บันทึกชุด สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลนนี้ ตีความจากหนังสือ Poor Students, Rich Teaching : Seven High-Impact Mindsets for Students from Poverty (Revised Edition, 2019)  เขียนโดย Eric Jensen ผู้ที่ในวัยเด็กมีประสบการณ์การเป็นเด็กขาดแคลนอย่างรุนแรง และมีปัญหาการเรียน    และเคยเป็นครูมาก่อน    เวลานี้เป็นวิทยากรพัฒนาครู    ผมคิดว่าสาระในหนังสือเล่มนี้ เป็นชุดความรู้ที่เหมาะสมต่อ “ครูเพื่อศิษย์” ที่สอนนักเรียนที่มีพื้นฐานขาดแคลน ผมเข้าใจว่าในประเทศไทยนักเรียนกลุ่มนี้เป็นนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ   

บันทึกที่ ๕ ตั้งเป้าหมายสูงลิ่ว  นี้เป็นบันทึกที่ ๑ใน ๓ บันทึกภายใต้ชุดความคิดว่าด้วยความสำเร็จของศิษย์(achievement mindset)    ตีความจาก ตอนต้นของ Part Two : Why the Achievement Mindset?  และ Chapter 4 :  Set Gutsy Goals    

ชุดความคิดว่าด้วยความสำเร็จ (achievement mindset)  อยู่ในตระกูลเดียวกันกับ ชุดความคิดเจริญงอกงาม (growth mindset),  ชุดความคิดแรงขับดัน (drive mindset),  ชุดความคิดอิทธิบาท ๔ (grit mindset)    สำหรับครู วาทกรรมของชุดความคิดนี้คือ “ฉันสามารถสร้างเจตคติ แรงบันดาลใจ และความมานะพยายามของนักเรียนสู่ความสำเร็จได้    ทักษะเหล่านี้ฝึกได้”    ย้ำว่า ชุดความคิดนี้ ใช้ได้ต่อนักเรียนทุกคน

ครูต้องไม่โยนความรับผิดชอบต่อความสำเร็จของนักเรียนไปให้ตัวนักเรียนเอง หรือผู้อื่น    ครูต้องยื่นอกเข้าไปรับผิดชอบ  

มีคำแนะนำว่า เมื่อนักเรียนประสบความล้มเหลว อย่าปลอบโยนด้วยถ้อยคำที่ผิด “เธอได้ทำดีที่สุดแล้ว”  “เธอมีจุดแข็งอย่างอื่น”    เพราะเป็นวาทกรรมที่นำไปสู่ความคาดหวังที่ต่ำต่อตนเองของนักเรียน    ซึ่งจะลดแรงจูงใจ และผลการเรียนตกต่ำ  

มีผลการวิจัยบอกว่า เมื่อนักเรียนมีแรงจูงใจ effect size ต่อความสำเร็จเท่ากับ ๐.๔๘ 

ข้อมูลหลักฐาน

มีผลงานวิจัยบอกว่า ชุดความคิดของครู มีผลต่อความสำเร็จของศิษย์มากกว่า ไอคิว,  สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม,  และความสามารถในการอ่าน ของนักเรียน    ครูสามารถสร้างผลกระทบสูงต่อศิษย์ โดยเปลี่ยนวิธีการ จากการให้การตอบสนองอย่างอ่อน เช่น การให้รางวัล, การให้คำสรรเสริญตื้นๆ, หรือการลงโทษ    ไปเป็นวิธีการที่สร้างแรงจูงใจแบบมองไม่เห็น, สร้างชุดความคิดเจริญงอกงาม และเลิกตีตรา  

      แรงจูงใจแบบมองไม่เห็น(The Invisible Motivators)

             แรงจูงใจแบบมองไม่เห็นช่วยสร้างพลัง แรงจูงใจ และความมานะพยายามให้แก่นักเรียน     มีปัจจัย ๕ ประการที่เป็นปัจจัยสร้างแรงจูงใจที่มองไม่เห็น ได้แก่  (๑) กำหนดความหมาย กรอบงาน และวิธีทำงาน อย่างถูกต้องเหมาะสม  (๒) จัดการ “พูดกับตนเอง” (self-talk) ของครู และของนักเรียน  (๓) ช่วยฝึกทักษะย่อยที่ต้องการใช้ในการทำงาน  (๔) กำจัดความคิดแบบแผ่นเสียงตกร่อง  (๕) ตีกรอบความล้มเหลว ให้นักเรียนได้เรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น     ในบันทึกตอนต่อๆ ไป จะมีรายละเอียดของเรื่องเหล่านี้   

      สร้างชุดความคิดเจริญงอกงาม  (Foster Growth Mindset)

