ดังนั้นเส้นแบ่งจึงอาจแยกเป็นอยู่ภายใต้ ๒ เงื่อนไข

  ในโอกาสนี้ผมจะขอเสนอแนวทางในการแบ่งว่าอะไรคืออะไร ที่สามารถแบ่งประเภทความรู้ เพื่อลดความสับสนในการสื่อสาร และไม่มีเจตนาที่จะว่าใคร หรืทำให้ใครต้องออกนอกทางของตัวเอง

จากที่ผมนำเสนอความรู้ทั้งสองแบบว่ามีลักษณะแตกต่างกันนั้นเพื่อให้มองง่ายขึ้น

 ผมขอเสนอเส้นแบ่งให้ง่ายต่อความเข้าใจและวิพากษ์ต่อไปได้

ก่อนอื่น เพื่อให้พิจารณาอย่างง่ายๆ แทนการใช้กล้องดิจิตอล ผมขอใช้อาหารที่ทุกคนคุ้นเคย เป็นตัวอย่างในการจำแนกความรู้ฝังลึกอย่างหนึ่งที่น่าจะสื่อกันง่ายที่สุดก็คือ

ความรู้ว่ารสชาติและกลิ่นของพริกแต่ละชนิดที่เหมาะจะทำกับข้าวแต่ละอย่าง ที่มีเป็นร้อยๆชนิด

เรื่องนี้อาจบอกแบบชัดแจ้งไปว่าชนิดใดเป็นอย่างไร และทำตามได้เลย

แต่ก็มีความรู้ฝังลึกที่ในเชิงลักษณะของรสชาติ ที่บอกกันยังไงก็ไม่มีทางรู้ ยิ่งถ้าไปบอกฝรั่งที่ไม่เคยกินพริกชนิดใดมาก่อน หรือกินพริกไม่เป็นแล้ว มันฝังลึกแบบ ผู้ปฏิบัติการกินเองจึงจะรู้ว่าต่างกันอย่างไร

แล้วก็ไม่ใช่ว่าคนที่ทำทุกคนจะรู้เหมือนกันหมด ยังขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัวอีกด้วยและยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำเสนอของคนที่รู้อีกต่างหาก  เหมือนกับการกินพริกนั่นแหละ ฝรั่งบางคนก็แยกไม่ออกว่าอะไรเผ็ดและหอมอย่างไร

มีแต่เผ็ดมากกับเผ็ดน้อย เป็นต้น

ดังนั้น จึงทำให้เส้นแบ่งความรู้อาจแกว่งได้เล็กน้อย ว่าอะไรบอกได้ (ชัดแจ้ง) และบอกไม่ได้ (ฝังลึก)

แต่คงไม่แกว่งไปขนาดว่าถ้าคนใบ้ที่รู้ จะบอกใครไม่ได้ ก็จะเป็นความรู้ฝังลึกไปหมด

หรือหนังสือโบราณในสุสานพระเจ้าฟาโรห์จะเป็นความรู้ฝังลึก เพราะทั้งอยู่ลึกในปิรามิด และคนที่ไปพบก็ยังอ่านไม่ออกอีกด้วย (ถ้าไปนับการอ่านออกไม่ออก ก็จะเป็นความรู้ฝังลึกเข้าไปอีก แบบเฉพาะกาลได้โดยง่าย) 

ถ้าบังเอิญใครใช้เกณฑ์นี้   เราจะมีความรู้ฝังลึกอีกมากมาย เพราะหนังสือหลายเล่มอาจมีบางคนอ่านไม่ออก หรือมีเรื่องอีกหลายเรื่องที่ยังไม่มีคนเล่าสู่กันฟัง

เพราะนั่นเป็นเพียงความรู้ที่ชัดแจ้งที่ยังไม่ได้เล่าให้ฟัง เท่านั้น

แล้วจะเอาเกณฑ์อะไรมาแบ่ง

เกณฑ์จากคัมภีร์ปลาทูแห้งหมื่นปี หรือจะเอาเกณฑ์ว่ารู้ไม่รู้ของคนบางคนมาแบ่งคงไม่ได้หรอกครับ

