889. "พี่ตูนสอน Design Thinking"

Design  Thinking หรือการคิดเชิงออกแบบ เป็นแนวคิดที่น่าสนใจที่พูดกันเยอะมากๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ..  Design Thinking อยู่เบื้องหลังการออกแบบผลิตภัณฑ์ดีๆ บริการเจ๋งมามาก เป็นอะไรที่เหมาะกับยุคสมัย ผมจำได้ว่าผมได้มีโอกาสศึกษา Design Thinking ผ่านการอ่าน ก่อนที่เรื่องนี้จะดัง และเคยนำมาสอนที่ MBA สมัยก่อน IDEO ที่เป็นแถวหน้าของ Design Thinking เรียกว่า Human-Centered Design  สมัยนั้นมีหนังสือเช่น Ten Faces of Innovation .. ต่อมามีหลักสูตรเกิดขึ้นมากมาย ผมมีโอกาสเรียนของ MIT (ทาง Online)  และฝึกผีมือตัวเองผ่าน Workshop และการทำในสนามจริงมาระยะหนึ่ง จริงๆ Human-centered Design ผมเอามาสอนที่ MBA ในวิชาความคิดสร้างสรรค์มา 10 กว่าปี ก่อนที่ผมจะมาสอน Appreciative Inquiry ในระยะหลัง ปัจจุบันก็สอนอยู่ 

Design Thinking มีแนวทางง่ายๆ มีสูตรง่ายๆ คือ

Ref ภาพ https://uxdesign.cc/user-experience-is-design-thinking-2428a0a360c2


คุณต้องสังเกตุว่าลูกค้ากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ (Emphaty) จากนั้นมาระดมสมองว่าลูกค้ากำลังมีปัญหาอะไรกันแน่ (Define) แล้วมาระดมสมองหาทางออกแก้ปัญหาให้ลูกค้ากัน (Ideate) แล้วมาวางแผนสร้างต้นแบบ (Prototype) แล้วไปทดลองจริง (Test) เน้นง่าย เร็ว ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ  

ทำเป็นสูตรแบบไทยๆง่ายๆดังนี้

สงสาร (Emphaty) +สงสัย (Define)+ สร้างสรรค์ (ideate) + สรรค์สร้าง (Test)
จริงๆ คุณเห็นเรื่องนี้ได้ไม่ยาก ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเลยครับ ... คนเก่งๆ องค์กรดังๆ สร้างความสำเร็จที่โดดเด่นด้วยกระบวนการที่เป็นธรรมชาติแบบนี้อยู่แล้ว เช่นพี่ตูน  ใครติดตามพี่ตูน หรือดูหนังเรื่องเชื่อ บ้า กล้า ก้าว จะเห็นชัดมากๆ ...

พี่ตูนเข้าโรงพยาบาลสงสารคนไข้ หมอ โรงพยาบาล (Emphatize)แกบอกว่า เครื่องมือแพทย์มันขาด แกยกถ้ามีเครื่องมือแพทย์ก็ช่วยคนได้ หัวหน้าครอบครัวบางคนก็หายจากโรคร้าย และทำให้สามารถกลับไปดูครอบครัวได้ 

พี่ตูนเลยเกิด Ideate สร้างแนวคิดขึ้นมา ...แกชอบวิ่งอยู่แล้วก็เอาเรื่องวิ่งมาระดมทุน..น่าจะเหมาะ

Prototype  ลองวิ่งช่วงบางสะพานก่อน  

Test ลองทำ ประเมินผล ...ก็เริ่มซ้อมแล้วทำ จนสำเร็จ ตอนหลัง เลยกลายเป็นคิดใหญ่ วิ่งสองพันกว่ากิโล จากเบตงมาที่เชียงราย...  

