"ต้นทุนชีวิตของคน"


คนเราเกิดมามีชีวิตต้นทุนที่แตกต่างกัน แล้วแต่โชคชะตาลิขิต คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะทำได้เสมอ

บางคนเกิดมายากจน ไม่มีบ้าน ไม่มีที่อยู่อาศัย ใช้ชีวิตที่ลำบาก ทำงานหนักเพื่อที่จะได้ค่าตอบแทน เหนื่อยทั้งกาย และใจมองหาความสุขไม่ค่อยมี เพราะชีวิตพบเจอแต่ความลำบาก

บางคนเกิดมาพอมีพอใช้ มีบ้าน มีที่อยู่อาศัย พอมีพอกิน มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ใช้ชีวิตแบบพอเพียง รู้จักอดออม มีมากก็ใช้มาก มีน้อยก็ใช้น้อย ไม่โลภ เรียนรู้วิถีชีวิตในแบบพอประมาน มีทุกข์บ้าง มีสุขบ้าง 

บางคนเกิดมามีทุกอย่าง มีบ้าน มีเงิน มีรถ มีทุกอย่าง ใช้ชีวิตตามใจชอบ อยากจะทำอะไรก็ทำได้ อยากจะมีอะไรก็หามาได้ สมบูรณ์มีครบทุกอย่าง


 "ต้นทุนชีวิต" สิ่งที่ต้องทุ่มเท...สร้าง
มีคนเข้าใจว่าต้นทุนชีวิตคือเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เรื่องกำไรขาดทุน แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่
ต้นทุนชีวิต คือ สิ่งที่ต้องทุ่มเท สร้างมากกว่าทุ่มทุน

ลองคิดดูว่าพืชจะเจริญเติบโตเป็นต้นไม้ที่แข็งแรงได้นั้น ต้องอาศัยเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ ต้องอยู่ในดินที่เหมาะสม ต้องมีการปลูกด้วยวิธีการที่เหมาะกับธรรมชาติของเมล็ดพันธุ์นั้น มีการดูแลฟูมฟัก และที่สำคัญมีการดูแลเอาใจใส่ เพื่อให้มีการเจริญเติบโตที่ดี
ขนาดต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีอารมณ์ ยังต้องการสิ่งต่างๆ เหล่านี้ในการเจริญเติบโต สำหรับมนุษย์ซึ่งมีทั้งอารมณ์และความคิด จึงต้องการทักษะบางเรื่องที่ซับซ้อนกว่าต้นไม้ นี่คือที่มาของการใช้คำว่า "ต้นทุนชีวิต"

ในมุมมองของผม ผมคิดว่าผมโชคดีที่เกิดเป็นคนดอย มีป่าที่ที่อุดมสมบูรณ์ มีอากาศที่บริสุทธ์ อยู่ในดอยเล็ก ๆ ที่ไม่มีความวุ่ยวาย ไม่มีเสียงรบกวน ไม่ต้องมีเรื่องให้คิดมากมาย ใช้ชีวิตในแบบที่เรียบง่าย อยู่กับป่า หากินในป่า เป็นชีวิตที่ลงตัวอีกแบบหนึ่ง แต่ในชีวิตคนบนดอยไม่เรียบง่ายเสมอไป บนดอยไม่ได้มีความสะดวก ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีถนนหนทางที่สะดวกในเดินทาง การศึกษาเด็กบนดอยก็ไม่ทั่วถึง ทำให้ได้ความรู้ ความสามารถที่ไม่ค่อยเต็มที่ แต่การเรียนรู้ในบนดอย เป็นการเรียนรู้วิถีชีวิต การเอาตัวรอด การดำเนินชีวิตให้เข้าร่วมกับสังคม มีทักษะการใช้ชีวิต ซึ่งคนเราเกิดมามีต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ยังมีหลายอย่างที่ผมต้องเรียนรู้ พัฒนาตนเอง จะได้ไม่มีคนดูถูกคนดอยอย่างผม จะสู้และทำตามความฝันของเด็กดอยให้เป็นจริง