“หมอถามหน่อยได้ไหม เธอมีลูกกี่คน” ผมถามคนไข้ที่นอนอยู่บนเตียง เธอมีอายุราว ๓๐ ต้นๆ แต่สภาพร่างกายที่ถูกใช้มาอย่างสมบุกสมบัน มันทำให้เธอดูเลยวัยไปมาก

“มีหนึ่งคนค่ะหมอ อายุ ๓ ขวบ” แม้ความอ่อนระโหยที่เกิดจากของเสียที่มีท่วมท้นอยู่ในกระแสเลือด เธอยังมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้นเมื่อเอ่ยถึงลูก

“ผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะ” ผมยังคงถามต่อไป

“ลูกสาวค่ะ กำลังซนได้ที่” เธอยิ้ม

“แล้วนี่ทุกคนในครอบครัวรู้ใช่ไหม ว่าโรคที่เธอเป็นอยู่นี้มันไปไกลถึงไหนแล้ว” ถึงตรงนี้ผมก็หยุด และมองมายังคนตรงหน้าที่นอนหายใจเหนื่อยอยู่บนเตียง

เธอพยักหน้ากลับมาเป็นคำตอบ และถึงตรงนี้น้ำตาก็เริ่มไหลหยดลงเป็นสายข้างแก้ม

“มีอะไรที่คิดว่ายังทำไม่เสร็จอีกบ้างไหมครับ” ผมพยายามคุมน้ำเสียงให้ฟังดูเป็นปกติ

“ไม่มีค่ะ หนู่ไม่มีอะไรเหลือที่ต้องทำอีกแล้ว ถ้าจะมีก็มีแต่ลูกนี่แหละค่ะ”

ใช่สิ ถ้าเป็นผมก็เหลือเพียงลูกนี่แหละที่ยังคงเป็นห่วงสุดท้าย

“ยังไงเหรอครับ”

“ก็ที่ผ่านมา หนูไม่ได้สนใจลูกเลยค่ะหมอ คลอดออกมาก็ส่งให้แม่หนูเลี้ยง เค้าเติบโตมากับยาย” 

“แล้วตอนนี้เธอกับลูกอยู่กันอย่างไร หมอเชื่อว่าเธอคงไม่ได้ทำงานมาระยะหนึ่งแล้วใช่ไหม” ที่ผมกำลังคิดว่าเธอไม่ได้ทำงานนั้นก็เพราะว่าการรักษาโรคมะเร็งปากมดลูกที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาเกือบหกเดือนนั้นมันหนักหนา

ด้วยตัวโรคที่วินิจฉัยมันคือระยะที่ ๔ และการรักษาด้วยการฉายแสงร่วมกับให้ยาเคมีบำบัดที่ผ่านมามันดูไม่ค่อยจะได้ผลนัก เนื้อมะเร็งมันยังคงไม่ลดขนาดลง

“หนูหยุดทำงานมาได้ ๓ เดือนแล้วค่ะ มันไม่ไหว ทั้งเจ็บทั้งเหนื่อย ตอนนี้เลยนอนอยู่ที่บ้านแม่ตลอด ลูกสาวก็เลยมาคลอเคลีย ขอเล่นด้วยทั้งวัน” 

“แล้วเธอมีความสุขดีอยู่ไหม” 

ถามแปลก ไปถามคนที่กำลังเจ็บป่วยด้วยด้วยโรคมะเร็งว่ามีความสุขอยู่ไหม ถามออกไปได้อย่างไร แต่เชื่อเถอะ หากใครกำลังมองที่ตาและสีหน้าของผมอยู่นั้น จะต้องเข้าใจว่า ความสุขที่ผมกำลังสื่อสารออกไปนั้น คือการได้อยู่กับลูกของเธอต่างหากเล่า

