1.มองตามความเป็นจริงข้อดีข้อเสียที่มีผลกระทบต่อเรา 2. มองด้านบวกและเป็นประโยชน์ต่อเรา มองโลกในแง่ดีให้กำลังใจมีความหวังกับตนเอง 3. มองเป็นบทเรียนสอนอะไรให้กับตัวเรา ต้นแบบตัวอย่างในด้านดี และเยี่ยงอย่าง หลีกเลี่ยงไม่กระทำตาม สอนใจตนเอง

ทัศนคติที่ใช้ในการมองโลก

1. มองอย่างที่มันเป็น มองตามความเป็นจริง

2. มองด้านบวก มองโลกในแง่ดี ให้กำลังใจ มีความหวังกับตนเอง

3. มองเป็นบทเรียน สอนอะไรให้กับตัวเรา

    1. มองอย่างที่มันเป็น มองตามความเป็นจริง

        การมองตามความเป็นจริง ที่มันเป็น สิ่งนั้นเรื่องราวนั้น มีข้อดี ข้อเสีย อย่างไร  ข้อดีที่เอื้อประโยชน์มีต่อเรา ข้อเสียที่มันไม่ดีต่อเรา เตือนถึงผลกระทบที่จะตามมา เฝ้าเตือนให้ระมัดระวัง ว่าจะก่อในทางเสียหาย หรือมีโทษต่อเรา เราจะได้เตรียมความพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งไม่ดี หรือหลีกเลี่ยง หรือรับมือกับสิ่งที่ไม่ได้เป็นไปดั่งใจเราคิด  

                มองความเป็นจริงที่มันเป็น โดยการมองแยกแยะส่วน ไม่เอาเรื่องหนึ่ง มาปะปนกับอีกเรื่องราวหนึ่ง คนเรามีนิสัยที่เวลาทะเลาะโต้เถียงกัน ก็ชอบเอาเรื่องไม่ดีของอีกฝ่ายมากล่าว ทั้งที่จริง ทะเลาะกันเพราะเรื่องหนึ่ง แต่กลับเอาเรื่องราวในอดีตที่ไม่เกี่ยวข้องกันแต่เป็นข้อบกพร่องของเขามาด่ามาว่าให้ดูไม่ดี เถียงไม่ขึ้น เพื่ออยากจะเอาชนะให้ได้เท่านั้น และการมองแยกส่วน วิเคราะห์เป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่นำเรื่องนี้ไปปนกับเรื่องนั้น นอกจากมีความเกี่ยวเชื่อมโยงกัน จึงจะนำมาประกอบการพิจารณาถึงเรื่องนั้น

                มองข้อเท็จจริง ความหมายนัย ที่แฝงเลศนัยซ่อนเร้นอยู่ให้กระจ่าง บางเหตุการณ์ เรื่องราว ซ่อนความหมายที่มองเผิน ๆ แล้วมีความหมายอย่างหนึ่ง แต่ซ่อนความหมายอีกอย่างหนึ่งแฝงไว้ เช่น แม่ดุด่า บ่นว่ากล่าวลูก เสียงดัง เด็กก็โต้เถียงไม่ยอมฟัง แม่ก็ยิ่งดุยิ่งด่าเสียงดังลั่นบ้านเข้าไปใหญ่ พ่อกลับมาถึงบ้าน ถ้าพ่อใจร้อนไปด้วย ไม่ใจเย็นรับฟังเรื่องราวให้ดี ก็ตัดสินใจตีลูกอย่างหนัก แต่ถ้าคุณพ่อใจเย็น มีสติ ก็จะปล่อยให้คุณแม่ด่า สั่งสอนไป แต่คุณพ่อจะเป็นคนปรามไม่ให้ทะเลาะกัน และไม่ให้เสียงดังมากเกินไปจนรบกวนเพื่อนบ้าน เพราะคุณพ่อเข้าใจในความหมายนัยที่แฝงอยู่ คือความหวังดีของคุณแม่ ที่ดุด่าลูกเพราะต้องการสอนลูกให้เป็นคนดี มีระเบียบ รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบ เป็นต้น

