ทวนย้ำเรื่อยๆ ว่า การไปเรียนรู้ในครั้งนี้ ควรต้องเรียนรู้ตัวเองก่อน กล่าวคือ เรียนรู้ตัวตนของตนเอง และตัวตนของมหาวิทยาลัย พร้อมๆ กับการเรียนรู้ว่าการไปครั้งนี้ไปในฐานะอะไร มีอะไรไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับมหาวิทยาลัยต่างๆ บ้าง รวมถึงการเรียนรู้เพื่อนร่วมงานในทำนองว่า “รู้จักกันแค่ไหน” (รู้จักฉันรู้จักเธอ) ซึ่งผมพยายามหยั่งลึกไปถึงการตระหนักเรื่อง "รู้บทบาทหน้าที่" ของเพื่อนในทีมมากน้อยหรือไม่ เพราะนี่คือการเรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้ต้นทุนตัวเอง เรียนรู้ต้นทุนองค์กรของตนเอง

ต้นธันวาคม 2562  ผมได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่สังกัดกลุ่มงานกิจกรรมนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  เพื่อเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ว่าด้วยเรื่อง “เครื่องมือการเรียนรู้เนื่องในโครงการสานสัมพันธ์มิตรภาพลาว-ไทย ครั้งที่ 16” ที่จะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 11-13 ธันวาคม 2562 ณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

จะว่าไปแล้ว ผมแทบไม่มีเวลาเตรียมตัวอะไรมากมายนักเลยก็ว่าได้  เพราะได้รับการประสานแบบดิบด่วนก่อนงานจะเริ่มต้นในราวสองชั่วโมง  ทำเอาผมอึ้งไปไม่ใช่ย่อย  ไหนต้องมาวิเคราะห์ดูว่ากิจกรรมที่จะไปดำเนินการมีอะไรบ้าง  เพราะถ้าไม่เห็นรูปลักษณ์กิจกรรมเหล่านั้น  จะออกแบบ “เนื้อหา” การบรรยายได้อย่างไร

ไม่เท่านั้นนะครับ – ยังต้องสกัดเนื้อหาออกมาแล้วนำไปทำเอกสารแจก รวมถึงการทำ powerpoint ด้วยอีกต่างหาก  เพราะจะให้เดินตัวเปล่าๆ เข้าไปบรรยาย โดยไม่มีสื่อประกอบ  นั่นไม่ใช่ตัวตนของผม –

ภายใต้เวลาอันจำกัด ผมจำต้องรื้อค้นคลังความรู้ที่มีในตัวเองอย่างเร่งด่วน  เพื่อนำออกมาจัดกระทำเป็นเนื้อหา  และนั่นก็ท้าทายผมอยู่มากโขเลยทีเดียว

ผมมีเวลาจัดการเรียนรู้กับนิสิตและเจ้าหน้าที่ในราวๆ 30 นาที

ผมตัดสินใจเปิดเวทีการบรรยายด้วยวาทกรรมประจำตัวของตนเอง  เพื่อเน้นย้ำให้นิสิตและเจ้าหน้าที่เชื่อมั่นว่า “มนุษย์คือผู้ที่มีศักยภาพ”  ตามหลักของ “มนุษย์นิยม”  โดยเชื่อมโยงไปสู่วาทกรรมการเรียนรู้ว่ามนุษย์คือนักเรียนรู้ และการเรียนรู้คือกระบวนการที่ทำให้มนุษย์มีพัฒนาการและเติบโตอย่างมีคุณค่าและมูลค่า

และนี่คือส่วนหนึ่งของวาทกรรมที่ผมนำมาเปิดประเด็นนำเข้าสู่การจัดการเรียนรู้ในวันนี้ เช่น

o ไม่มีที่ใดปราศจากเรื่องเล่าและตำนาน

o ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้และการเรียนรู้

o ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้และการเรียนรู้ (เว้นเสียแต่เราไม่เปิดใจที่จะเรียนรู้)

o ใจนำพาศรัทธานำทาง

เช่นเดียวกับการทวนย้ำเรื่อยๆ ว่า  การไปเรียนรู้ในครั้งนี้  ควรต้องเรียนรู้ตัวเองก่อน  กล่าวคือ เรียนรู้ตัวตนของตนเอง และตัวตนของมหาวิทยาลัย พร้อมๆ กับการเรียนรู้ว่าการไปครั้งนี้ไปในฐานะอะไร  มีอะไรไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับมหาวิทยาลัยต่างๆ บ้าง  รวมถึงการเรียนรู้เพื่อนร่วมงานในทำนองว่า “รู้จักกันแค่ไหน”  (รู้จักฉันรู้จักเธอ)  ซึ่งผมพยายามหยั่งลึกไปถึงการตระหนักเรื่อง "รู้บทบาทหน้าที่" ของเพื่อนในทีมมากน้อยหรือไม่

