เรื่องเล่าจากสระว่ายน้ำ : "เจริญสติ รู้กาย รู้ใจ จากการว่ายน้ำ"


   ขอนำประสบการณ์ตรงของผมเรื่องหนึ่งมาเล่าแลกเปลี่ยนกัน เผื่อบางท่านที่มีสภาวะและจริตใกล้เคียงกัน ก็อาจพิจารณานำไปประยุกต์ใช้  ซึ่งคงจะเป็นกุศลแก่ตัวผมเองบ้าง

      ...อีกไม่กี่เดือนผมก็จะอายุย่างเข้า 70 ปีแล้ว ความที่ชีวิตในวัยเด็ก วัยหนุ่ม ต้องทำงานหนัก มัวแต่ทำมาหากินไม่สนใจดูแลสุขภาพตนเอง  ประกอบกับพ่อแม่พี่น้องต่างมีโรคประจำตัวสืบทอดเป็นกรรมพันธุ์กันมาด้วย  แม้ผมไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดองของเมา รวมทั้งไม่ดื่มชากาแฟด้วย แต่ก็ไม่วายมีโรคภัยเบียดเบียนหลายโรค(อาจเป็นกรรมเก่าก็ได้) ตามประวัติการดูแลรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีไม่น้อยกว่า 6 โรค

       หลังเกษียณจึงเริ่มหันมาดูแลสุขภาพกายใจอย่างจริงจังมากขึ้น เริ่มจากการฝึกเจริญวิปัสสนาตามหลักไตรสิกขา(ศีล สมาธิ ปัญญา)ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้า  เบื้องต้นพบว่าตัวเองเริ่มมีสติ รู้กาย รู้ใจ ในอริยาบทต่างๆทั้งการนั่ง นอน เดิน ยืน ในชีวิตประจำวันมากขึ้น(ดังที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ"รักที่หลุดพ้น") 

     นอกจากนี้ผมยังออกกำลังกายหลายวิธี ทั้งเดินจ๊อกกิ้ง  แกว่งแขน ขี่จักรยานอยู่กับที่  ฟิตเนสก็เคยเข้าไปเล่นอยู่ระยะหนึ่ง  รวมทั้งออกกำลังกายด้วยการทำงานประจำวัน เช่น การปลูกและดูแลต้นไม้ เป็นต้น 

      สังเกตได้ว่ากิจกรรมทุกอย่างที่ทำในชีวิตประจำวัน  ถ้าเราปฏิบัติอย่างมีสติ มีความรู้สึกอยู่กับปัจจุบัน ล้วนเป็นการเจริญสติทั้งสิ้น

        ระยะหลังอายุมากขึ้นร่างกายที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่ใช้มานาน ชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆก็ทยอยชำรุดทรุดโทรม ถึงคราให้ต้องซ่อมแซมมากขึ้น  และถึงขั้นต้องผ่าตัด 2 ครั้ง ครั้งแรก พ.ศ.2560  ผ่าตัดกระดูกต้นคอ  พ.ศ.2561 ผ่าตัดปอดไป 1 กีบ

    การเจริญวิปัสสนาที่ผ่านมาพอเป็นต้นทุนให้ผมมีสติรับรู้ถึงเวทนาความเจ็บปวด และสามารถวางอุเบกขาไม่ทุรนทุรายให้เกิดความทุกข์ได้ในระดับหนึ่ง

     แล้วทุกอย่างก็ผ่านพ้นไป... แต่ก็ต้องปฏิบัติตามโปรแกรมที่คุณหมอแต่ละท่านกำหนด คือนัดตรวจแต่ละโรค ให้คำแนะนำ และให้ยารักษาตามอาการอย่างต่อเนื่อง  เป็นโอกาสให้เราสองตายายไม่เหงาได้จูงมือกันออกจากบ้าน ไปท่องเที่ยวโรงพยาบาลตามที่หมอนัด  นัดตาบ้าง นัดยายบ้าง  ได้คุยกับคนไข้โรคเดียวกันที่ต่างมาพบหมอเหมือนกับเรา เจอกันบ่อยๆจนคุ้นเคยกัน  บางคนหายหน้าหายตาไป  เดาว่าเขาคงไปที่ชอบๆกันแล้ว  อีกไม่นานก็ถึงคิวเราเหมือนกัน

    หันมาเข้าเรื่องที่อยากจะเล่าเสียที... วันหนึ่งคุณหมอที่ดูแลโรคปอดที่ผมถูกตัดไป 1 กีบ จาก 5 เหลือ 4 กีบแนะนำว่าให้ลองมาออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำดูบ้าง แต่อย่าหักโหม เพราะสามารถบริหารได้ทุกส่วนของร่างกาย  น้ำมีความยืดหยุ่น ไม่ทำให้เกิดการกระทบกระแทกจากภายนอกเหมือนออกกำลังกายบนบก น้ำช่วยปรับความสมดุลในร่างกาย เป็นวารีบำบัด และเป็นการทำกายภาพบำบัดได้อย่างดีด้วย

      คนภูเขาอย่างผมที่ไม่เคยว่ายน้ำดำน้ำเลย  ก็จึงมาลองเริ่มต้นเรียนกับครูสอนว่ายน้ำเมื่อวัย 69  แค่ฝึกดำน้ำอย่างเดียวก็ใช้เวลาหลายวัน  จากนั้นครูให้เกาะโฟมตีขา แต่ตีขาแล้วแทนที่จะพุ่งไปข้างหน้า ฟกลับถอยหลัง  ครูเขาจึงให้มาฝึกการตีขาก่อน  แต่ฝึกเท่าไรก็ตีไม่ได้  ปลายเท้าไม่พริ้วเหมือนหางปลาคล้ายคนอื่นๆ  เหมือนกับการทุ่มตีไปทั้งขา  ที่สำคัญคือตลอดท่อนขาและปลายเท้าทั้งสองข้างแข็งไปหมด  สาเหตุเพราะกระดูกทับเส้นที่สันหลังยึดมาที่ขาทั้งสองข้าง หมอเคยถามว่าจะผ่าตัดอีกไหม ผมก็บอกว่า "ยังพออยู่ได้" จึงมีสภาพเช่นนี้

      ครูเลยเปลี่ยนมาสอนให้ว่ายท่ากบ ไม่ต้องตีขา แต่ถีบขาแยกออกไปเหมือนกับกบว่ายน้ำ ให้สัมพันธ์กับการแหวกมือให้พุ่งไปข้างหน้า 

      สอนอยู่หลายครั้งทั้งผมและครูก็เห็นแววว่า มาถูกทางแล้ว  ผมเริ่มว่ายได้ตามลำดับ เมื่อทั้งขาและมือสัมพันธ์กันก็สามารถว่ายไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น แต่ก็เกิดปัญหาอีกแล้ว ขณะว่ายท่ากบผมไม่สามารถเงยหน้าขึ้นมาหายใจเหนือน้ำเป็นระยะๆได้ เพราะเพิ่งผ่าตัดกระดูกต้นคอมา

        ครูเลยแนะนำให้ใช้ snorkel ช่วยหายใจทางปากขณะอยู่ใต้น้ำ เพื่อไม่ต้องโผล่ขึ้นมาหายใจ  ผมเลยไปซื้อ snorkel มา ราคาอันละ 400 กว่าบาท มาฝึกต่อ  ฝึกใหม่ๆ  ปรากฎว่าน้ำเข้าจมูกกินน้ำไปหลายอึก  อดทนฝึกต่อไป  จนสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการว่ายท่ากบและหายใจใต้น้ำผ่าน snorkelได้สำเร็จ

       ใหม่ๆสามารถว่ายไปกลับด้านกว้างของสระได้ แล้วขยับมาลองว่ายด้านยาวของสระบ้าง ซึ่งยาว 25 เมตร ไปกลับ 2 เที่ยว 50 เมตร ว่ายได้ครั้งละเที่ยว แล้วพัฒนาไปเรื่อยๆจนสามารถว่ายไปกลับได้  จาก 2 เที่ยว เป็น 4 เที่ยว....จนถึง 10 เที่ยว 

     ผมเริ่มสังเกตเห็นว่า การว่ายโดยไม่เกร็ง ว่ายไปเรื่อยๆ สบายๆ  โดยไม่ต้องแข่งกับใคร จะไม่รู้สึกเหนื่อย   และรู้ตัวว่าความสามารถแค่นี้ถ้าตกแม่น้ำลำคลอง/หรือทะเลจริงๆก็คงเอาชีวิตไม่รอดหรอก  แต่อายุป่านนี้แล้วจะตกน้ำตายก็ช่างเถอะ จุดมุ่งหมายของเราเพื่อบริหารร่างกายให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น

