บันทึกชุด สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลนนี้ ตีความจากหนังสือ Poor Students, Rich Teaching : Seven High-Impact Mindsets for Students from Poverty (Revised Edition, 2019) เขียนโดย Eric Jensen ผู้ที่ในวัยเด็กมีประสบการณ์การเป็นเด็กขาดแคลนอย่างรุนแรง และมีปัญหาการเรียน และเคยเป็นครูมาก่อน เวลานี้เป็นวิทยากรพัฒนาครู ผมคิดว่าสาระในหนังสือเล่มนี้ เป็นชุดความรู้ที่เหมาะสมต่อ “ครูเพื่อศิษย์” ที่สอนนักเรียนที่มีพื้นฐานขาดแคลน ผมเข้าใจว่าในประเทศไทยนักเรียนกลุ่มนี้เป็นนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ
บันทึกที่ ๘ วิทยาการเรียนรู้บอกข่าวดีจากบรรยากาศเชิงบวก นี้เป็นบันทึกแรกใน ๔ บันทึกภายใต้ชุดความคิดบวก (positivity mindset) ตีความจาก Part Three : Why the Positivity Mindset? โดยที่บันทึกที่ ๘ นี้ว่าด้วยทฤษฎีเกี่ยวกับผลกระทบของบรรยากาศเชิงบวก ต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน ว่ามีกลไกทางสมองอย่างไร ส่วนในบันทึกที่ ๙ - ๑๑ จะเป็นเรื่องการประยุกต์ทฤษฎีสู่ภาคปฏิบัติ
อ่านรายละเอียดจากผลงานวิจัยเหล่านี้แล้ว ผมสรุปกับตนเองว่า นี่คือหลักฐานบอกว่าสมองมนุษย์มีความสามารถฟื้นตัว (brain plasticity) ได้เก่งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองของเด็ก
ความรู้เหล่านี้ บอกเราว่า การดำเนินการที่ถูกต้อง เอาใจใส่ และมีใจเมตตาของครู มีคุณค่าต่อชีวิตของเด็กนักเรียนขาดแคลนอย่างยิ่ง หรือกล่าวใหม่ว่า ยิ่งเด็กขาดแคลนอ่อนแอมากเพียงใด ก็เป็นโอกาสของครู ที่จะจัดการเรียนรู้ให้เกิดคุณค่าต่อชีวิตของศิษย์ได้มากเพียงนั้น โดยที่การเรียนรู้ที่เป็นหัวใจคือการปลูกฝังเจตคติ หรือชุดความคิด (รวม ๗ ชุดหลัก) ที่จะติดตัวเด็ก ก่อคุณค่าไปตลอดชีวิต
จุดเริ่มต้นคือ ชุดความคิดบวกของครู ที่ยึดเอาผลประโยชน์ของศิษย์เป็นตัวตั้ง หาวิธีดำเนินการหลากหลายมิติ เพื่อปลูกฝังความแข็งแรง และความดีงาม ในตัวศิษย์ โดยครูต้องไม่ดูดาย ไม่แก้ตัว ที่จะไม่จัดการเพื่อแก้ปัญหาความอ่อนแอขาดแคลนที่นักเรียนมีติดตัวมาจากบ้าน
ถึงตอนนี้ผมอดเถียง Eric Jensen ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ ว่านักเรียนที่ติดลบมาจากบ้าน ไม่ได้มีเฉพาะที่ติดลบเพราะความขาดแคลน และความเลวร้ายของชีวิตทางสังคมที่บ้านและชุมชนโดยรอบ เท่านั้น ยังมีนักเรียนติดลบมาจากบ้านที่ร่ำรวย หรือเศรษฐฐานะดี แต่ติดลบด้านการมองโลกแง่ดี การมีชุดความคิดหยุดนิ่ง (fixed mindset) หรือด้านความเห็นแก่ตัว ที่พ่อแม่ทำตัวเป็นแบบอย่าง เป็นต้น
