การจัดการความรู้กับวิชาชีพครูKnowledge Management and Professional Teacherความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้
ความรู้เป็นเรื่องสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดการความรู้ เพราะความรู้มีการจำแนกและแบ่งเป็นประเภทได้ และความหมายของความรู้จะบ่งบอกถึงที่มาของความรู้ ดังนั้นก่อนที่จะจัดการกับความรู้ที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย และความรู้ที่มีอยู่ในตัวคนจำเป็นต้องมีการศึกษาทำความเข้าใจว่ารู้อะไร(Know what) รู้อย่างไร (Know how) รู้ไปทำไม (Know why)เพื่อจะนำไปสู่การจัดการความรู้ ที่ดีอย่างเป็นระบบ จึงจำเป็นที่ผู้เขียนจะนำเสนอหัวข้อเกี่ยวกับความรู้ (Knowledge) เพื่อความเข้าใจเบื้องต้นตามหัวข้อ ลำดับดังนี้ ความหมายของความรู้ ความรู้ คือ สิ่งที่เมื่อนำไปใช้ จะไม่หมดหรือสึกหรอ แต่จะยิ่งงอกเงยหรืองอกงามขึ้น ความรู้คือ สารสนเทศที่นำไปสู่การปฏิบัติ ความรู้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริบทและกระตุ้นให้เกิดขึ้นโดยความต้องการ (วิจารณ์ พานิช, 2548 ก ) ในความหมายของ Amrit Tawana (2000) ให้ความหมายว่า ความรู้เป็นสิ่งที่เกิดจากประสบการณ์ , คุณค่าข้อมูลสารสนเทศที่มีอยู่ , ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจถ่องแท้ และการหยั่งรู้ มีฝังลึกอยู่ในตัวคน และอยู่ในลักษณะที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ และมีกระบวนการการทำงานที่ชัดเจน แต่ความรู้ ในความหมายของ Peter M. Senge (1995) คือ ความรู้คือ อำนาจ (Knowledge is Power) ซึ่งการเรียนรู้สำคัญเกินกว่าที่จะละทิ้ง ให้ปล่อยโอกาสให้เสียไป (Learning is too important to leave to chance) ในเชิงพุทธศาสตร์ (วรภัทร์ ภู่เจริญ, 2547) แบ่งความรู้เป็นแบบปริยัติ แบบปฏิบัติ และแบบปฏิเวธ ขยายความได้ว่า ปริยัติ คือ รู้ในสมอง ไม่ได้ลงมือทำ รู้แบบเป็นเอกสารอ้างอิง ปฏิบัติคือ รู้แบบลงมือทำ ทำได้ แต่อธิบายออกมาเป็นปริยัติไม่ได้ เขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรให้เข้าใจไม่ได้ แต่ลงมือปฏิบัติเอง จึงจะรู้และเข้าใจ ปฏิเวธ คือ บรรลุแล้ว เข้าใจถ่องแท้แล้ว เป็น Guru เป็นผู้เชี่ยวชาญ สามารถสร้างองค์ความรู้แบบต่อยอดได้ หมดความสงสัยแล้ว ดังนั้นในยุคแรกๆของการพัฒนาศาสตร์ด้านการจัดการความรู้ มองว่าความรู้มาจากการจัดระบบและตีความสารสนเทศตามบริบท และสารสนเทศได้มาจากการประมวลข้อมูล ความรู้จะไม่มีประโยชน์ถ้าไม่นำไปสู่การกระทำหรือการตัดสินใจ แสดงให้เห็นว่าการนำความรู้ของมนุษย์ไปสู่การกระทำ โดยได้มาจากข้อมูลและสารสนเทศแล้วนำไปปฎิบัติ จึงเป็นการเพิ่มคุณค่าหรือมูลค่าให้เกิดขึ้นเป็นพลวัต ไม่หยุดนิ่งซึ่งมนุษย์แตกต่างจากเครื่องจักร ส่วน Edward Sallis and Gary Jones (2002) ให้ทัศนะถึง ความรู้คือ การบูรณาการในส่วนของกระบวนการเรียนรู้ที่ซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ ความรู้เป็นกุญแจแห่งการเข้าถึงความเป็นองค์การที่สร้างและเพิ่มคุณค่าเพื่อผลผลิตขององค์การและบริการขององค์การ ประกอบด้วยความหยั่งรู้(In Sight)และความเข้าใจในการให้ความหมายของสารสนเทศและข้อมูลที่มีการจัดวางในองค์การ ความรู้เริ่มต้นในหัวใจของสาระวิชาความรู้และการประเมินและตีความตามกรอบแนวคิดที่ได้ให้ไว้โดยประสบการณ์ (Experience), คุณค่า ( Value), วัฒนธรรม (Culture) และ การเรียนรู้(Learning) ในบริบทขององค์การ, ความรู้จะอยู่ในลักษณะรูปแบบเอกสาร รวมทั้งกระบวนการ(Process) และแนวดำเนินการ(Procedure) ซึ่งสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ นอกจากนี้ Dave Snowden (2003) ได้ให้ความหมายของความรู้ว่า ความรู้เป็นวิธีการที่ใช้การบอกกล่าว (Inform) ด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่การสั่งการของผู้บังคับบัญชาชั้นสูงโดยเริ่มที่ข้อมูล สารสนเทศ ความรู้ และภูมิปัญญา อธิบายได้ว่า ความรู้เกิดจากการรับข้อมูลของบุคคลและมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์จนกลายเป็นสารสนเทศเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานและการตัดสินใจ เมื่อผ่าน การลงมือกระทำหรือนำสารสนเทศไปใช้มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เกิดประสบการณ์จึงกลายเป็นความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวบุคคล เมื่อมีการลงมือกระทำบ่อยๆ ความรู้ที่สะสมอยู่ในตัวจึงกลายเป็นปัญญาและทำนองเดียวกันในด้านหนึ่ง เมือรับข้อมูลมาแล้วเพื่อให้เกิดการเข้าใจง่ายก็แปลงข้อมูลเป็นสารสนเทศและเป็นองค์ความรู้ในรูปแบบต่างๆที่ปรากฏเห็นทั่วไปและผ่านการสะสมประสบการณ์จึงกลายเป็นปัญญาในที่สุด และสอดคล้องกับนักวิชาการที่ให้ทัศนะว่า ความรู้เป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่าสารสนเทศ และนอกจากนี้ Dixon (2000) ได้ให้ความหมายไว้ก่อนนี้ว่า ความรู้เป็นแนวคิดของบุคคลในการเชื่อมโยงสารสนเทศกับการนำไปใช้ในสถานการณ์หนึ่งๆ นอกจากนี้นักวิชาการของไทยได้ให้ความหมายของความรู้เช่นเดียวกัน ได้แก่ ประศักดิ์ หอมสนิท และอรจรีย์ ณ ตะกั่วทุ่ง (2548)ที่ให้ทัศนะว่า ความรู้คือสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ จากประสบการณ์ จากความคิดที่บูรณาการ ขึ้นจากข้อมูลจากปัญหา หรือโดยการนำเอาข้อมูลข่าวสารมาคิดวิเคราะห์ แล้วนำไปใช้การตัดสินใจในการดำรงชีวิตและในการทำงาน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายว่า ความรู้คือสิ่งที่สั่งสมมาจาก การศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะความเข้าใจหรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิดหรือการปฏิบัติ องค์วิชาในแต่ละสาขา เมื่อพิจารณาการเกิดความรู้ตามความหมายดังกล่าว เห็นได้ว่าความรู้เกิดขึ้นจากการสั่งสมข้อมูลผ่านการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ผ่านการจัดกระทำเป็นสารสนเทศ “ ข้อมูล ” หมายถึง ข้อเท็จจริง ข้อมูลดิบ (Raw data) หรือตัวเลขต่างๆที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ หรือบันทึกไว้แต่ยังไม่ได้ผ่านการแปลความหรือ ตีความ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจและเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ต่อไป อาจเป็นการตรวจสอบสภาพปัจจุบันที่ผ่านมาหรือตรวจสอบปัญหาจากการทำงาน บางหน่วยงานใช้ข้อมูลเพื่อเก็บรวบรวมทางสถิติ ความหมายอีกนัยหนึ่งของข้อมูล คือสิ่งที่ได้จากการฟัง การอ่าน การพูด การรับรู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ฟังว่าจะรับข้อมูลได้มากน้อยเท่าใด และขึ้นอยู่กับการฝึกปฏิบัติของบุคคลที่จะสามารถรับข้อมูลได้ “ สารสนเทศ ” หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรอง การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ โดยมีการแปลงเป็นรูปของการบันทึกให้เข้าใจมากขึ้น ง่ายต่อการเข้าใจมองเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการและการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น เกิดความมั่นใจในการใช้ข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่จะแปลงในรูปของสถิติต่างๆ หรือเป็นข้อสรุปของข้อมูล “ ความรู้ ” หมายถึง สารสนเทศที่ผ่านกรบวนการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และผ่านกระบวนการลงมือปฏิบัติ(Action) เกิดการคิด การเรียบเรียง การเปรียบเทียบ การเชื่อมโยงกับความรู้อื่นๆ หรือประสบการณ์อื่นๆที่มีอยู่ จนเกิดเป็นความเข้าใจ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เกิดการจดจำ และการระลึกได้ และมีการแปลงสภาพเป็นองค์ความรู้ที่พร้อมจะนำไปใช้ในงานของตนได้ และช่วยในการตัดสินใจได้รวดเร็ว ถูกต้องและมั่นใจยิ่งขึ้น สามารถนำไปใช้ในการวางแผนและการแก้ไขปัญหาได้ “ ปัญญา ” หมายถึง ความรู้ที่ผ่านการปฏิบัติอยู่บ่อยๆ ซ้ำๆ และการประยุกต์ใช้ความรู้จนเกิดความเข้าใจและมีความชำนาญมากขึ้น จนกลายเป็นปัญญาและเป็นภูมิปัญญาในที่สุด ซึ่งจะทำให้เกิดความเฉลียวฉลาดมีปฏิภาณไหวพริบต่อไป จึงกล่าวได้ว่าความรู้ คือสินทรัพย์ทางปัญญาเกิดจากการที่มีข้อมูล แล้วนำมาพัฒนาเป็นสารสนเทศ เกิดการเรียนรู้เป็นความรู้และเมื่อนำไปปฏิบัติจะเกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นจนกลายภูมิปัญญา ซึ่งมีอยู่ในตัวของมนุษย์