        ครูที่ฝึกถามผมว่า "ไม่คิดเปลี่ยนท่าว่ายเป็นท่าอื่นบ้างเหรอ"  ผมก็ตอบไปว่า

     "เวลากบว่ายน้ำ ไม่เห็นมันต้องว่ายท่าฟรีสไตล์  ท่าผีเสื้อ ท่ากรรเชียงเลย" ผมยืนยันว่าจะเป็นกบ ว่ายท่ากบอย่างเดียว  ที่จริงไม่อยากทรมานตัวเองฝึกท่าอื่นต่างหาก  แต่ครูก็พูดให้กำลังใจว่า "การว่ายท่ากบเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด"

       เรียนคอร์สเดียวก็ว่ายได้แล้ว จากนั้นก็หมั่นฝึกปรือบ่อยๆ  ลืมบอกไปว่าสระว่ายน้ำที่ผมไปฝึกและว่ายประจำที่อยู่ใกล้บ้านคือ สระว่ายน้ำ TSRทานสัมฤทธิ์(ซอยติวานนท์ 38) นนทบุรี  เป็นสระที่สะอาดมาตรฐานใช้ได้ทีเดียว

      เคล็ดสำคัญที่อยากเล่าต่อคือ ผมไปว่ายน้ำ(ท่ากบ)ต่อเนื่องแทบทุกวันที่ว่าง พยายามเชื่อมโยงท่าว่ายสู่การดูกายดูจิตที่เคยฝึกฝนและปฏิบัติมานานหลายปี  โดยพุ่งตัว เหยียดมือ เหยียดเท้าออกไป   ขณะกำลังว่ายก็ผ่อนคลายทุกส่วน  มีสติอยู่กับตัว จิตตั้งมั่นอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก(ผ่าน snorkel) เข้ายาว ออกยาว(เต็มปอด) ไม่บังคับจิต  สัมพันธ์กันระหว่างมือและเท้า เคลื่อนไหวออกไปอย่างช้าๆ ไม่ต้องแข่งกับใคร  ไม่ต้องสนใจใคร  ไม่ต้องคาดหวังว่าจะถึงฝั่งเมื่อไร  รู้สึกตัวตลอดเวลาว่า เหมือนเรากำลังล่องลอยอยู่ในมหาสมุทร ตัวเบาเหมือนปุยนุ่น เมื่อว่ายถึงฝั่งก็รู้ว่าถึงแล้ว และรู้ได้เองว่าว่ายไปถึงเที่ยวที่เท่าไรแล้ว โดยที่ใจมิได้จดจ่อนับ พอถึงฝั่งก็กลับตัวว่ายต่อโดยอัตโนมัติ 

        ว่ายไปว่ายมาจาก 30 เที่ยว เพิ่มเป็น 40 เที่ยว(1 กิโลเมตร)และต่อไปอีกจนถึง 50 เที่ยว(1,250 เมตร) ว่ายสบายๆโดยไม่หยุด จะว่ายต่อก็ได้ เพราะไม่รู้สึกว่าเหนื่อยอะไร แต่จิตเตือนว่า "พอแล้ว" จึงหยุดว่าย  หันไปดูนาฬิกาที่ริมสระ ใช้เวลาจากเริ่มต้น จนว่ายถึง 50 เที่ยวรวม 50 นาที(โดยประมาณ)

     จากนั้นก็ใช้เวลาที่เหลือมาคว่ำหน้าตีขาที่ขอบสระ 200 ครั้ง  และเปลี่ยนเป็นนั่งตีขาอีก 200 ครั้ง  บริหารร่างกายด้วยท่าต่างๆในน้ำต่ออีกเล็กน้อย เบ็ดเสร็จใช้เวลาทั้งสิ้น 60 นาที(โดยประมาณ) ขึ้นมาอาบน้ำ แต่งตัว เดินทางกลับ หรือทานอาหารที่สโมสรต่อตามเวลาและโอกาสที่เหมาะสม

      ผ่านไป 3 เดือนรู้สึกได้เลยว่าสบายกาย สบายใจขึ้นเยอะทีเดียว  แต่ต่อไปจะเป็นยังไงก็เป็นเรื่องของอนาคต เข้าใจดีแล้วว่าทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน

     ทั้งหมดเป็นประสบการณ์ตรงของผมเอง ใครจะลองนำไปประยุกต์ใช้บ้างก็ตามอัธยาศัย ไม่มีงานวิจัยรองรับนะครับ

หมายเลขบันทึก: 673426เขียนเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2019 15:16 น. ()แก้ไขเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2019 15:16 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี