การที่ได้ไปดูงานที่มูลนิธิฉือจี้ ไต้หวันเพื่อดูระบบบริการทางการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ที่โรงพยาบาล 6 แห่งของมูลนิธิทำด้วยจิตอาสา ทำด้วยจิตวิญญาณของผู้ให้บริการ มีความสุขที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นให้พ้นทุกข์ ถ้าหากพวกเราให้บริการผู้มารับบริการด้วยจิตใจของความเป็นมนุษย์ (Humanized Health Care) แล้ว ความผิดพลาดฟ้องร้อง ร้องเรียนก็จะน้อยลง ตัวเราเองก็มีความสุขมากขึ้นด้วย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาวะทางจิตวิญญาณของตัวเองได้

การทำงานด้วยจิตวิญญาณของแพทย์ พยาบาลหรือผู้ให้บริการ ดูง่ายๆจากพวกเราที่เป็นชาวพุทธ เมื่อเราตรวจคนไข้หรือให้บริการคนไข้แล้วเรามีความสุขเหมือนกับตอนที่เราไปทำบุญไหว้พระหรือไม่ ถ้ามีก็แสดงว่าเรามีจิตวิญญาณของผู้ให้บริการแล้ว ความสุขจะเกิดขึ้นตลอดเวลาในการทำงาน

สำนักพุทธศาสนาฉือจี้ ขับเคลื่อนภารกิจเพื่อประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยการจัดตั้งมูลนิธิฉือจี้ขึ้น เป็นการทำงานอาสาสมัครด้วยความเป็นมืออาชีพ โดยมีการแบ่งภารกิจหลักๆออกเป็น 4 ด้านคือด้านการกุศล ด้านการรักษาพยาบาล ด้านการศึกษาและด้านจริยศาสตร์(วัฒนธรรม) โดยใช้ยุทธศาสตร์ของการเปลี่ยนความเชื่อเป็นความเชื่อมั่นที่แสดงให้เห็นจริงโดยสมณาจารย์เจิ้งเหยียน จนเกิดเป็นแรงศรัทธา ในความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์จะช่วยส่งผลให้ได้ใกล้ความเป็นพระโพธิสัตย์ ตามความเชื่อของศาสนาพุทธนิกายมหายาน คำว่ามหายานหมายถึงยานใหญ่ ที่สามารถนำพาคนไปได้หลายๆคน ไปด้วยกัน ไปพร้อมกัน ช่วยๆกันเพื่อบรรลุสู่ความหลุดพ้น จึงเกิดเป็นการรวมกลุ่มกันเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ

 ยุทธศาสตร์ในเรื่องการศรัทธาในความรักต่อเพื่อนมนุษย์และชื่นชมสิ่งดีๆที่อาสาสมัครด้วยกันกระทำขึ้น จะถูกนำมาเป็นเรื่องเล่าเร้าพลังในทุกๆเช้า ต่อหน้าสมณาจารย์เจิ้งเหยียนและหมู่มวลอาสาสมัครคนอื่นๆ ถ่ายทอดออกสู่สถานีโทรทัศน์ต้าอ้าย เผยแพร่ไปทั่ว นำสู่ความสุขใจ ภาคภูมิใจในความดีที่ได้กระทำและคนอื่นๆก็ได้ร่วมแสดงความยินดีไปด้วย พร้อมทั้งการเล่าสิ่งที่กระทำได้กลายเป็นการกระทำที่ดีๆหรือBest practice ให้อาสาสมัครและคนอื่นๆได้นำไปประพฤติปฏิบัติตามได้ ทำให้เกิดการกระจายการทำสิ่งดีๆไปทั่ว ซึ่งถือเป็นการใช้พลังแห่งความรักมาจัดการความรู้ไปสู่สุขภาวะแห่งมวลมนุษยชาติได้  การนำสิ่งดีๆมาบอกสู่กัน ชื่นชมกันก็เป็นการนำเอาแนวคิดของAppreciative inquiry มาใช้แบบเนียนไปกับชีวิตจริงได้

เรื่องของจิตอาสาไม่ใช่แค่เรื่องบริการทางการแพทย์ที่เน้นเรื่องการบริการแบบมีหัวใจของความเป็นมนุษย์ แต่ยังมีเรื่องจิตอาสาเพื่อพิทักษ์โลก โดยการเป็นอาสาสมัครคัดแยกขยะเพื่อนำเอาขยะไปขายจนสามารถจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ต้าอ้ายมาเพื่อนำเสนอสิ่งดีๆแก่สังคมได้  หากเราสามารถนำแนวคิดเรื่องจิตอาสามาสู่เจ้าหน้าที่ของเราโดยการจัดตั้งเป็นกองทุนขยะทองคำ หรือขยายแนวคิดไปสู่ชุมชน ให้มีการแยกขยะที่บ้าน ในชุมชนหรือจัดตั้งกองทุนขยะชุมชนเพื่อนำเงินมาใช้ในด้านสาธารณประโยชน์ก็จะทำให้เกิดเมืองน่าอยู่หรือHealthy cityได้โดยง่าย

