การพัฒนาส่วนใหญ่ในชนบทของประเทศไทย ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา พบว่า เราเน้นการพัฒนาเพื่อการหาเงินเป็นส่วนใหญ่ ตามคำขวัญ งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข
  แต่เมื่อเราหาเงินกันมานานๆ กว่า 40 ปีมาแล้ว ไม่มีใครมีเงินเลย มีแต่คนเป็นหนี้  
สาเหตุคืออะไร ?

  ถ้าจะตอบง่ายๆ ก็เป็นเรื่องบริโภคนิยม ยิ่งเราหาเงินมาก เราก็บริโภคมาก ทรัพย์สินที่ควรจะมีก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นทรัพย์สินที่ถูกบริโภคไป ทำให้มูลค่าลดลงไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว   

ยิ่งในสมัยปัจจุบัน มีการซื้อของราคาแพง และเสื่อมราคาเร็ว เช่น มือถือ รถยนต์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีราคาแพง เมื่อเทียบกับรายได้ของชาวบ้าน แต่เมื่อลงทุนไปแล้ว มูลค่ากลับลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ทรัพย์สินที่ควรจะมีก็หายไปกับการเสื่อมมูลค่าของสิ่งเหล่านั้น  

ท่านเชื่อไหมครับ..

ข้อมูลการสำรวจพบว่า รายจ่ายที่เป็นตัวเงินในภาคชนบทเป็นค่ามือถือ ถึง 80% 

แล้วมือถือ มันรักษามูลค่าไว้ได้อย่างไรล่ะครับ..มีแต่จ่ายกับจ่าย ผลตอบแทนที่ได้รับ ก็คือ ความสุก(ข) ละมั้ง!  แล้วผลตอบแทนทางเศรษฐกิจล่ะ เป็นเท่าไหร่.. เคยคิดกันบ้างไหมครับ หรือเราจะเสพติดกันไปแบบนี้เรื่อย ๆ แล้วก็มาทนแบกรับหนี้สินกันตลอดชีวิต

 ทำให้ระบบทรัพยากรที่เคยมีอย่างอุดมสมบูรณ์ก็ถูกเปลี่ยนแปลงมาเป็นเงินเพื่อการใช้หนี้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีทางทันกันได้เลย  

 

แม้จะมีการอพยพแรงงานเพื่อหาเงินมาปิดช่องว่าง ก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แล้วชาวบ้านจะอยู่อย่างไร ก็ต้องดิ้นรนปากกัด ตีนถีบกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง

ชาวบ้านส่วนใหญ่อยู่เพื่อรอวันตาย เพื่อจะได้ปลดหนี้สิน จากเงินประกันชีวิตของ ธกส.

ไม่เห็นมีใครมีความคิดเป็นอย่างอื่น น่าสงสาร..ชีวิตเรามีค่าเพียงแค่นี้เองหรือ..    

จากการทำงานเพื่อพัฒนาชนบทในด้านต่างๆ กับเครือข่ายปราชญ์ ผมพบว่า จุดแรกที่เราจะต้องพยายามแก้ไขก็คือ การอุดรูรั่ว รูไหนใหญ่ต้องอุดก่อน รูไหนที่ไหลแรงต้องรีบอุดทันที มิเช่นนั้นมีเท่าไหร่ก็ไม่มีทางเต็ม  

กระบวนการพัฒนาเริ่มต้นจึงต้องมาเริ่มที่อุดรูรั่ว มากกว่าการเติมให้เต็ม

การอุดรูรั่วที่สำคัญก็คือการลดกิเลส  การทำความเข้าใจตนเอง เหมือนกับที่ผมเคยเขียนไว้แล้วว่า คนที่จะเข้าใจตนเอง ต้องออกไปนอกโลกของตนเองเสียก่อน   ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมเพื่อลดกิเลส จึงเป็นเรื่องจำเป็นก่อนการพัฒนาใดๆ ทั้งสิ้น 

 แต่...อีกนั่นแหล่ะครับ

คนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ยากที่จะไปนั่งปฏิบัติธรรมได้อย่างสงบ

 ต้องพยายามวิ่ง ดิ้นรน หาเงินมาใช้หนี้ ไม่งั้นก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน 

สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นงูกินหาง หยุดก็ไม่ได้ ไปทางไหนก็ไม่ได้ วิ่งวนอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะหมดแรง และถูกหัวงูอีกตัวหนึ่งมากิน แบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้ระบบครอบครัวสูญเสียที่ทำกิน อพยพแรงงาน สูญเสียระบบชีวิตจากการไปทำงานรับจ้างแบบถูกกดขี่ค่าแรง แล้วก็ยังเอาตัวไม่รอดอีก อาจจะมีคนบางคนที่โชคดี ทำสำเร็จ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังอาจล้มเหลว
  ฉะนั้น แนวทางของการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ค่อยๆ ทำอย่างพอประมาณ มีเหตุผล เดินตามทางสายกลางของเรื่องต่างๆ จึงเป็นทางออกที่สำคัญที่จะทำให้เราเริ่มต้นพัฒนาได้จริงๆ เสียที เพราะถ้าวิ่งแบบงูกินหางอย่างนี้ไปไม่รอดแน่นอน...  

แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นปรัชญาที่สำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่แท้จริง

อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล่น และมองข้ามความสำคัญนี้นะครับ ! ไม่งั้น การพัฒนาจะไม่มีทางสำเร็จแน่นอน