ลมหนาวจากยอดเขาทางเหนือ  เริ่มนำความเย็นผ่านทุ่งกุลาร้องไห้มาสัมผัสผิวให้เป็นริ้วรอย  ใครอยากจะสวยมากสวยน้อยต้องระวังดูแลสุขภาพกันบ้าง  ช่วงนี้ไข้หัวลมมาเยือน ชาวเราทั้งหลายรับประทานแกงส้มดอกแค แกงขี้เหล็ก อีกหน่อยสะเดาก็จะแทงช่อออกมาหลังจากใบร่วงหล่น  ปะเหมาะกับที่น้ำในทุ่งแห้งขอดหลังเกี่ยวข้าว ชาวนาก็จะจับปลาตัวอ้วนล้วนลงพุง  เอาปลาช่อนตัวโตมาย่างให้ตัวเหลืองหอม  เปิดหนังออกจะเห็นเนื้อขาวควันฉุย จิ้มน้ำพริกน้ำปลาหวานตามด้วยสะเดาลวกหนึ่งช่อ ชิมกันแก้มตุ่ยอร่อยกันแบบพึ่งพาตนเอง เป็นอาหารที่เพิ่มความต้านทานช่วงอากาศเปลี่ยน  เรื่องข้าวใหม่ปลามันคือภูมิรู้ชาวบ้านที่ผ่านกาลเวลาทดสอบมานาน

   บ้านใครมีต้นสะเดารีบเอามาจัดการบริหารลงกระเพาะเสียโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นพุงกะทิอาจจะเสียโอกาส ขาดการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงไปมื้อหนึ่ง 


       ผมปลูกต้นสะเดาไว้หลายร้อยต้น  ออกดอกออกผลมาหลายปีดีดักแล้ว  ปล่อยให้เป็นที่อยู่อาศัยของมดแดง  พอถึงน่านี้เราก็จะสอยเอาดอกลงมาเป็นเข่งๆ  เราจัดวันดวลสะเดากันทุกปี  นี่ก็ใกล้จะถึงเทศกาลสะเดากันแล้ว  แขกขาประจำตำน้ำพริกเผาสะเดาหวานกันได้แล้ว ปีนี้มีปลาแรดตัวโตๆมาเผาโชว์และชิม ไม่อิ่มจนอืดไม่ให้กลับเป็นอันขาด 
 

     เรื่องสะเดานี่ก็แปลกนะครับ  ชาวบ้านอธิบายว่าแต่ละต้นอร่อยไม่เท่ากัน  มีต้นที่ขมอร่อยและขมไม่ค่อยอร่อย  เขาจึงมีต้นประจำหมายตาไว้  ระยะหลังมีสะเดาจืดจากภาคกลางมาขายพันธุ์  เขาบอกว่าเป็นพันธุ์ทวาย เป็นกิ่งตอนมาสูงสักศอกเศษ  ปลูกไม่ทันไรก็ออกดอก แต่ผมยังไม่ได้ลองชิมนะครับ  เพียงแต่นึกในใจว่าถ้าสะเดาไม่ขมมันจะอร่อยตรงไหน  ไม่ทำเสียสุภาษิต “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” รึ 

     ถึงจะอากาศจะเย็นลงบ้าง  แต่ผมก็อบอุ่นใจกว่าทุกปี  เพราะพี่ๆน้องๆชาวบล็อกได้ให้กำลังใจ  หลายท่านทักทายผ่านทางบล็อก  คอยอ่านคอยชี้แนะชี้นำ  ทำให้สังคมชาวบล็อกเต็มไปด้วยมิตรภาพ  อีกหน่อยคงพัฒนาไปเป็นสันติภาพให้สหประชาชาติประหลาดใจ

    ที่ผมขยันเขียนไม่ใช่อะไร..  ผมว่างเว้นไปนาน เมื่อมีโอกาสก็ขอทำหน้าที่ยกกำลัง 2 ไม่ได้ต้องการรางวัลอะไรหรอก การที่ท่านเมตตาอ่าน ก็เป็นรางวัล เป็นมงคล ที่สุดของชีวิตแล้ว ผมยังจะต้องการอะไรอีกละ


    ในภาวะที่สังคมแตกแยก  กลับมีสังคมกลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันภายใต้สังคมเครือญาติ เมื่อก่อนนี้จะมีวัฒนธรรมการแบ่งปัน “พริกบ้านเหนือ เกลือบ้านใต้” มาสมัยนี้เราก็เปลี่ยนมาเป็นการแบ่งปันความรู้

     วันนี้เราก็จัดอบรมวิธีการใช้บล็อกให้กับคณะครู 20 ชีวิต ที่ข้ามแม่น้ำมูลมาจากฝั่งทุ่งกุลาร้องไห้   จากบทเรียนที่พบในวันนี้  ทำให้ผมมีการบ้านคิดต่อไปอีกเยอะแยะ  ในโจทย์ที่ว่า  คนที่รู้เรื่องบล็อกแบบงูๆปลาๆ จะสอนคนอื่นให้ใช้บล็อกในระดับเบื้องต้นได้อย่างไร  เมื่อการฝึกให้เขียนบล็อกผ่านไปรุ่นแรก  ผมก็มาคิดต่อว่า

ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป มหาชีวาลัยอีสานจะบรรจุวิชาเขียนบล็อกเข้าไว้ในรายการกิจกรรมชาวค่าย 

    ในเมื่อเราได้อานิสงส์จากบล็อกก็อยากจะให้คนอื่นได้พบโลกแห่งการเรียนรู้เช่นเดียวกับเราบ้าง  ถ้าจะรอให้เก่งแล้วค่อยมาสอน ก็น่าจะเป็นวิธีการที่ถูกต้อง  แต่การที่จะเริ่มเรียนรู้ร่วมกันทั้งๆที่ยังไม่ได้แตกฉาน มันก็ไม่ผิดไม่ใช่หรือ เราเสียเวลาการเรียนรู้มานานแล้ว ขืนช้าต่อไป อาจจะแก่กว่าโลงก็เป็นได้