“มีสิคะหมอ หนูทิ้งเค้าไปตั้งเกือบ ๓ ปี ถ้าจะให้ได้นอนกอดกันทั้งวันแบบนี้ได้อีกไม่กี่วัน หนูก็คงตายตาหลับ แต่ก็สงสารลูกเหลือเกิน สงสัยลูกคงจะรู้สึกได้ ว่าแม่กำลังจะไม่อยู่ตลอดไปแล้ว”

แล้วผมก็ปล่อยให้เธอได้ร้องไห้ครู่หนึ่ง

“เอาอย่างนี้ ถ้าเราได้แทงสายเส้นหนึ่งทางหลังของเธอเพื่อระบายให้ฉี่ออกทางสายนี้ได้แทน มันน่าจะช่วยยืดระยะเวลาให้เธอได้มีชีวิตอยู่ได้อีกระยะหนึ่ง แบบนี้เธอสนใจไหม”

ผมมองเห็นแววตาที่หม่นหมองกลับมีร่องรอยของความหวังวูบขึ้นมา

“เพียงแค่การยืดเวลานะครับ หมอไม่ได้หมายถึงการรักษาให้มะเร็งที่เป็นอยู่มันดีขี้นหรือหายไป”

ผมหยุดเรื่องของคุณแม่ลูกเล็กคนนี้ไว้เพียงแค่นี้ก่อนนะครับ ขอทำใจเรื่องเธอหน่อยหนึ่ง เดี๋ยวจะมาเล่าต่อ

โปรดอย่าได้คิด ว่าผมจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับความเจ็บปวดใจของคนไข้คนนี้เลย

............................

ผมเป็นหมอสูติมานานเกือบ ๒๐ ปี 

มีคนไข้เป็นมะเร็งปากมดลูกมากมายที่ผมได้มีโอกาสดูแลพวกเธอ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะผันตัวเองมาดูแลแต่คนแก่ที่มดลูกหย่อน หรือสตรีฉี่เล็ดมาราว ๑๐ ปี ผมก็ยังคงได้ดูแลคนไข้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกอยู่นั่นแหละ ถึงไม่ได้ดูแลให้การผ่าตัดหรือวางแผนให้ยาเคมีบำบัด แต่การบำบัดร่างกายช่วงที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลก็คือหน้าที่อยู่นั่นเอง

พวกเรารู้ว่า จุดจบหนึ่งของคนที่เป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะลุกลามก็คือ การมีก้อนเนื้อมะเร็งขยายขนาดแล้วไปกดเบียดส่วนปลายของท่อไต ที่ลำเลียงฉี่จากไตมาไว้ในกระเพาะปัสสาวะ และเมื่อไรที่การกดเบียดนั้นเกิดขึ้นทั้ง ๒ ข้าง มันก็จะไม่สามารถลำเลียงฉี่และของเสียจากการกรองของไตลงมาได้ ไตก็จะเริ่มมีปัญหา และไตวายในที่สุด และเมื่อมีอาการไตวาย ของเสียที่ต้องขับถ่ายออกทางฉี่มันก็จะคั่งค้างและท้นอยู่ในกระแสเลือด และเมื่อมันสะสมมากเข้า คนไข้ก็จะมีอาการเบลอเหมือนคนเมา และจะค่อยๆไร้สติ จนในที่สุดก็จะเสียชีวิต บางทีผมมักจะบอกลูกศิษย์และญาติๆของคนไข้ที่กำลังเมาของเสียนี้ว่า “ตายดี เพราะกำลังเมา ไม่เจ็บ และไม่รู้สึกเหนื่อย” 

มันเป็นเช่นนี้

แต่เดี๋ยว..

เรื่องมันยังไม่จบเพียงเท่านี้

ลองมาฟังเรื่องราวของคนอื่นๆ ที่เป็นโรคเดียวกันที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ดูสิ เรื่องที่คล้ายๆกัน แต่อาจจะจบไม่เหมือนกัน

........................