ใครดูหนังเรื่องนี้ จะชัดมากๆ ...นี่พี่ตูนทำ Design thinking และชัดเลยครับ กระบวนการนี้ คิดแล้วทำ ..ไม่ต้อง Perfect 

และถ้ามองในฐานะนักพัฒนาองค์กร (Organization Development Consultants)  ที่เจาะลึกเรื่อง Appreciative Inquiry (AI) ที่เน้นการค้นหาจุดแข็ง และประสบการณ์เชิงบวกมาสร้างสรรค์องค์กร ...  โดยผ่านการตั้งคำถามเชิงบวก   จะเห็นว่าพี่ตูนแอบทำ Appreciative Inquiry ทั้งสองครั้งคือที่บางสะพาน และเบตงไปเชียงราย...พี่ตูนใช้สิ่งที่เป็นจุดแข็งของพี่ตูนมาเป็นส่วนหนึ่งของการคิดสร้างสรรค์ โดยมีการเลือกทีมงานที่มีจุดแข็งต่างๆ กัน ร่วมทั้งมีทัศนคติเชิงบวก  แต่ก็บริหารความเสี่ยงอย่างสร้างสรรค์ตลอดเวลา ....  นี่ไงครับ จุดเชื่อมกัยระหว่าง Design  Thinking และ Appreciative Inquiry ...

สำหรับ ผมเห็นโอกาสการนำ  AI มา Blend  เพราะมันคล้ายกันมาก ลูกศิษย์ที่เรียน AI กับผมไปแล้วไปเรียน Design Thinking ก็บอกว่ามันแทบจะเหมือนกัน ...  ผมบอกว่ามันไม่ 100% มันต่างกันนิด แต่มี่สำคัญกว่ามันเสริมกันสุดๆ โยเฉพาะช่วย Ideate ... 


ทำอย่างไรครับ ...เวลาผมทำ Design Thinking Workshop  แบบ Appreciative Inquiry

ก็จะเริ่มจากให้ผู้เข้าอบรมลองเล่าประสบการณ์ เหตุการณ์ที่เคยช่วยคนอื่น จนสำเร็จ ให้เขาเห็นภาพก่อนว่าจริงๆ Design Thinking ไม่ใช่เรื่องไกลตัว   เช่นล่าสุดไปทำกับเภสัชกร อุตสาหกรรมยา  

ก็เริ่มจากให้อาสาสมัคร 1 ท่านเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เคยช่วยคนอื่นจนสำเร็จ ... 

มีท่านหนึ่งเล่าว่าตอนเป็นเภสัชกรอยู่ร้านขายยา เจอคนไข้คนหนึ่งมาขอซื้อยาลดความดัน  แต่ซื้อสองยี่ห้อเลย ก็เลยรู้ด้วยความเป็นมืออาชีพ ก็เลยถาม คนไข้ก็บอกว่าซื้อไปกินทั้งคู่ ... ซึ่งเธอก็รู้ว่าไม่ใช่แล้ว ก็เลยพยายามแนะนำให้ข้อมูลคนไข้ คนไข้ก็ฟัง ...แต่ที่สุดก็ซื้อไปอยู่ดี ...แต่หลายวันถัดมา เขาก็โทรมาขอบคุณ บอกว่าที่สุดเขาไปหาหมอโรงพยาบาล หมอก็พูดแบบเดียวกัน เขาเลยโทรมาขอบคุณ และบอกด้วยว่าเพิ่งรู้ว่าเภสัชกรมีความสำคัญอย่างนี้เอง ...

จากนั้นผมก็ลองให้ทุกคนถอดโมเดลดูว่าเหตุการณ์นี้ถ้ามองในเชิงกระบวนการ จะเป็นอย่างไร ก็ได้ว่า..

