“ครูเคยยากจนมาก่อน ครูเข้าใจ อย่าให้ความจนมาบั่นทอนความสุขของเรา มาบั่นทอนอนาคตของเรา ต้องสู้ ต้องอดทน ต้องเข้มแข็ง..เพื่อตัวเราเองและต่อไปจะได้เลี้ยงดูตาด้วย..เข้าใจไหม?”

        การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่อาจไม่พอ สำหรับคำว่า “ครู”ยิ่งเป็นครูในยุคปัจจุบัน ที่ต้องก้าวทันการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา..

    เพราะครูต้องทำงานมากมาย หลายสิ่งหลายอย่างต้องทำทั้งที่ไม่ได้คิดขึ้นมาเอง บางครั้งไม่มีโอกาสได้สร้างงานดีๆเพื่อเด็ก..ต้องรายงานตามคำสั่งและรับมอบแต่นโยบาย

    บ่อยครั้ง..จึงเป็นเรื่องเศร้า เมื่อคิดขึ้นได้ถึงการทิ้งเด็กเดือนละหลายวัน ปีละหลายชั่วโมง เพื่อไปทำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนเลยแม้แต่น้อย..

        ถึงเวลาหรือยัง?ที่ครูต้องหวนกลับมารำลึกถึงถ้อยคำอันเป็นมงคลชีวิต คำพูดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ครูต้องรับไว้เหนือเกล้า ในฐานะที่ครูเป็นปูชนียบุคคล อยู่บนผืนแผ่นดินไทย

        ทำงานภายใต้เบื้องพระยุคลบาท ทำงานเพื่อสร้างคนสร้างชาติ และประกาศให้ใครต่อใครได้รับรู้อยู่เสมอว่า..เราเกิดในแผ่นดินรัชกาลที่ ๙

        เทิดทูนสถาบัน และจงรักภักดีราชวงศ์ทุกพระองค์ และที่พระองค์ท่านทรงรับสั่งไว้พวกเราลืมแล้วหรือยัง...”ขอฝากเด็กๆด้วยนะ..”

        ผมคิดว่า..ถ้าจะสานต่องานของพ่อ..งานการศึกษาเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวครูและใกล้ชิดเด็กมากที่สุด ซึ่งต้องดูแลทั้งสติปัญญา ความประพฤติและเรื่องสุขภาพอนามัย..

        ผมจึงทำใจวางเฉยไม่ได้เลย เมื่อเด็กหญิงออย ชั้น ป.๓..ขาดเรียน และเป็นการขาดเรียนในวันที่โรงเรียนสอบการอ่านการเขียน ตามตารางสอบของเขตพื้นที่ ที่มีช่วงเวลาสอบแน่นอน..

        เมื่อเด็กมาถึงโรงเรียน..ผมก็ใส่อารมณ์เกรี้ยวกราดทันที....ผมทำไปเพื่ออะไร..?

        “ยายตายไป ๑๐ วันแล้ว จากนั้นการบ้านก็ไม่ทำ เหม่อลอย ไม่มีสมาธิ เริ่มขาดเรียนและมาโรงเรียนสาย..นี่หรือคือเด็กที่บอกว่ารักยาย” ออย..นิ่งเงียบ สีหน้าเศร้าซึม

        “เธอมาโรงเรียนช้ากว่าเพื่อน ไม่ได้ช่วยเพื่อนทำความสะอาด ครูไม่ว่า..ตอนยายยังอยู่ยายจะมาส่งแต่เช้า..พอขาดยายซะคน เธอเปลี่ยนไป ถ้ายายรู้ยายจะคิดยังไง?”

        น้ำตาของออยเริ่มไหลริน..นองทั้งสองแก้ม..ผมยังพูดต่อไปไม่หยุด..

        “ครูให้โอกาสเธอทุกอย่าง มีปัญหาให้บอกครู จะขาดเรียนหรือเจ็บป่วยก็ให้โทรบอก จะได้รู้และช่วยเหลือกัน แถมเมื่อวานก็ไม่มาสอบ ทำไมเธอเป็นแบบนี้...”

        “หนูไม่สบายค่ะ..หนูปวดหัวและเจ็บในท้อง...” ออยพูดเบาๆ แต่มันเหมือนดังก้องอยู่ในหูของผม ออยปวดหัวบ่อยมาก เหมือนเด็กเป็นโรคเครียด อาการปวดท้องก็บ่อยจนผมรู้สึกว่าเด็กคนนี้ร่างกายน่ามีความผิดปกติแล้ว...

        “ครูรู้นะว่าแม่ของเธอกลับมาอยู่กับเธอแล้ว เธอบอกแม่หรือเปล่าว่ามีสอบ”

        “บอกค่ะ..” “แต่ทั้งแม่และเธอ รวมทั้งตาของเธอก็ไม่ได้โทรบอกครู”   “ค่ะ”

        “ตกลงว่าเธอไม่สบายนะ แล้วแม่พาไปหาหมอหรือเปล่า” ผมถาม   “เปล่าค่ะ”

        “ครูถามตรงๆ บอกความจริงครูมา การที่เธอไม่มาโรงเรียน เพราะเธอไม่มีเงิน..ใช่ไหม?”

        “ค่ะ”  ออยพูดอย่างแผ่วเบา พร้อมน้ำตาที่อาบแก้มมากขึ้น สะอื้นอย่างน่าสงสาร..ผมไม่มีอะไรจะถาม..นอกจากคำพูดเหมือนเดิมและพูดเหมือนเมื่อครั้งที่ยายยังอยู่

        “จำไว้นะ..ออย..แม่ก็คือแม่ เขาไม่เหมือนยาย เพราะเขาไม่ได้เลี้ยงเรามา เราเคยเป็นเด็กดี เราต้องสม่ำเสมอ..ครูเคยบอกแล้ว มีปัญหาให้บอกครู ไม่มีตังค์ก็ให้มาโรงเรียน..เธอจำได้ไหม...” ออยไม่ตอบ..สะอื้นหนักขึ้น

        “ครูเคยยากจนมาก่อน ครูเข้าใจ อย่าให้ความจนมาบั่นทอนความสุขของเรา มาบั่นทอนอนาคตของเรา ต้องสู้ ต้องอดทน ต้องเข้มแข็ง..เพื่อตัวเราเองและต่อไปจะได้เลี้ยงดูตาด้วย..เข้าใจไหม?”  ออยพยักหน้า..มองตาผมอย่างไม่กระพริบ

        “ครูเคยบอกเธอว่า จะมีคนช่วยเหลือส่งทุนการศึกษามาให้เธอ เธอต้องรอ..แต่ไม่ต้องคาดหวัง ต้องอยู่ให้ได้ เธอยังมีครูอยู่ทั้งคน..”

        ครูที่จะสานต่อปณิธานของพ่อ..และทำตามคำพ่อสอน พ่อผู้ซึ่งฝากครูให้ช่วยดูแลเด็กๆด้วย..พ่อมิได้ฝากเฉพาะเด็กชาวเขาและเด็กด้อยโอกาสเท่านั้น แต่พ่อฝากเด็กทุกคนที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก ให้ครูสังกัด สพฐ.ได้ดูแลให้ความรัก ความอบอุ่น และความปลอดภัย..

        “รวมทั้งตัวเธอด้วยนะ ออย” ประโยคหลังนี้ ผมไม่ได้พูด แต่ผมรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๗  พฤศจิกายน  ๒๕๖๒