            หัวใจคือ ชุดความคิดว่าด้วยความสำเร็จ (achievement mindset)  เรียนรู้ฝึกฝนได้   ทั้งฝึกครู และฝึกศิษย์     มีผลงานวิจัยทดลองบอกนักเรียนสองกลุ่มด้วยถ้อยคำสองแบบ   กลุ่มแรกพร่ำบอกว่าความฉลาดเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด (สร้าง fixed mindset)  กลุ่มหลังพร่ำบอกว่า ความฉลาดเป็นสิ่งที่ฝึกได้ (สร้าง growth mindset)    พบว่าผลการเรียนของนักเรียนกลุ่มหลังสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ    และสองปีให้หลังเด็กกลุ่มหลังก็ยังมีคะแนนผลการเรียนสูงกว่า   

      เลิกตีตรา  (Drop the Labels)

              การตีตราว่าด้อย มีผลลบต่อการเรียนรู้ของนักเรียน   เขาแนะนำให้เลิกการตีตราว่าเป็นนักเรียนจากชนกลุ่มน้อย  ว่าเป็นนักเรียนที่ผลการเรียนอ่อน  ว่าเป็นนักเรียนเด็กด้อยโอกาสหรือพิการ   

ผลของการตั้งความคาดหวังสูง

มีผลการวิจัยบอกว่า การประเมินตนเองของนักเรียน  การให้นักเรียนตั้งความคาดหวังเกรดของตนเอง ให้ effect size ต่อผลการเรียน เท่ากับ ๑.๔๔ เกือบจะสูงที่สุดในปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน  

หลักการสำคัญของครูที่มีผลงานเด่นคือ ไม่อนุญาตให้นักเรียนตั้งความคาดหวังต่ำต่อการเรียนของตน    แม้ว่านักเรียนคนนั้นจะมีประวัติเรียนอ่อนก็ตาม  

การบรรลุผลการเรียนในระดับสูง นักเรียนต้องทำงานหนัก   มีผลการวิจัยบอกว่า มีปัจจัยสำคัญ ๔ ประการที่กระตุ้นให้นักเรียนขยัน  ได้แก่

  1. 1. นักเรียนมีความเชื่อว่าตนสามารถบรรลุเป้านั้นได้
  2. 2. นักเรียนมีความเชื่อว่าครูช่วยหนุนให้ตนบรรลุเป้าได้
  3. 3. การประเมินตนเองของนักเรียน
  4. 4. แนวความคิดเกี่ยวกับตนเองในภาพรวมของนักเรียน

ครูสามารถมีอิทธิพลต่อปัจจัยทั้ง ๔ ประการนี้   ซึ่งหมายความว่า ครูมีลู่ทางช่วยให้นักเรียนทำงานหนักได้

สร้างเป้าหมายที่ท้าทายเพื่อบรรลุผลการเรียนรู้ระดับเชี่ยวชาญ(mastery)

การตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย ในระดับที่ไม่น่าจะบรรลุได้  เพื่อท้าทายความมานะพยายามของตนเอง    โดยมีครู (และคนในครอบครัว) ช่วยหนุนการดำเนินการฟันฝ่า จนบรรลุความสำเร็จได้   เป็นสุดยอดของการเรียนรู้ในชีวิต    เป็นการฝึกทักษะชีวิต (life skills) ที่สุดยอด    คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์นี้ เท่ากับพลาดโอกาสในการเรียนรู้ทักษะที่สำคัญที่สุดต่อตนเองโดยไม่รู้ตัว     คือทักษะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ (make the impossible possible)    โดยนัยยะนี้ คนไทยส่วนใหญ่พลาดโอกาสนี้    โดยต้นเหตุคือระบบการศึกษาที่เดินผิดทาง

มีผลการวิจัยบอกว่า การตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ระดับ mastery ให้ effect size ต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ เท่ากับ ๐.๙๖    โดยต้องตระหนักว่า เป้าหมายนี้ต้องการเวลาเรียนในห้องเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๐ – ๕๐    ซึ่งถือว่าคุ้ม เมื่อเทียบกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่นักเรียนได้รับ    

การสร้างเป้าหมายการเรียนรู้มีสองส่วนที่สำคัญเท่าๆ กัน คือ (๑) เป้าหมายภาพใหญ่ (big picture goal)  (๒) เป้าหมายปลายทาง (destination)    ลักษณะของเป้าหมายที่ดีคือ revised SMART goal ซึ่งประกอบด้วย

  • มีความชัดเจนและเป็นยุทธศาสตร์ (strategic and specific)
  • วัดได้ (measurable)
  • น่าพิศวง (แทน บรรลุได้) (amazing, rather than attainable)
  • สอดคล้องกับตัวนักเรียน (แทน มุ่งผลลัพธ์) (relevant, rather than results oriented)
  • มีเงื่อนเวลา (time bound)

ขอย้ำว่า เป้าหมายระดับ mastery ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เรียนวิชา  ส่วนที่สำคัญยิ่งกว่าคือการช่วยให้นักเรียนพัฒนาสมรรถนะที่จะมีคุณไปตลอดชีวิต เช่น อิทธิบาท ๔ (grit),   ชุดความคิดเจริญงอกงาม (growth mindset),   ทักษะทางสังคม,   และการมีพฤติกรรมที่เหมาะสมในชั้นเรียน  

กำหนดเป้าที่ท้าทาย

การเรียนรู้ในระบบการศึกษาในปัจจุบันมักบรรลุเป้าหมายในระดับการเรียนรู้ที่ผิวเผิน    คือตอบข้อสอบได้ สอบผ่าน  แต่ไปไม่ถึงผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับคล่องแคล่ว (proficiency)   และยิ่งไม่ถึงระดับรู้จริง (mastery)    ซึ่งนักเรียนต้องเรียนโดยเจาะลึกเข้าไปในสาระ ซึ่งต้องการความมานะพยายามอย่างต่อเนื่อง  ใคร่ครวญสะท้อนคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น  ทำความชัดเจน  วิเคราะห์  พัฒนาเป็นความเข้าใจที่ชัดเจนและซับซ้อน  

เพื่อบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ดังกล่าว การกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ต้องมีอย่างน้อย ๔ มิติต่อไปนี้  (๑) สร้างสิ่งที่มีคุณค่าสูงกว่าผลต่อตนเอง  (๒) เป็นเป้าที่ก่อผลกระทบสูง  (๓) นักเรียนเชื่อว่าครูจะหนุนให้บรรลุได้  (๔) มีเป้าหมายรายทาง (micro goals)  

เขายกตัวอย่าง ครูคนหนึ่ง มีผลการสอนในปีที่แล้ว ที่ครึ่งหนึ่งของนักเรียนบรรลุความคล่องแคล่ว (proficiency) ในวิชาคณิตศาสตร์   ในปีการศึกษาใหม่นี้ เขาจึงกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายขึ้นมาก ว่า  “อย่างน้อยร้อยละ ๘๐ ของนักเรียนบรรลุความคล่องแคล่วในวิชาคณิตศาสตร์    และร้อยละ ๒๐ หรือกว่า บรรลุผลการเรียนรู้ระดับรู้จริง”     ผู้เขียนบอกว่า นี่ไม่ใช่เป้าหมายที่ท้าทาย   

เป้าหมายที่ท้าทาย ที่ผู้เขียนยกมาเป็นตัวอย่างคือ “นักเรียนชั้น ป. ๑ ของฉัน จะอ่าน เขียน คิดเลข และมีพฤติกรรมที่แสดงว่าพร้อมขึ้นไปเรียนชั้น ป. ๓  ไม่ใช่ ป. ๒”     ซึ่งเป็นการวางเป้าให้นักเรียนมีผลลัพธ์การเรียนรู้เพิ่มเท่ากับ ๒ ปีการศึกษา   ไม่ใช่ปีการศึกษาเดียว     มีผลการวิจัยบอกว่า มีตัวอย่างครูชั้นยอดเยี่ยม ที่จัดการเรียนรู้ให้นักเรียนยกระดับขึ้นเท่ากับ ๓ ปีการศึกษา ในการเรียนเพียงปีเดียว    และการยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนที่ขาดแคลนใน ๑ ปี ให้เกิดการเรียนรู้เท่ากับ ๑.๕ - ๓ ปี เป็นเรื่องปกติ    เพราะนักเรียนเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นที่ต่ำ    เมื่อได้รับกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง จึงเรียนรู้ได้เพิ่มขึ้นอย่างมหัศจรรย์       

เขายกตัวอย่างเป้าหมายที่ท้าทาย ในต่างระดับชั้นเรียน

  • ระดับประถมศึกษา  “นักเรียนชั้น ป. ๒ ของฉัน จะอ่าน เขียน คิดเลข  และมีพฤติกรรม ที่บอกว่าพร้อมขึ้นไปเรียนชั้น ป. ๔  ไม่ใช่ ป. ๓” 
  • ระดับมัธยมศึกษา  เป้าหมายเชิงกระบวนการของครูวิทยาศาสตร์  “ฉันจะสอนนักเรียนให้รู้วิธีการสร้างเมืองขึ้นใหม่ หลังจากประสบภัยพิบัติ”   ครูวิชาภาษาไทยชั้น ม. ต้น อาจมอบงานให้นักเรียนร่วมกันเขียนเรียงความเรื่อง เปลี่ยนโลก   นำผลงานที่ปรับปรุงแล้วไปอ่านให้ผู้นำชุมชนฟัง     คำแนะนำป้อนกลับที่ได้รับจะมีผลในระดับเปลี่ยนชีวิตของนักเรียน     ครูวิชาคณิตศาสตร์อาจกำหนดเป้าหมาย “ในช่วงปลายปีการศึกษา นักเรียนจะช่วยกันเขียนหนังสือ ‘วิธีการเรียนที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในวิชาคณิตศาสตร์’ เป็นหนังสือคู่มือการเรียน”  
  • เป้าหมายความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน  “ฉันจะรู้จักชื่อเล่นของนักเรียนทุกคนในชั้น”    

