Vocational Rehabilitation for specific health condition and disorder

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา การยศาสตร์ Ergonomics

Vocational Rehabilitation for specific health condition and disorder

แบ่งย่อยเป็น 4 โรคหลักคือ 

  1.  Mental Health Disorder
  2. Musculoskeletal Disorder
  3. Cardiac & Respiratory Disorder
  4. Neurological Disorder

    Mental Health Disorder

    เป็นส่วนน้อยของผู้ป่วยทางจิตเวชที่จะสามารถกลับไปทำงานหรือถูกจ้างงานได้ ด้วยปัจจัยทางสังคมและการมีคุณสมบัติในการทำงานไม่ครบ บทความนี้ได้แบ่งผู้ป่วยทางจิตเวชออกเป็น 3 ระยะ คือ Severe and enduring mental health disorder ,Common mental health problems ,Substance abuse problem โดยจะแจกแจงปัญหาที่มีส่วนทำให้ผู้ป่วยทางจิตเวชในแต่ละระยะ ไม่สามารถกลับไปทำงานหรือถูกจ้างงานได้

    Severe and enduring mental health disorder

    การมีความพึงพอใจในการทำงานอย่าที่รู้กันว่าสามารถกำหนดบทบาทสำคัญของชีวิตได้หรือกำหนดบทบาททางสังคมและการอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางจิตเวชที่ค่อนข้างรุนแรงเช่น Schizophrenia ,Bipolar affective disorder ,หรือ Depression มักมีความยากลำบากในการทำงานให้ได้นาน มีเพียงกลุ่มน้อยของผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่จะสามารถทำงานได้นานหรือสามารถทำงานแข่งขันกับผู้อื่นได้ในตลาดแรงงาน มีผลงานวิจัยบ่งบอกว่า 15 % ของผู้ที่เป็น Chronic จะถูกจ้างงาน ดังนั้น การใช้ Vocational Rehab จึงจำเป็นมากในผู้ป่วยกลุ่มนี้

    การรักษาสภาวะทางจิตเป็นทางออกในการช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มนี้ ดังนั้นการมีแบบแผนในการช่วยเหลือจึงสำคัญ สถาบัน The National Institute for Clinical Experience หรือ NICE ได้พัฒนา Clinical guidelines ที่ได้บอกว่า การฝึกส่วนของ Occupational Status และ Vocational Aspiration ของผู้ป่วย Schizophrenia ควรจะเป็นหลักสำคัญในโปรแกรมการฝึก และอัตราการจ้างงานในชุมชน ก็ควรพัฒนาให้มากขึ้นผ่านการเจรจาจากสถาบันที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการทำงานของผู้ป่วยทางจิตเวชที่มีแตกต่างกันไป และบวกกับการมีปัจจัยเสริมในการช่วยเพิ่มศักยภาพจากหน่วยงานที่สนับสนุนการทำงาน การเข้าสังคม การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเข้าใจในลักษณะการทำงานขององค์กรอื่น การเข้าใจปัจจัยต่างๆในบริษัทเช่น ปัจจัยสนับสนุนหรือขัดขวาง หรือการมีผู้ป่วยจิตเวชเข้าทำงาน ดังนั้น การเข้าถึงบริษัทหรือหน่วยงานที่ทำงานเพื่อประเมินปัจจัยส่งเสริมหรือขัดขวาง เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำฝห้ผู้ป่วยจิตเวชได้เข้าถึงการทำงาน และการตั้งโปรแกรมการช่วยเหลือผู้ป่วยทางจิตเวชนั้นต่างจากโปรแกรม Pre-vocational rehabilitation ทั่วไปเพราะสิ่งที่ทำให้เกิดการจ้างงานผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ใช่เพียงทักษะความสามารถแต่เป็นปัจจัยบางอย่างเช่น  การได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานหรือนายจ้าง ดังนั้นโปรแกรมควรจะเป็นแนว Individual คือ เฉพาะเจาะจงในผู้ป่วยแต่ละคน

    Occupational Choice

    การใช้หลัก Client center ในการวางแผนการทำงานเพื่อให้เกิดความหมายที่จะทำให้มีMotivation ในการเป็นแรงเสริมการทำงานให้ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ดังนั้นจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ตัวอย่างการใช้ข้อคำถามเพื่อประเมินความพอใจในการทำงานและความมั่นใจก่อนตัดสินใจเลือกงานเช่น คุณรู้สึกอย่างไรต่ออาการปัจจุบันและเข้าใจข้อจำกัดบางอย่างของตัวเองไหม คุณรู้สึกพร้อมที่จะรับความท้าทายใหม่ๆนี้ไหม ถามผู้ป่วยว่ามีการวาวแผนการจัดการปัญหาทางอารมณ์หรือการวางแผนทางสุขภาพอย่างไร

    Combating Stigma

    ความบอบช้ำจากการมีประสบการณ์ทางจิตเวช เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอุปสรรคในการทำวานของผู้ป่วยจิตเวช ตัวโรคมี่ได้บ่งบอกว่าบุคคลนั้นไม่มีความสามารถในการทำงานอย่างไรก็ตามมักมีผลต่อเพื่อนร่วมงานจนอาจถูกบังคับให้ลาออก ดังนั้นนัดกิจกรรมบำบัด มีหน้าที่ให้ความรู้เพื่อนร่วมงานและไขความเข้าใจผิดหรือความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับโรคทางจิตเวช เช่น ไม่มีวิธีการรักษาโรคทางจิตเวช ผู้ที่เป็นโรคทางจิตเวชควรที่จะเป็นแงรงงานอันดับสอง ผู้ป่วยจิตเวชไม่สามารถทนต่อความเครียดจากงานได้ ผู้ป่วยทางจิตเวชนั้นคาดเดาไม่ได้ มักจะมีความรุนแรง และเป็นอันตราย

    Early intervention and prevention

    Schizophrenia ,Bipolar affective disorder ,หรือ Depression มักอยู่ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น เป็นช่วงสำคัญของชีวิตที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากในการเข้าสู้การทำงานหรือการเรียนระดับสูง งานของนักกิจกรรมบำบัดได้กล่าวว่า การให้ early intervention และ prevention ช่วยลดและป้องกันการกลับมาเป็นได้อีก และการช่วยเหลือให้เข้าถึงงาน งานอาสาสมัคร หรือการเรียนระดับต่างๆ โดยใช้วิธีการตัวอย่างดังนี้ การให้ความรู้ทางจิตเวช การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บำบัดเพื่อช่วยสื่อสารกับเพื่อนและครอบครัว ให้ผู้ป่วยได้จัดการตนเองจากอาการป่วย การทำกิจกรรมกลุ่มที่เน้นความร่วมมือ จัดหาสถานที่ที่มีผู้ป่วยทางจิตเวชน้อยเพื่อป้องกันความบอบช้ำ การทำงานร่วมกับผู้อื่นในความสามารถที่ตัวเองถนัด

    Self-management and recovery

    การให้ผู้ป่วยได้มีบทบาทให้การจัดการและควบคุมความเจ็บป่วยเองเป็นกุญแจสำคัญในขั้นตอนการรักษา หน้าที่ของนักกิจกรรมบำบัดคือการสื่อสารกับผู้ป่วยอย่างเข้าใจ การมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วย การพูดคุยเกี่ยวกับการแก้ปัญหา หัวข้อต่างๆเช่น ประสบการณ์การใช้ชีวิต เส้นทางการรักษา ความต้องการการสนับสนุนจากสังคม สิ่งแวดล้อม ชุมชน การค่อยๆพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยปรับความคิด ความมั่นใจ และการเห็นคุณค่าในตัวเองได้

    Common mental health problem

    เป็นผู้ป่วยกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งตัวอย่างโรคเช่น anxiety ,depression ,stress-induced mental illness โดยมีความถี่ในการเป็นเยอะ บางคนอาจไปทำงานได้แต่บางคนไม่สามารถทำได้ ส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้มีงานทำแต่ไม่สามารถไปทำได้ปกติ หรือเคยทำงานแต่ถูกสั่งให้หยุดงาน และส่วนใหญ่ไม่ได้รับการบำบัดทางอาชีพ ไม่ได้พบนักกิจกรรมบำบัด

    Stress at work

    การหาต้นเหตุของความเครียด อาการ และการจัดการกับความเครียดรายบุคคลกับผู้ที่มีความเครียดจากการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน การตั้งคำถามที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่น อะไรคือสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดจากการทำงาน เครียดมากน้อยแค่ไหน มีความถี่มากน้อยแค่ไหน วิธีการจัดการความเครียด ปัญหาบางอย่างจำเป็นต้องมีการปรับภาพแวดล้อมการทำงานหรือความเข้าใจของสังคมทำงาน จำนวนพนักงานและสัดส่วนชายและหญิงก็มทีส่วนในการเกิดความเครียดและ well-being ของพนักงาน ดังนั้นการจัดการของบริษัทที่ต้องมีกฏที่ชัดเจนเพื่อจัดการปัญหาข้างต้นจึงสำคัญ 

    Supported self-help using a cognitive behavioral approach

    บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พิมพ์รวินท์



    ความเห็น (0)