เมื่อครูมีชุดความคิดบวก มันจะช่วยหนุนความเอาใจใส่ความรู้สึกของนักเรียน (empathy) เสียงในหัวของครูที่มีชุดความคิดบวกคือ “ฉันเป็นผู้มองโลกแง่ดี และเป็นพันธมิตรของเด็ก ที่ทั้งขอบคุณเด็กและพร้อมที่จะช่วยเด็กให้สร้างเป้าหมายชีวิตที่ดีในอนาคต” และ “ฉันรักความเป็นครู แม้ชีวิตครูไม่ใช่ชีวิตที่ดีพร้อม แต่ฉันก็ใช้พลังบวกทุกวัน เพื่อสนองความต้องการของศิษย์”
ข้อมูลหลักฐาน
พฤติกรรมของนักเรียน พัฒนาขึ้นที่บ้าน มีหลักฐานบอกว่าเด็กจากครอบครัวยากจนขาดแคลน ได้รับความเครียดแบบทันทีทันใด (acute stress) และบาดแผลทางใจ (trauma) มากกว่าเด็กทั่วไป ความรู้นี้บอกครูว่า พฤติกรรมก้าวร้าว หรือไม่เหมาะสมของเด็กที่โรงเรียนอาจมีจุดกำเนิดที่บ้าน ซึ่งอยู่นอกการควบคุมของครู ครูพึงเข้าใจแหล่งกำเนิดความเครียดของนักเรียน ต่อไปนี้
- ประวัติชีวิตของแม่ยากจน มีผลต่อพฤติกรรมของเด็กในห้องเรียน ในสหรัฐอเมริกา แม่ที่เป็นคนดำ อยู่ในชุมชนคนยากจน อาจมีประสบการณ์ในบรรยากาศการคุกคามทางเพศ ส่งผลให้มีพื้นฐานจิตใจที่เครียดเรื้อรัง (chronic stress) หดหู่ (depressed) อยากฆ่าตัวตาย หรือหลีกหนีสังคม มองกลับมาที่สังคมไทย เวลานี้มีเด็กกว่าครึ่งที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ อาจอยู่ในสภาพแม่หรือพ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะพ่อแม่แยกกัน เอาลูกไปฝากปู่ย่า หรือตายาย ช่วยเลี้ยง หรือพ่อแม่เข้าเมืองไปหางานทำ ทิ้งลูกไว้กับปู่ย่า หรือตายาย หรือญาติ เด็กเหล่านี้อยู่ในสภาพจิตใจที่ติดลบทั้งสิ้น
- คนอพยพเข้าเมือง มักมีประสบการณ์ถูกกดขี่ ข่มเหง รังแก ฉกฉวยผลประโยชน์ รวมทั้งหวาดกลัวว่าจะถูกขับไล่ ปัญหาคล้ายคลึงกันเกิดกับคนไร้รัฐ พลัดพรากจากพ่อแม่ และยากจนสุดๆ คนเหล่านี้มีบาดแผลทางใจจากความหวาดกลัว, ความหดหู่, ความว้าเหว่, ความเศร้า, และความเครียดเรื้อรัง ครูมีโอกาสช่วยสร้างทักษะการกำกับตนเองเชิงบวก ในห้องเรียน ช่วยพัฒนาทั้งคุณลักษณะส่วนตัว และผลลัพธ์การเรียนรู้
- การเหยียดผิว เหยียดชนชั้น สร้างความเครียดให้แก่เด็ก ทำให้เด็กมีปมด้อย และมีความเครียดเรื้อรัง รวมทั้งมีผลต่อสุขภาพด้วย
สภาพเหล่านี้ทำให้นักเรียนมาโรงเรียนพร้อมกับชุดความคิดเชิงลบ และอาจถูกครูตราหน้าว่าเป็นเด็กเลว ทั้งๆ ที่เด็กเลือกเกิดไม่ได้ เลือก ดีเอ็นเอ พ่อแม่ ชุมชน และวัฒนธรรมแวดล้อม ไม่ได้ แต่ครูช่วยให้ศิษย์พัฒนาชุดความคิดบวก และพัฒนาตนเองสู่อนาคตที่ดีได้
ผลกระทบของการดำเนินการเชิงบวกต่อความสำเร็จของนักเรียน
มีงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ทำโดยเอาเครื่องบันทึกเสียงไปไว้ที่บ้านของคนฐานะดี ฐานะปานกลาง และ ฐานะยากจน จำนวนหนึ่ง และรายงานผลการวิจัยในปี ค.ศ. 2006 พบว่าสัดส่วนของถ้อยคำเชิงบวก ต่อถ้อยคำเชิงลบ แตกต่างกันอย่างน่าตกใจ คือในครอบครัวฐานะดี ถ้อยคำเชิงบวก : ถ้อยคำเชิงลบ เท่ากับ ๖ : ๑ ตัวเลขนี้ในครอบครัวฐานะปานกลางเท่ากับ ๒ : ๑ แต่ในครอบครัวยากจนเท่ากับ ๑ : ๒ สะท้อนภาพติดลบของนักเรียนจากครอบครัวยากจน
มีผลงานวิจัยบอกว่า อารมณ์บวกมีผลต่อความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ และต่อความมานะพยายาม จึงเป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องสร้างบรรยากาศเชิงบวกในชั้นเรียน และสร้างอารมณ์บวกในนักเรียน โดยมีผลงานวิจัยบอกว่า อารมณ์บวกช่วยขยายหรือเพิ่มแนวทางการแสดงออกเชิงพฤติกรรม และช่วยพัฒนาปัญญาญาณ (intuition) และความริเริ่มสร้างสรรค์ (creativity)
ความแตกต่างของผลกระทบ ในห้องเรียนที่มีบรรยากาศเชิงบวก กับห้องเรียนที่มีบรรยากาศเชิงลบ แสดงในตารางข้างล่าง
ครูคิดลบ มักคิดว่าการสร้างชุดความคิดบวกของศิษย์เป็นเรื่องนอกหน้าที่ครู นี่คือความคิดที่ผิด และนำไปสู่พฤติกรรมที่ทำลายเกียรติศักดิ์ของครู
มีงานวิจัย ทดลองในนักเรียน ในนักเรียนมัธยมต้นในเขตยากจนในเมือง ของสหรัฐอเมริกา กลุ่มทดลอง ๙๔ คน เทียบกับกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองได้รับกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นสร้างความคิดบวก ผ่านการตั้งเป้า การดำเนินการ และการเตรียมเผชิญอุปสรรค โดยดำเนินการใน ๔ ภาคการศึกษาแบบ quarter พบว่านักเรียนกลุ่มทดลอง มีผลการเรียน อัตราการมาโรงเรียน และความประพฤติในห้องเรียน สูงกว่ากลุ่มทดลองอย่างชัดเจน
เขาสรุปว่า กลยุทธฝึกการควบคุมอารมณ์และควบคุมการเรียนรู้ (cognitive control) มีผลช่วยให้เด็กยากจนเรียนรู้ได้ดีขึ้น
นอกจากนั้น ยังมีผลการวิจัยสรุปว่า การฝึกอารมณ์บวกสม่ำเสมอ ช่วยเป็นปราการป้องกันเรื่องเลวร้ายในชีวิตของเด็ก บรรยากาศเชิงบวกในห้องเรียน ทำให้ระดับฮอร์โมนเครียด (คอร์ติซอล) ในนักเรียนลดต่ำลง เพิ่มสารสื่อประสาท (โดปามีน) ซึ่งส่งผลดีต่อการเรียนรู้ เขาจึงแนะนำครู ให้สร้างบรรยกาศในห้องเรียนให้อบอวลไปด้วยความหวังและการมองโลกในแง่ดี
ผลกระทบของการดำเนินการเชิงบวกต่อสมอง
มีงานวิจัยในโรงเรียน ๙๖ แห่ง เลือกครูแบบสุ่ม (random sample) แยกครูที่ใช้คำพูดเชิงลบ (เช่น อย่าหวังเลยว่าเธอจะได้ A) กับครูที่ใช้คำพูดเชิงบวก เชิงให้ความหวังแก่ศิษย์ สรุปได้ว่า บรรยากาศเชิงบวกมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน
อีกงานวิจัยหนึ่ง ทดลองสอดแทรกการดำเนินการให้เด็กมีความสุขในกระบวนการเรียนการสอนตามปกติ โดยใช้เครื่องมือ ๒ ชิ้นคือ การแสดงความขอบคุณ และการแสดงความเมตตากรุณา พบว่าช่วยเพิ่มอารมณ์บวก และเพิ่มความสนใจเรียน สรุปแบบกำปั้นทุบดินได้ว่า เมื่อนักเรียนอยู่ในสภาพอารมณ์ดี สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้น
ในทางชีววิทยา มีสารสื่อประสาท ๓ ชนิด ที่มีผลช่วยให้จิตใจดีขึ้น ได้แก่ โดปามีน ซีโรโทนิน และ นอร์อะดรีนาลิน หากทำให้สารสามตัวนี้อยู่ในระดับพอดี จะเป็นผลดีต่อการเรียนรู้ของนักเรียนสูงยิ่ง โดยมีรายละอียดดังนี้
- โดปามีนในระดับสูง นำไปสู่การเรียนรู้ที่สูง การพัฒนาความจำใช้งาน (working memory) ความยืดหยุ่นในการเรียน และเพิ่มความมานะพยายาม ครูสามารถเพิ่มระดับโดปามีนในตัวนักเรียนได้โดยการเคลื่อนไหวร่างกาย กิจกรรมที่ให้ความสนุกสนาน ให้ความประหลาดใจ และความคาดหวังรางวัล
- ซีโรโทนินในระดับสูง ช่วยเพิ่มปริมาณเซลล์สมอง เพิ่มจิตจดจ่อ การเรียนรู้ การควบคุมอารมณ์ และความจำระยะยาว (longterm memory) ครูช่วยเพิ่มระดับซีโรโทนินในตัวนักเรียนได้โดยให้ชั้นเรียนมีความสงบ ความรู้สึกว่าทุกอย่างอยู่ในระเบียบ พิธีกรรมที่คุ้นเคย ความเป็นมิตรและร่วมมือกัน พูดง่ายๆ ว่า บรรยากาศที่ปลอดภัย ช่วยเพิ่มระดับซีโรโทนินในร่างกาย
- นอร์อะดรีนาลิน ช่วยพุ่งความสนใจอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และช่วยเพิ่มความจำระยะยาว ครูช่วยเพิ่มระดับ นอร์อะดรีนาลิน ได้โดยสร้างบรรยากาศคึกคัก รีบร้อน ตื่นเต้น และรู้สึกว่ามีความเสี่ยง เช่นตอนที่นักเรียนต้องนำเสนอผลงานหน้าชั้น
สรุปว่า สารเคมีในสมองของนักเรียน มีผลต่อห้องเรียน ดังต่อไปนี้
โดปามีน: อารมณ์ รางวัล ความมานะพยายาม ความมีจิตจดจ่อ แรงจูงใจ เจริญอาหาร
ซีโรโทนิน: ความมีจิตจดจ่อ การบังคับ ความจำ ความวิตกกังวล อารมณ์
นอร์อะดรีนาลิน: การพุ่งความสนใจ ความจำ ความตื่นตัว
ครูควรใช้ความรู้เชิงชีววิทยาเกี่ยวกับฮอร์โมนทั้ง ๓ นี้ ในการจัดบรรยากาศของชั้นเรียน ให้หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนบรรยากาศ ที่กระตุ้นสารสื่อประสาทตัวที่เหมาะสมต่อเป้าหมายการเรียนรู้ในขณะนั้น
ครูที่มีความรู้ทางชีววิทยาเกี่ยวกับสมอง สามารถใช้ความรู้นั้นให้เป็นประโยชน์ในการสร้างบรรยกาศในชั้นเรียนให้เหมาะสมต่อการเรียนรู้ของศิษย์ในแต่ละช่วงได้ ก็จะเกิดสภาพห้องเรียนที่มีชีวิตชีวา มีหลายบรรยากาศ และถูกจริตของนักเรียน เพราะไม่น่าเบื่อ
วิจารณ์ พานิช
๑๖ เม.ย. ๖๒