เพราะนี่คือการเรียนรู้ตัวเอง  เรียนรู้ต้นทุนตัวเอง เรียนรู้ต้นทุนองค์กรของตนเอง

ถัดจากนั้น  ผมก็พลิกเข้าประเด็นหลักของการเรียนรู้ในวันนี้  นั่นคือว่าด้วยเครื่องมือการเรียนรู้  ซึ่งผมประมวลกรอบแนวคิดทฤษฎีต่างๆ มาอธิบาย เช่น กรอบแนวคิดและทฤษฎีการเรียนรู้

o Community-based learning 

o Culture based learning

o Student-centered learning

o Knowledge management

จากนั้นก็ขยับเข้าสู่เครื่องมือการเรียนรู้  โดยอาศัยเครื่องมือของการจัดการความรู้เป็นตัวขับเคลื่อน เช่น  


Before action review (BAR) / After action review (AAR)

o Knowledge Forum & Knowledge Bases > Knowledge Sharing & Show and Share

o Dialogue > Storytelling

o Study tour

o ...

o Center of Excellence-CoE

o Peer Assist

o Coaching Mentoring

o Lesson Learned & Chang

o ...

o สุ จิ ปุ ลิ

ในทุกเครื่องมือที่ผมนำมาสื่อสารนั้น  ผมพยายามยกตัวอย่างของกิจกรรมแต่ละกิจกรรมประกอบ  เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าสัมพันธ์กับเครื่องมือเหล่านั้นอย่างไร  ตลอดจนการยกตัวอย่างกิจกรรมของปีที่ผ่านมาให้รับรู้ไปพร้อมๆ กัน

เช่นเดียวกับการฉายภาพกิจกรรมของปีที่แล้วให้นิสิตได้ดู และชวนคิดชวนตอบร่วมกันว่า  ภาพแต่ละภาพนั้น บ่งบอกความเป็นตัวตนของเราอย่างไร  บ่งบอกเรื่องแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้อย่างไร  หรือแม้แต่ภาพแต่ละภาพเกี่ยวข้องกับเครื่องมือที่ผมบรรยายอย่างไร

ใช่ครับ – เป็นการบรรยายเชิงกระบวนการไปในตัว  ไม่ใช่การสื่อสารทางเดียว  ไม่ใช่การบรรยายในแบบ “ชี้ผิด-ชี้ถูก”  หากแต่พยายามกระตุ้นให้นิสิตได้คิดตามและร่วมแสดงความคิดเห็นร่วมกันเท่าที่บริบทตรงนั้นจะเกื้อหนุน

ก่อนปิดเวทีในภารกิจของตัวเอง ผมถือโอกาสสะท้อนประเด็นปัญหาและจุดแข็งของการดำเนินงานโครงการนี้เมื่อปีที่แล้วให้เจ้าหน้าที่และนิสิตได้รับรู้ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการนำไปประยุกต์ใช้กับกิจกรรมครั้งนี้  เป็นการสะท้อนข้อมูลในแบบเปิดเปลือย ไม่เขินอายถึงข้อบกพร่องของตัวเองในปีที่แล้ว  เพราะอยากให้การทำงานในปีนี้ไม่เผลอพลั้งตกหลุมดำที่ว่านั้น

เช่นเดียวกับการ ฝากให้นิสิตได้เปิดใจเรียนรู้โดยยึดเอาชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้  อันหมายถึงเป็นผู้เรียนรู้ที่ดี เปิดรับกระบวนการของเจ้าภาพเป็นหัวใจหลัก  ไม่ติดยึดกับชุดความรู้ของตัวเอง  ฯลฯ

หรือแม้แต่การทิ้งปมว่ากิจกรรมในครั้งนี้ คือกิจกรรมนอกหลักสูตร  หรือกิจกรรมนิสิตที่ทุกคนต้องตระหนักถึงการเรียนรู้ในแบบพหุวัฒนธรรม  ทั้งที่เป็นของเพื่อนบ้าน (สปปลาว)  และเพื่อนๆ อันเป็นนิสิตนักศึกษาไทยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ 

ครับ- นี่คือส่วนหนึ่งที่ผมได้สื่อสารในเวลาอันจำกัดของวันนั้น


....
เขียน
: 21 ธันวาคม 2562
ภาพ : พนัส ปรีวาสนา / อติรุจ อัคมูล