ต้องมีเกณฑ์มาตรฐานกลางเหมือนกัน ว่า

ความรู้ชัดแจ้งนั้นบอกสอนกันได้ง่าย (แต่ก็ขึ้นอยู่กับระดับของผู้บอกและผู้ฟังเหมือนกันนะครับ) อย่างเช่นแค่ผมพูดตอนนี้ก็อาจมีคนบอกว่าเป็นความรู้ฝังลึกไปซะแล้ว เพราะไม่สนใจอ่าน หรืออ่านไม่เข้าใจ

สำหรับความรู้ฝังลึกนั้น คนส่วนใหญ่ที่รู้ในความรู้นั้น จะบอกไม่ได้ (ที่ไม่รวมคนใบ้แน่นอน) อย่างมากก็ทำให้ดูได้  หรือต้องให้ลองฝึกทำเองจึงจะรู้ เช่นความทำสมาธิทำให้ใจสงบ เป็นต้น

ตามหลักการของ

ปัจจัตตังเวทิ ตัพโพ วิญญูหิติ ผู้ทำเป็นผู้รู้ด้วยตนเอง

ดังนั้นเส้นแบ่งของความรู้จึงอาจแยก อยู่ภายใต้ ๒ เงื่อนไขใหญ่ คือ

  <ol>

  • ภาพรวมของความรู้ที่คนส่วนใหญ่เมื่อรู้แล้วจะบอกใครไม่ได้ ดังเช่นรสชาติพริกแต่ละชนิดเป็นอย่างไรเป็นต้นและ
  • อาจจะแกว่งเล็กน้อยความความสามารถของเจ้าของความรู้เป็นว่า คนสอนเก่ง บอกเล่าเก่ง จะอธิบายเข้าใจมากกว่า อาจทำให้คนเข้าใจมาก และลดดีกรีขอความฝังลึกลง
  • </ol>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าเช่นนั้น ถ้าคนพัฒนาการสอนไปเรื่อยๆ  ไม่นาน ความรู้ฝังลึกทุกอย่างจะเป็นความรู้ชัดแจ้งหมดละซี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คงเป็นไปได้ยากครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสว่า ความรู้ที่ท่านพร่ำสอนทั้งหมด เป็นเพียงปริมาณใบไม้ในกำมือเท่านั้นเอง ยังเหลือในป่าอีกมาก  </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ฉะนั้น เย็นใจได้ไม่มีวันหมด ต่อให้กรมส่งเสริมเอาความรู้ฝังลึกมาจัดการอีกร้อยปีก็ไม่มีวันหมดหรอกครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> ใครมีความเห็นอย่างไร เชิญเสนอแนวคิดได้ </p><p>แต่ขอยกเว้น ตลกร้าย เรื่อง เรียกว่า หนังสือที่หลุมฝังมัมมี่เป็นความรู้ฝังลึก เพราะผมขำไม่ออก  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หนังสือและการตีพิมพ์ เป็นแค่เครื่องมือการเรียนรู้ จดบันทึกข้อมูล ยังไม่เป็นความรู้ครับ ไม่ว่าจะชัดแจ้งหรือฝังลึก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความรู้ต้องอยู่ในตัวคน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> คนที่อ่านหนังสือไม่ออกก็ไม่สามารถรับข้อมูลจากหนังสือมาสร้างเป็นความรู้ได้หรอกครับ หรือคนหูหนวกก็รับข้อมูลจาวิทยุมาสร้างความรู้ไม่ได้ เช่นกัน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>ตอนนี้ อย่าพยายามหลอกผมเลย ว่าหนังสือและรายงานการวิจัยต่างๆเป็นความรู้ชัดแจ้ง <p>ถ้ามีผมจะให้คนตาบอดที่อ่านภาษาเบลล์ไม่ออก ไปอ่านดู เผื่อจะได้ความรู้บ้าง ครับ </p><p>แต่ไม่แน่ครับ </p><p>วันหลังเมื่อเรามีหนังสือหรือรายงานที่ป็นความรู้ชัดแจ้งเจ็งๆแล้ว </p><p>ถึงวันนั้นเราคงไม่มีคนโง่ หรือความรู้ไม่พอใช้อีกต่อไป โดยไม่ต้องอ่านหนังสือด้วยซ้ำ เพราะมันชัดแจ้งอยู่แล้ว</p><p>แค่เอาหนังสิอหนุนหัวนอนวันละเล่มก็เรียนรู้ได้แล้ว</p><p>สุดยอดเลยครับ</p><p>ผมจะรอวันนั้นครับ</p><p></p><p></p>