                มองภาพรวม อย่าด่วนตัดสินใจ บางครั้งเรามองเห็น มีความรู้สึกนึกคิดตัดสินไปตามที่เห็น ยังไม่ได้มองภาพรวม ความเป็นมาของเหตุการณ์ เรื่องราวทั้งหมด ตัวของเราก็ตัดสินว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไปก่อนแล้ว ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ให้แน่ชัด ว่าข้อเท็จจริงเป็นมาอย่างไร เช่น  เห็นชายเก็บของเก่า เก็บขวด ตัวมอมแมมเลอะเทอะ อยู่คุยกับเด็กนักเรียน เราก็ตีความว่า ชายเก็บของเก่า จะหลอกลวง ทำไม่ดีต่อเด็ก จึงเขาไปหา เพื่อคุยและคอยระวังคุ้มครองเด็กนักเรียน แต่จริง ๆ แล้ว ชายเก็บของเก่า เพียงพูดคุยด้วยไม่มีเจตนาไม่ดี เพียงแค่บอกเด็กนักเรียนว่าดื่มน้ำหมดแล้ว ขอขวดเปล่าที่กินน้ำหมดแล้ว ขอให้แก่เขาไม่ได้มีเจตนาไม่ดีแล้วคิดไปเองอย่างที่เราเห็นตีความเป็นอีกแบบ เป็นต้น เพียงเพราะเรายังไม่รู้ความเป็นมา ไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดเราแค่มองเห็นเพียงบางส่วน และยังไม่ได้รับการพิสูจน์เรื่องราวว่าเป็นมาอย่างไร จริงเท็จแค่ไหน

                การมองจากความเป็นจริง โดยการจับใจความ (5 W 1 H 1 E = Who What Where When Why How Effect) ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่  ทำไมเพราะอะไร อย่างไร ผลกระทบต่อสิ่งใดหรือใครบ้าง  เป็นการวิเคราะห์จากประโยค เรื่องราว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะได้จับใจความที่สำคัญ แยกแยะวิเคราะห์เป็นส่วน ๆ ได้ง่ายและชัดเจนยิ่งขึ้น รู้ถึงเจตนา และผลที่จะกระทบตามมา

            2. มองด้านบวก มองโลกในแง่ดีให้กำลังใจ มีความหวังกับตนเอง

            ชีวิตของคนเรา ไม่มีอะไรที่ได้ดั่งใจปรารถนาต้องการซะทุกอย่าง ย่อมมีได้ตามความพึงพอใจ สมหวังบ้าง และไม่ได้ตามใจต้องการ ผิดหวังบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้ดั่งใจปรารถนาซะมากกว่า จึงต้องยอมรับอย่างเต็มใจในความไม่สามารถตอบสนองความต้องการ ด้วยการหาวิธีการพูดคุย บอกกล่าว ปลอบใจ ให้เหตุผลที่สมควร ให้กำลังใจในทางสร้างสรรค์แก่ตนเอง เพื่อปรับตัว ปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม

                ก็เหมือนกับ กลไกการป้องกันตัวเอง การไม่ได้รับการตอบสนอง ของสัญชาตญาณ Id ทำให้เกิดความคับข้องใจ อัตตา Ego จะทำการปรับตัว เพื่อหาทางระบายบรรเทาความตึงเครียด แต่การให้กำลังใจตนเองให้มีความหวัง กระทำในทางสร้างสรรค์นั้น Superego มโนสำนึกและมโนธรรม มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการปรับตัว หาทางออกในรูปแบบที่ให้ประโยชน์แก่ตัวเองในทางที่ดีทางด้านจิตใจอันส่งผลดีต่อพฤติกรรมที่แสดงออกมาในด้านที่ดีเหมาะสมด้วย ไม่ก่อให้เกิดความคับข้องใจ จนกลายเป็นปมด้อย เก็บกด ซึมเศร้า ทำให้สุขภาพจิตไม่ดีบกพร่อง ส่งผลต่อบุคลิกภาพ และนำไปสู่สภาวะโรคจิต

                เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ผิดหวังไม่ได้รับการตอบสนองตามความต้องการ พูดยังไงกับตนเอง ปลอบขวัญให้กำลังใจ เช่น ไม่เป็นไรเอาไว้คราวหน้า ต้องมีความหวัง, เงินไม่พอ รอก่อนมีเงินครบเมื่อไหร่ค่อยซื้อ อดทนรอไปก่อน, พลาดไปแล้ว ทำใจยอมรับ มาคิดหาจุดบกพร่องเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้นดีกว่า ถ้าจะตำหนิโทษตนเองก็ขอให้ใช้เวลาไม่นานแล้วให้กำลังใจตน พยายามมากขึ้นกว่านี้ ทำให้ดีขึ้นกว่านี้ คราวหน้าจะได้ไม่ทำพลาดไป เหมือนคราวนี้อีก ถือเป็นบทเรียน, ในเมื่อไม่ได้แล้ว ก็ทำใจยอมรับความเป็นจริง ไว้แก้ตัวคราวหน้า, อาหารร้านดังหมด หาอย่างอื่นกินแทนดีไหมน่าจะอร่อย ไว้คราวหน้ามาเร็วหน่อยละกัน เป็นต้น

                เมื่อผิดหวังอย่างแรง กับการตั้งใจ ใช่เวลาทุ่มเท แต่ไม่ได้ตามที่ตนต้องการ เช่น สอบเอ็นทรานซ์ แต่สอบไม่ติด ทำใจยอมรับ คิดในด้านบวก เราทำเต็มที่แล้ว ถึงจะเสียใจแต่ไว้ปีหน้าจะเตรียมความพร้อม อ่านหนังสือให้มากขึ้นไปกว่านี้ จัดตารางเวลาในการอ่านให้ดีขึ้น เราต้องทำให้ได้ ไม่ยอมแพ้ ไม่ย่อท้อหรอก ดีซะอีกปีนี้จะได้อ่านหนังสือล่วงหน้า และได้หางานพิเศษทำไปด้วยจะได้มีรายได้ มีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น  เป็นต้น

                เมื่ออกหักจากความรัก ผิดหวังอย่างแรง ถึงขนาดกินข้าวไม่ลง นอนก็ไม่ค่อยหลับ อาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัว ปรับความคิดความรู้สึกอยู่สักหน่อย แต่ที่สำคัญต้องปลอบใจให้กำลังใจกับตัวเองให้มีความหวังขึ้นมาใหม่ ให้รู้สึกดีกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง เขาทิ้งเราไม่รักเราแล้ว เลิกกันแล้ว ก็ต้องทำใจ ตัวเราคงไม่ใช่ในแบบที่เขาชอบ และเขาก็ไม่รักเราจริง ถ้าเขารักเราจริงคงจะยอมรับเราได้ หรือต่างคนต่างช่วยลดทิฐิของกันและกันลง ลดตัวตนความเอาแต่ใจตนเองได้ ก็จะคบกันได้ แต่เขาไม่มีความอดทนพอ เราไม่ใช่คนที่เขาต้องการ สักวันคงมีคนที่รักเราจริง เข้ากันกับเราได้สักคน ตอนนี้เป็นโสดก็ดี อยากไปไหน อยากทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องแคร์ใคร อย่างน้อยก็มีคนในครอบครัวที่รักและเป็นห่วง มีเพื่อนที่รักและเห็นอกเห็นใจ เป็นเพื่อนยามเหงา เป็นต้น อย่าคิดน้อยเนื้อต่ำใจ โทษตัวเองจนเกิดเป็นปมด้อย วิตกกังวลจนไม่รักตัวเอง ไม่คำนึงถึงคนที่อยู่รอบข้างตัวเรา คนในครอบครัว พ่อ แม่ พี่น้อง ที่เขายังรักและห่วงใยตัวเราอยู่ทุกเวลา อย่าตำหนิโทษตัวเอง จนไม่สนใจไม่แคร์ใคร ปลีกตัวหนีจากการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เพราะนาน ๆ เข้า จะเกิดอาการ คิดมาก ฟุ้งซ่าน จนอาจเกิดอาการคิดไปเองในทางที่ไม่ควร อันนำไปสู่การภาวะซึมเศร้า พยายามทำใจ มองโลกในด้านดี มีความหวังกับชีวิต กลับมามีกำลังใจในการดำเนินชีวิตประจำวันอีกครั้งให้ได้