“คนไข้กำลังมีอาการไตวายจากการที่มะเร็งปากมดลูกมันไปอุดที่ปลายท่อไตทั้ง ๒ ข้าง เลยฉี่ไม่ออกเลยมาราวเกือบสัปดาห์ ค่าไตขึ้นราวแปด  หนูคิดว่าจะปรึกษาทีมอินเตอร์เวนชั่นให้ช่วยแทง PCN ก่อนค่ะ” คุณหมอหัวหน้าทีมได้รายงานให้ผมทราบในเช้าวันที่ได้ขึ้นมาราวนด์พร้อมกัน 

การแทงสาย PCN คือการแทงสายท่อเล็กๆเข้าจากทางหลังของคนไข้ให้ปลายสายทะลุไปจ่ออยู่ในกรวยไต จะได้ระบายให้ฉี่ออกทางสายนี้แทน 

ผมพยักหน้าเชิงครุ่นคิด

“เป็นมะเร็งปากมดลูกระยะที่ ๔ ค่ะ มันกระจายไปที่กระเพาะปัสสาวะและปอด” คุณหมอคนเดิมยังคงรายงานต่อไป เมื่อเห็นหัวคิ้วผมย่นเข้ามาหากัน

“แล้วไง การต่อท่อ PCN ให้คนไข้ฉี่ออกทางนี้ จะช่วยคนไข้ได้ยังไงล่ะ” ผมถาม

“ก็เมื่อฉี่ออก ไตก็จะดีขึ้น เราจะได้ทำการเริ่มรักษามะเร็งต่อได้ค่ะ” ลูกศิษย์อธิบาย

ผมถามคำถามแบบนี้ออกไปในเช้าวันนี้ถึง ๓ ครั้ง นั่นเพราะว่ามีคนไข้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกระยะที่ ๔ นอนอยู่ในการรักษาของทีมผมอยู่ตั้ง ๓ คน

มันน่าแปลกใจ เพราะเดี๋ยวนี้เรามักไม่ค่อยเจอคนไข้เป็นมะเร็งระยะที่ ๔ ทีละหลายๆคนแบบนี้ อันที่จริงเราพบการเป็นมะเร็งปากมดลูกน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่การตรวจมะเร็งปากมดลูกสามารถเข้าถึงได้ง่าย และเริ่มมีการฉีดวัคซีน 

แต่วันนี้ ผมได้เจอทีเดียว ๓ คน คนหนึ่งคือคนที่เล่ามาในตอนแรก เธอกำลังซึมได้ที่จากการมีอาการไตวาย คนที่สองกำลังไข้ขึ้นสูงจากการติดเชื้อในสายระบายฉี่ที่ชื่อว่า PCN นั่น และคนที่สามกำลังเจ็บกระดูกจากการที่มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำ และกระจายไปที่กระดูก และสาย PCN ที่ว่านั้นก็กำลังติดเชื้อ เธอจึงมีไข้สูงร่วมด้วย

“แล้วไงต่อล่ะ ฉี่ออก ไตวายดีขึ้นแล้วโรคมะเร็งเขาหายด้วยไหมล่ะ”

ผมกำลังหมายถึงเช่นนั้น  

ถ้าจะพูดถึงรายแรก การทำให้ไตเค้าดีขึ้น แล้วรีบฉายแสงให้ก้อนมะเร็งยุบเร็วๆ ถึงเวลาที่มีฉี่ออกทางท่อปัสสาวะได้ ก็จะได้เอาสายที่แทงอยู่ด้านหลังนั้นออก

อย่าลืมว่า การให้คนไข้ฉี่ออกทางสายแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องปกติ มันติดเชื้อได้ และติดง่ายเสียด้วย ดูอย่างคนที่ ๒ นั่นไง เธอกำลังไข้สูงได้ที่เลยทีเดียว ผลการตรวจเพาะเชื้อจากฉี่ก็พบว่ามันเป็นเชื้อดื้อยาชนิดรุนแรงของโรงพยาบาล เราคาดเดาได้เลยว่า คนไข้จะต้องใช้ยาฆ่าเชื้อที่แรงขึ้น และแพงขึ้นเรื่อยๆ 

เอาเถอะ ได้ยาฆ่าเชื้อไป เดี๋ยวมันก็อาจจะดีขึ้น ใช่ไหม

แต่แล้วไงล่ะ คนไข้ที่รอดชีวิตจากการติดเชื้ออย่างคนที่ ๓ ก็จะใช้ชีวิตต่อไป และอยู่ร่วมกับมะเร็งที่กำลังกัดกินร่างกายต่อเนื่องไปอีก 

คนไข้ยังคงทรมานจากโรคมะเร็งต่อไปนะครับ

นั่นจึงเป็นที่มา ว่าทำไมผมจึงไม่ค่อยจะสบอารมณ์นัก หากขึ้นมาแล้วพบกับคนไข้อย่างคนที่ ๓ ต้องถูกแทงสายระบายฉี่ติดคาอยู่

จบนะครับ

..................

“เอาอย่างนี้ ถ้าเราได้แทงสายเส้นหนึ่งทางหลังของเธอเพื่อระบายให้ฉี่ออกทางสายนี้ได้แทน มันน่าจะช่วยยืดระยะเวลาให้เธอได้มีชีวิตอยู่ได้อีกระยะหนึ่ง แบบนี้เธอสนใจไหม”

ผมมองเห็นแววตาที่หม่นหมองกลับมีร่องรอยของความหวังวูบขึ้นมา

“เพียงแค่การยืดเวลานะครับ หมอไม่ได้หมายถึงการรักษาให้มะเร็งที่เป็นอยู่มันดีขี้นหรือหายไป”

“ค่ะหมอ”  เพียงรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมา แม้เพียงแค่เล็กน้อยของเธอ มันก็สร้างพลังให้ผมรู้สึกได้

“อาจารย์คะ ทำไมรายนี้อาจารย์จึงแนะนำให้แทง PCN ล่ะคะ กับรายอื่นเห็นอาจารย์ไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่” คุณหมอลูกศิษย์ถามผมภายหลังจากที่เราเดินห่างออกมาจากคนไข้รายนั้นระยะหนึ่ง

“แล้วคุณหมอว่าไงล่ะ” ผมถามย้อนกลับ

“ก็อาจารย์บอกทุกครั้ง ว่าการแทงสายแบบนั้นมันทำให้ยืดการตายคนไข้ออกไปได้ แต่เขาจะยังคงทรมานจากโรคมะเร็งไม่ใช่เหรอคะ”  

“ก็ใช่ แต่ความหมายของการมีชีวิตของคนไข้คนนี้คืออะไรล่ะ” ผมก็ยังไม่ยอมตอบตรงๆ

“ก็คือการอยู่กับลูก” ลูกศิษย์ตอบ

“ใช่ อยู่กับลูกที่ไม่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตมาด้วยกันตั้งนาน และตอนนี้ลูกก็ได้มานัวเนีย มากอด มาหอมแก้ม มาเล่นด้วย สำหรับคนไข้คนนี้แล้ว ผมว่าวันนึงก็คุ้มเหลือเกิน สัปดาห์หนึ่งก็แสนคุ้ม ได้เดือนหนึ่งก็เกินจะคุ้ม” ผมสาธยายพลางนึกถึงสองสาวของผมที่เรายังคงคลอเคลียกันได้ทั้งวัน

“แต่เค้าจะทรมานจากโรค” เธอยังข้องใจ

“ก็ใช่ เมื่อกี๊เธอเห็นไหม ผมได้บอกคนไข้ในเรื่องที่จะต้องเจอในอนาคตแล้ว แต่ความสุขของคนเป็นแม่ ผมว่ามันแลกกันได้นะ มันแทบจะเทียบกันไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดที่จะต้องเจอ”

เรื่องรักของแม่อย่างรายนี้ มันไม่ได้ซับซ้อนเลย ใช่ไหม

ธนพันธ์ ชูบุญพ่อรักลูกนะครับ

๒๖ เมย ๖๒