ที่อาศัยอยู่กับพระองค์ก็ออกจากพระองค์ไปด้วยความรังเกียจว่า( บัดนี้อาจารย์ของเราหันมาบริโภคกามคุณอีกแล้วการจะมุ่งไปสู่พระนิพพานคงไปไม่ถึงแน่ )
ในเช้าวันใหม่นักบวชสิทธัตถะได้ยอมรับอาหารชามหนึ่งจากหญิงสาวคนหนึ่งชื่อสุชาดา แล้วทรงทานอาหารเหล่านั้นและทรงอาบน้ำชำระร่างกายแล้วกลับมานั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิที่โคนของต้นไม้ทำใจมุ่งมั่นที่จะบรรลุผลโดยไม่ล่าช้าในการตรัสรู้สัจธรรม
และในคืนวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงของเดือนวิสาขมาศหรือในเดือนพฤษภาคมในขณะที่นักบวชสิทธัตถะมีพระชนมายุได้สามสิบห้าปีก็ได้ตรัสรู้คือสำเร็จเป็นพระอรหันต์กลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่บัดนั้น.
................................
ขอขอบคุณเจ้าของความคิดนี้ ด้วยความปรารถนาดี.