เริ่มจากเห็นคนไข้เข้าใจผิด เลย “สงสาร” (นี่คือ Emphaty นั่นเอง) .. แล้วก็สงสัยว่าเข้าใจถูกไหม เลยถามคนไข้ก็เลยรู้ปัญหา (Define)  เห็นคนไข้ลังเลไม่เชื่อ เลยพยายามคิดหนทางที่จะโน้มน้าว (Prototype)  แล้วลองโน้มน้าว (Test) ระหว่างนั้นก็รู้ว่าไม่ได้ผมก็พยายามปรับเปลี่ยนยุทธวิธี (Prototype) แล้วก็ Test อีก ... แม้ไม้ได้ผลตอนนั้น แต่ก็ทำให้คนไข้ต้องคิดใหม่ ไปถามหมอ จนในที่สุดก็ได้ผลที่น่าชื่นใจกลับมา...

แปลกครับยิ่งทำ ยิ่งเห็นว่า Design Thinking ทุกคนทำเป็นโดยธรรมชาติ ขอให้รู้สึกสงสารอื่นเถอะ เดวทุกอย่างตามมาเอง...พี่ตูน ลูกศิษย์ผม และบริษัทระดับโลกมีกระบวนการสร้างความสำเร็จที่โดดเด่นคล้ายๆกัน ...

เมื่อผ่านขั้นตอนสร้างความเชื่อมโยงแล้ว

ก็ถึงการทำ Design Thinking ที่ใข้ AI เข้ามาเสริม เสริมตรงไหนครับ

จากการศึกษาพี่ตูน และตัวอย่างในคนไทย ผมเห็นว่าจริงๆ เมื่อ ไม่ใช่ Define ปัญหาแล้ว ทำ Ideation ระดมสมองหาทางแก้เลย ...จริงๆ ผมเห็นทั้งพี่ตูนและลูกศิษย์คนไทยของผม มีการระดมจุดแข็ง และวิธีการที่เชื่อว่าดีที่สุดที่เคยทำมาก่อน..นั่นคือกระบวนการสั่งสมความรู้เชิงบวก (Positive Experience) มาก่อน  แล้วมาระดมสมอง Ideation ..ผมเลยขอเปลี่ยนเป็นจากสูตร 

สงสาร (Emphaty) > สงสัย (Define) > สร้างสรรค์ (ideate) > สรรค์สร้าง (Test)

มาเป็นสูตรนี้

สงสาร (Emphaty) >สงสัย (Define)> สั่งสมความรู้ (Positive Experience)> สร้างสรรค์ (ideate) > สรรค์สร้าง (Test)

วิธีการสั่งสมความรู้แบบ Appreciative Inquiry นี่ทำง่ายๆ ได้ด้วย Model 5 M

Me  Experience  (ความรู้ในหน่วยงาน)  นึกถึงตอนที่เราแก้ปัญหานี้ได้เราทำอย่างไร หรือใครในแผนกเราทำได้ เขาทำอย่างไ

Mate Experience(หน่วยงานอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน) ตอนที่เขาแก้ปัญหานี้ได้เขาทำอย่างไร หรือใครเป็นต้นแบบ เขาทำอย่างไร 

Mankind Experience (องค์กรระดับโลก-อาจเป็นบริษัทต่างชาติที่ตั้งในไทยก็ได้) ตอนที่เขาทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ เขาทำอย่างไร หรือใครเป็นต้นแบบ เขาทำอย่างไร 

Mixed Experience (หน่วยงานอะไรก็ได้ที่ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่นคุณทำเรื่องยา คุณอาจไปถามสวนผักก็ได้) หน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่นอกอุตสาหกรรมคุณ ตอนที่เขาทำได้เขาทำอย่างไร หรือใครเป็นต้นแบบ เขาทำอย่างไร 

Morale Experience(ผู้ใหญ่) ไปถามผู้ใหญ่ ผู้อาวุโล อายุงาน 15 ปีขึ้นไปสิ เขาคิดอย่างไร ตอนที่เขาทำอะไรที่ใกล้เคียงได้สำเร็จ เขาทำอย่างไร หรือใครเป็นต้นแบบของผู้อาวุโสท่านนั้น เขาทำอย่างไร 

จากนั้นเราก็ให้เขาเริ่มระดมสมองว่าตอนนี้สงสารใครอยู่ แล้วเลือก case มาลองทำจริง เช่นเภสัชกรเห็นพนักงานเมื่อนล้า (Emphaty)  ที่สุดก็ได้ปัญหาคือต้องยกของหนัก (Define) คราวนี้ก็นำมาหาความรู้ก่อนสร้าง Prototype นั่นคือการหา Positive Experience แบบ 5M ก่อน 

ก็ได้เช่น

Me Experience  เคยสอนวิธีการยกของที่ถูกต้องลดอาการเจ็บได้

Mate Experience โรงงานในเครือเอาหุ่นยนต์มาใช้

Mixed Experience ผมเล่าให้หังว่าสมัยก่อนภรรยาเป็นคุณหมอฟัน ถอนฟันคนไข้มากเลยเจ็บหลัง  ก็ไปหาหมอแล้วไม่หาย เลยแนะนำให้นอนท่าตาย (ศพอาสนะ) เป็นโยคะท่านหนึ่ง เน้นนอนราบกับพื้นแล้วผ่อนคลาย เหมือนคนตาย ไม่เกร็ง ตอนนั้นภรรยาทำสองวันหายเลย เคยไปเล่าให้คนอื่นฟังก็หายเหมือนกัน

Mankind  คนที่ทำโรงงานต่างชาติ บอกว่ามีการใช้วิศกรอุตสาหการมาออกแบบกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับโครงสร้างร่างกาย ที่เรียกว่า Ergonomics 

Morale ผู้อาวุโสในบริษัทเลยบอกว่า นี่ไงน้องคนนี้เป็นวิศวกรอุตสาหการ (Industrial Engineer) เอาไปช่วยงานสิ 

จาก 5M ก็มาสู่ Prototype ก็แนะนำว่ามีระยะสั้นระยะยาว

ก็ได้ Prototype 

คือระยะสั้น 

  1. สอนให้ใช้ท่าทางถูกต้อง
  2. แนะนำคนงานให้เล่นศพอาสนะ ท่านอนตาย
  3. เชิญวิศวอุตสาหการมาร่วมปรับระบบงาน/คน ให้สัมพันธ์กับสรีระมนุษย์ ระยะยาว

เสนอโครงการนำหุ่นยนต์มาแทนงานนี้ 

จากนั้นลองทำพรุ่งนี้เลย แล้วกลับมาปรับปรับเปลี่ยน

สรุป พอจบท้ายก็ถามว่าได้อะไร ชอบอะไร

คนส่วนใหญ่จะบอกว่า ชอบตรงได้ระดมสมองแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ... แถมได้คุยกับคนต่างแผนก ได้เดินไปหาผู้อาวุโสที่ไม่เคยคิดจะคุย ได้มุมมองที่คิดไม่ถึง ...

จากนั้นตอบคำถาม เช่นเชื่อมโยงกับ OKRs ได้หรือไม่...ได้ครับ เอา OKRs มาเลยครับ มาตีว่า OKRs แบบนี้จะเจอ Challenge อะไร ใครน่าสงสารบ้าง..ตีโจทย์ออกมาแล้วเข้า Model เลย 

นี่ครับ Design Thinking แนว Appreciative Inquiry …เป็น Workshop อย่างต่ำ 1 วัน ถ้าจะขยายผลจนเป็นจริงก็มี Followup ทำ Consulting ไปอย่างต่ำ 10 ครั้ง  จะทรงพลังมากๆ  หรือทำไปตลอดควบคู่กับการทำ OKRs เลย

และวันนี้ขอขอบคุณพี่ตูนของเราที่ไม่เพียงหันไปทางไหนตอนนี้ คนไทยวิ่งกันหมด พี่ตูนไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ในเรื่องการทำเพื่อนผู้อื่น และการออกกำลังเท่านั้น ยังสอนเรื่อง Design Thinking ด้วย สุดยอดครับ พี่ตูนคือพระเอกตัวจริง 

บทความโดยดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์ www.aithailand.org

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (0)