  

ให้เหตุผลเพื่อให้เชื่อว่าบรรลุได้

หนังสือบอกว่า ครูใช้เวลาเพียง ๒๐ วินาทีเท่านั้น ยืนยันให้ศิษย์เชื่อว่าพวกเขาบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายร่วมกันได้  โดยครูจะคอยช่วยเหลือ   โดยใช้คำพูดในทำนองนี้  “เป้าหมายที่เราช่วยกันกำหนดนี้สำคัญมากต่อชีวิตของพวกเธอ   ครูเชื่อว่าพวกเธอทำได้ หากพยายามอย่างฉลาด   ครูแคร์พวกเธอ  แคร์ผลการเรียนของพวกเธอ    ครูจะไม่ท้อถอย  จะสอนพวกเธอคนใดคนหนึ่งซ้ำอีกกี่ครั้งก็ได้ จนทุกคนบรรลุเป้าหมาย    เราต้องบรรลุเป้าหมายทุกคน    หากใครคนใดคนหนึ่งล้มเหลว หมายความว่าพวกเราทุกคนล้มเหลว รวมทั้งครูด้วย”   หรือ “ครูแคร์พวกเธอ   ครูชำนาญหน้าที่ครู ครูจะทำงานหนัก ต่อเนื่อง และเรียนจากการทำผิดพลาด   ขอให้พวกเธอทำหน้าที่ส่วนของพวกเธอ   ครูจะทำหน้าที่ส่วนของครู    ครูจะไม่ให้พวกเธอล้มเหลวแม้แต่คนเดียว    เราเริ่มต้นทำงานกันได้แล้ว”  

ส่วนที่สำคัญที่สุด ต่อการบรรลุเป้าหมายที่ท้าทาย คือการสอนให้นักเรียนรู้วิธีจัดการความผิดพลาดล้มเหลว    บอกนักเรียนว่า ความผิดพลาดหรือล้มเหลวเป็นสิ่งที่จะพบเสมอในชีวิต  เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  เป็นส่วนหนึ่งของความเจริญก้าวหน้า    ความล้มเหลวเป็นบทเรียน  ความล้มเหลวช่วยสอนเรา     คนเราเป็นอย่างไร ให้ดูที่การตอบสนองต่อความล้มเหลว   

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายต้องการแรงเสริม หรือกำลังใจ เป็นระยะๆ    และนั่นคือความสำคัญของการกำหนดเป้าหมายรายทาง

ใช้เป้าหมายรายทาง (micro goals) เพื่อเชื่อมรอยต่อ

การกำหนดเป้าหมายสูงลิ่วสร้างความตื่นเต้นแก่นักเรียนแทบทุกคน    แต่เป็นการยากที่จะทำให้นักเรียนดำรงความตื่นเต้นเอาจริงเอาจังกับเป้าหมายดังกล่าวได้ในระยะยาว    จึงต้องใช้กลยุทธกำหนดเป้าหมายรายทาง (mi crogoal) ที่สามารถบรรลุได้ภายในหนึ่งสัปดาห์หรือสั้นกว่านั้น     ซึ่งจะช่วยให้นักเรียน

  • มีความมั่นใจในขีดความสามารถจำเพาะเรื่องของพวกตน
  • ประจักษ์ด้วยตนเองว่ามีความคืบหน้าสู่เป้าหมาย  วัดได้ชัดเจน
  • สร้างอารมณ์ร่วม และกลังใจ จากการบรรลุความสำเร็จและการเฉลิมฉลอง  

การใช้เป้าหมายรายทางเป็นเครื่องมือสร้างความสำเร็จในการเรียนรู้นี้ มี effect size สูงถึง ๐.๙๗

เมื่อนักเรียนตั้งคำถามที่ถูกต้อง หรือบรรลุเป้าหมายรายทาง ครูพึงจัดการเฉลิมฉลอง    และจัดการพูดคุยเพื่อบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ในระดับที่สูงยิ่งขึ้น  

วิจารณ์ พานิช

๑๕ เม.ย. ๖๒