ในแนวคิดเรื่องของการทำบุญของชาวฉือจี้ จะเน้นทำทุกวันแต่ไม่จำเป็นต้องมาก เช่นการทำบุญใส่ตุ้บริจาควันละ 1 บาท ทุกวัน จะดีกว่าทำครั้งเดียว 100 บาท เพราะการทำบุญทุกวันเป็นการฝึกจิตใจเราให้นึกถึงบุญ นึกถึงสิ่งดีงามทุกๆวัน ซึ่งก็เป็นแนวคิดหนึ่งที่ผมเชิญชวนพวกเราจัดตั้งกองทุนเจ้าหน้าที่ในมูลนิธิโรงพยาบาลบ้านตาก

สิ่งที่อยากฝากพวกเราก็คืออยากให้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ของเราให้ใช้คำพูดและการปฏิบัติ 4 คำนี้ให้ติดเป็นนิสัยของพวกเราคือยกมือไหว้เพื่อแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนกับคำว่าสวัสดี ,ขอโทษ, ขอบคุณและมีอะไรให้ช่วยไหมครับ/คะ จะเป็นสิ่งเริ่มต้นบริการด้วยจิตใจของความเป็นมนุษย์

ในทุกเช้าก่อนทำงาน(08.30น.) อยากให้พวกเรา นั่งสมาธิพร้อมกันสักวันละ 3-5 นาทีเพื่อทำใจให้สงบ มีสมาธิก่อนเริ่มทำงาน พร้อมทั้งเมื่อสมาธิเสร็จแล้วให้แผ่เมตตาพร้อมกันเพราะการแผ่เมตตาจะทำให้ใจเราสุขสบายพร้อมที่จะช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งในการให้บริการแบบหัวใจของความเป็นมนุษย์ก็คือการนำเอาพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) ลงมาสู่การปฏิบัติจริงจริงในชีวิตประจำวัน

ในทุกวัน ที่เรามาทำงาน เรามีวิทยุเสียงตามสาย เรามีโทรทัศน์วงจรปิดของเรา แต่เรายังไม่ได้ใช้ประโยชน์มากนัก ถ้าเราเพิ่มรายการสัมภาษณ์หรือให้คนของเราที่ทำอะไรดีๆมาเล่าเรื่องในสิ่งที่เขาภาคภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นหรือช่วยเหลือสังคม ถ้าทำได้ทุกวัน บรรยากาศแห่งความดีก็จะอบอวลไปทั้งโรงพยาบาล ซึ่งจะทำให้เราทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น

หากเราคิดว่าสิ่งที่ฉือจี้ทำนั้นเป็นตามความเชื่อของนิกายมหายานแต่ของเราเป็นหินยานนั้น ผมได้ฟัง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ท่านได้เล่าให้ฟังถึงกิจกรรมของโรงเรียนสัตยาไสย ที่เน้นเด็กดีมากกว่าเด็กเก่ง แต่เด็กดีที่ผ่านการเรียนรู้ไปแล้ว จะเก่งได้เอง อาจารย์กล่าวว่าคนไทยจะไปตามฝรั่งจะไปเน้นเรื่องBrain based Learning ซึ่งสอนให้เด็กคิดวิเคราะห์เก่ง เป็นเด็กเก่ง แต่เราจะได้คนเก่งที่เห็นแก่ตัว คิดว่าอย่างไรตนเองจะได้มากกว่าคนอื่น ทั้งที่เรามีของดีของศาสนาพุทธอยู่แล้ว เป็นลักษณะของMind based Learning(อาจารย์ไม่ได้ใช้คำนี้ ผมใช้เอง) โดยฝึกสมาธิ ฝึกสติดึงสติมาให้เกิดจิตสำนึกการรับรู้ เปลี่ยนจิตใต้สำนึกของคน ให้เป็นจิตสำนึกแล้วสู่จิตรู้สำนึก โดยอาศัยศีล สมาธิ ปัญญาหรือใช้ไตรสิกขา ในการเรียนการสอน โดยครูจะต้องสอนด้วยความรักความเมตตา โยใช้ศีลสร้างคนดี ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้ตอบคำถามง่ายๆเมื่อคิดมาแล้ว คือดีสำหรับตนเองไหมและดีสำหรับทุกคนไหม ถ้าใช่ทั้ง 2 ข้อก็ปฏิบัติได้  ที่สำคัญครูต้องเป็นแบบอย่าง ต้องมีความรักความเมตตา เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ ไม่ใช่ผู้สอน อย่าสอนให้ชิงดีชิงเด่นกันแต่สอนให้ร่วมมือกัน ไม่เปรียบเทียบใครเก่งกว่าใครเพื่อเน้นให้เรียนรู้กันไปเป็นทีม ดังนั้นกิจกรรมในการเรียนจึงมีการนั่งสมาธิ แผ่เมตตา สร้างแรงบันดาลใจ สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย  นำคุณค่าความเป็นมนุษย์ออกมาจากภายใน พร้อมทั้งบูรณาการคุณค่าความเป็นมนุษย์เข้าไปในทุกวิชา ทุกกิจกรรม ซึ่งการจัดการความรู้ก็เป็นกระบวนการปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในตัวของคนแต่ละคนออกมา เป็นกระบวนการส่งเสริมการร่วมมือกันทำงานให้สำเร็จผ่านการเรียนรุ้ร่วมกันในการปฏิบัติ เป็นการเกิดจิตสำนึกใหม่และการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของจิตใจ