ครูเพื่อศิษย์ สอนสู่รู้เชื่อมโยง ๙. บทส่งท้าย … ฝันใหญ่ เพื่อ transform การศึกษาไทย


  บันทึกชุด ครูเพื่อศิษย์ สอนสู่รู้เชื่อมโยง ตีความ (ไม่ใช่แปล) และจินตนาการต่อเนื่อง    จากหนังสือ Visible Learning for Literacy, Grades K-12 : Implementing the Practices That Work Best to Accelerate Student Learning (2016)    เขียนโดย Douglas Fisher, Nancy Frey, และ John Hattie    ซึ่งเป็นหนังสือที่นำเอาหลักการ Visible Learning ที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องโดย John Hattie ในช่วงเวลาเกือบ ๔๐ ปี สู่ภาคปฏิบัติ   

บันทึกชุดนี้ต้องการสื่อความและสื่อวิธีการเรียนรู้ที่ประจักษ์ชัดในสองมุม    คือมุมนักเรียนที่เรียนอย่างชัดเจนในเป้าหมาย  ในความก้าวหน้าของตน ทั้งในการเรียนวิชาและวิธีเรียน    และมุมของครู ที่สอนอย่างประจักษ์ในผลที่เกิดขึ้นต่อนักเรียน  และโดยใช้การกระตุ้นสายตาของนักเรียนด้วยเป้าหมายการเรียน    เพื่อช่วยให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา   

บันทึกที่ ๙ บทส่งท้าย นี้ เป็นข้อเขียนจากการใคร่ครวญสะท้อนคิด และจินตนาการ ของผมเอง    เพื่อเสนอแนะว่าวงการครูและโรงเรียนไทย ควรมีวิธีใช้ประโยชน์จากสาระและหลักการในหนังสือเล่มนี้อย่างไร   

ผมเกิดความคิดว่า  ควรใช้หนังสือเล่มนี้เป็นเครื่องมือกระตุ้นให้ครูไทยร่วมกันเป็น “ผู้กระทำการ” (agent)    สร้างสรรค์วิธีการที่ใช้ได้ผลในบริบทชั้นเรียนและโรงเรียนที่ตนทำงานอยู่    ตามแนวทาง Visible Learning   และการเรียนรู้ ๓ ระดับ ในหนังสือเล่มนี้    เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย    และเพื่อร่วมกันฟื้นเกียรติภูมิของวิชาชีพครูไทย    โดยใช้หลักการ High Expectation, High Support

กระบวนการตามจินตนาการนี้ เป็นการดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการ    โรงเรียนและครู (รวมทั้งศีกษานิเทศ) ที่เข้าร่วมเป็น “ผู้กระทำ” (agent)  ฝึกหัด     ในลักษณะของ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” (change agent) ฝึกหัด    ที่ฝึกกันเองจากการปฏิบัติจริง    โดยใช้หลักการและวิธีการในหนังสือ ครูเพื่อศิษย์ สอนสู่รู้เชื่อมโยง เล่มนี้     แล้วนำประสบการณ์และผลที่เกิดขึ้น มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน    เป็น “วง PLC ครูเพื่อศิษย์ สอนสู่รู้เชื่อมโยง”  ที่เป็น “virtual PLC”    คือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันผ่าน cyber space  โดยมีการจัดระบบสนับสนุน    โดยมีเป้าหมายใหญ่คือ ขยายอุดมการณ์และวิธีการนี้ ออกไปครอบคลุมระบบการศึกษาไทยในภาพรวม ... ระบบการศึกษาที่ยึดผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนเป็นเป้าหมายหลัก     มีหลักฐานแจ้งชัดว่า บรรลุผลนั้น     

ระบบสนับสนุน มีได้หลากหลายแบบ  หลากหลายระดับ    ระดับที่เล็กที่สุดคือระดับโรงเรียน    โดยครูจำนวนหนึ่งรวมตัวกันอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วร่วมกันตีความเข้าสู่การทำงานในบริบทของตน     ตกลงกันว่าในเทอมที่กำลังสอนอยู่จะร่วมกันประยุกต์ใช้หลักการและวิธีการส่วนไหน  วัดผลอย่างไร     แล้วนำประสบการณ์และผลมาปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างสม่ำเสมอ ทุกสัปดาห์     โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ    ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนดีขึ้น    และไม่ปล่อยให้นักเรียนคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง     ในระดับนี้ จะเป็นวง PLC แบบพบหน้ากันเท่านั้น  หรือเสริมโดย virtual PLC ก็ได้     โดยระบบไอทีที่ใช้ง่ายที่สุดคือวง FaceBook Group  หรือ Line Group    จะยิ่งมีพลัง หากครูใหญ่เข้าร่วมวงด้วย เพื่อหาทางสนับสนุน ตามความเหมาะสม     โดยขอย้ำว่า ต้องเป็นวงที่ครูสมัครใจเข้าเป็นสมาชิกของวง    ไม่มีการบังคับ    

ระดับที่ใหญ่ขึ้นคือ ระดับเขตการศึกษา  หรือระดับจังหวัดที่เป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาก็ได้ ไม่เป็นก็ได้     ซึ่งจะต้องมีผู้ริเริ่ม และมี “แม่ยก” หรือ “พ่อยก”  ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า sponsor    ให้ทรัพยากรสนับสนุนตามความจำเป็น    และที่สำคัญ ต้องมีกลุ่มครูแกนนำ เป็นผู้ก่อการและดำเนินการ    สมาชิกเข้ามาโดยความสมัครใจ    ไม่มีการบังคับ    แต่มีเงื่อนไขว่า จะรับเข้าเป็นสมาชิกก็ต่อเมื่อได้อ่านต้นฉบับหนังสือเล่มนี้ แล้วเขียนใบสมัครโดยบอกว่าตนเองต้องการทำอะไร วัดความสำเร็จได้อย่างไร    ทีมแกนนำเป็นผู้ประเมินและตอบรับหรือปฏิเสธการรับเข้าเป็นสมาชิก   หรือวงไหนจะใช้วิธีเปิดรับโดยไม่ต้องสมัครและคัดเลือกก็ได้  แล้วแต่จะตกลงกัน

ในระดับที่ใหญ่ขนาดนี้  ระบบสารสนเทศสนับสนุนกิจกรรมมีความสำคัญ     ทีมแกนนำและพ่อยกแม่ยกต้องร่วมกันคิดว่าจะใช้ information platform แบบไหน ในการสนับสนุนกิจกรรม   

ระดับใหญ่ที่สุด คือ ระดับประเทศ  ก็เช่นเดียวกัน ดำเนินการแบบไม่เป็นทางการ  พ่อยกที่ผมเล็งไว้คือ กสศ. (สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา)    เพราะวิธีการที่เสนอในหนังสือ ครูเพื่อศิษย์ สอนสู่รู้เชื่อมโยงเล่มนี้    หากดำเนินการได้ผลจริง  จะนำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษาในมิติหนึ่ง     โดยทีมแกนนำที่ผมคิด น่าจะเป็นทีมครูใหญ่หรือผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน ๕ - ๑๐ คน    ที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว “ของขึ้น” ต้องการลุกขึ้นมารวมตัวกันจัดระบบและยุทธศาสตร์ดำเนินการ

Platform การดำเนินการ ไม่ว่าระดับใด    ใช้หลักการร่วมกันตั้งเป้าให้ชัด ในระดับมองเห็นได้ (visible)    ตกลงมาตรการที่จะใช้ร่วมกัน แต่แยกกันทำ    ตกลงเกณฑ์และวิธีการวัดผลที่ชัดเจน    แล้วมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และวิธีการกันเป็นระยะๆ   อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง 

คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ บางคณะ อาจเข้าร่วมแจม    ย้ำว่าเข้าร่วมแจม  ไม่ใช่เป็นเจ้าของกระบวนการ     เพราะเราต้องการให้ขบวนการดำเนินการตามหนังสือเล่มนี้ เป็นขบวนการระดับปฏิบัติ     ระดับ “ครูเพื่อศิษย์” เป็นแกนนำ  หรือเป็น change agent    บทบาทสำคัญของสำนักผลิตครูคือ นำนักศึกษาครูเข้าไปร่วมกระบวนการและขบวนการนี้    เพื่อให้เมื่อเขาจบออกไปเป็นครู  จะได้ออกไปร่วมเป็นแกนนำสร้าง transformation ให้แก่ระบบการศึกษาไทย    โดยใช้หลักการและวิธีการในหนังสือ ครูเพื่อศิษย์ สอนสู่รู้เชื่อมโยง นี้ เป็นเครื่องมือหนึ่ง  

กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อาจเข้าไปสนับสนุนเชิงนโยบาย  และจัดทรัพยากรให้ตามความจำเป็น    โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายพัฒนาครูโดยเน้นวิธีการที่ครูรวมตัวกันพัฒนาตนเองจากการทำงาน ตามที่เสนอแนะในหนังสือเล่มนี้    และเข้าไปยกย่อง ให้รางวัล กลุ่มครู หรือโรงเรียน ที่ดำเนินการยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนได้จริง มีหลักฐาน Effect Size ยืนยัน   

ย้ำว่า ฝ่ายที่เป็นทางการและมีอำนาจ คือกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. ต้องไม่เข้าไปทำลายขบวนการนี้ โดยเข้าไปสั่งการ    

ผมเชื่อว่า จะเกิดมิติใหม่ขึ้นในวงการศึกษาไทย    มิติที่นักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข  บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้    ไม่มีนักเรียนคนใดถูกทอดทิ้ง    มิติที่ครูทำงานอย่างมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ในชีวิต ... ครูเพื่อศิษย์     มีปิติสุขจากผลงาน และได้ใช้ผลงานที่แท้นี้ในการเลื่อนวิทยะฐานะ  เป็นชีวิตครูที่มีความสุข 

เกิดการฟื้นคุณภาพของระบบการศึกษาไทย    ที่เกิดจากมาตรการที่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่างรวมตัวกันพัฒนาขึ้นเอง     โดยระดับบนให้การสนับสนุน    ระบบการศึกษาไทยจะเป็นระบบที่เรียนรู้    มีการเรียนรู้ต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง    โดยมีเป้าหมายคือ ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน        

วิจารณ์ พานิช

๑ ม.ค. ๖๓


   

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)