                เมื่อสิ้นหวังไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดอุบัติเหตุเรื่องไม่ดีกับตัวเรา หรือคนในครอบครัว ทำใจยอมรับมัน เพราะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว พยายามมองหาวิธีการในการแก้ปัญหา ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ให้ได้ เช่น ประสบอุบัติเหตุ ทำให้ขาพิการเดินไม่ได้ รู้สึกสูญเสียสิ่งที่มีความสามารถทำได้สิ่งต่าง ๆ ในชีวิตหายไป ต้องพึ่งพาคนอื่น ต้องนั่งรถเข็น "มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว เราไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว ทำใจยอมรับมันให้ได้ คิดในทางที่ดีเรายังมีคนในครอบครัวที่ยังรักราอยู่ เราต้องสู้ เรายังมีลมหายใจอยู่ เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ช่วยเหลือดูแลตัวเองให้ได้บ้าง มองหาสิ่งดี ๆ มองหาโอกาสช่องทางที่พอทำได้ภายใต้ข้อจำกัดที่เรามีอยู่ตอนนี้ และเราจะสามารถปรับปรุง พัฒนาความสามารถได้ไหมในการดำเนินชีวิตโดยไม่มีขา หาอะไรทำเลี้ยงชีพตนเอง เช่น ซ่อมมือถือ งานหัตกรรม หรืองานที่ต้องนั่งใช้มือ ตามกำลังสมองและความสามารถของเรา ทำให้เต็มที่ มันต้องมีทางออกที่ดี ที่เหมาะสมกับเรานะ, เป็นต้น มันอยู่ที่มุมมอง ทัศนคติที่เรามีต่อตนเองเรามีขวัญและกำลังใจ ความมุ่งมั่นตั้งใจ เพียรพยายามมากแค่ไหน สุดท้ายเราต้องผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ ไม่ว่าข้อจำกัดจะมีมากแค่ไหน ก็ไม่สู้ความตั้งใจ พลังใจ ศรัทธาที่เรามีต่อตนเอง

                เมื่อทำผิดพลาดไปแล้ว ทั้งที่ตั้งใจ หรือไม่เจตนา ก็ต้องยอมรับผิดในผลกระกระทำของตนที่ก่อความเสียหายต่อผู้อื่น  หรือกระทำความเสียหายต่อตนเองให้เดือดร้อน จนต้อง เสียเงินค่าปรับ ติดคุก ก็ต้องส่งผลกระทบเดือดร้อนไปถึงคนใกล้ชิด คนในครอบครัว อีกทั้งต้องสำนึกผิด ขอโทษขออภัยต่อคนที่เราทำให้เขาเดือดร้อนเสียหาย เมื่อรับโทษจากการกระทำผิดของตนเองก็ต้องทำการปรับทัศนคติใหม่ ว่าตัวเราควรจะปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องใดบ้าง และจะต้องพัฒนาความคิดทัศนคติเสียใหม่ ให้สามารถคิดดี ทำตัวให้ดีขึ้น รู้จักทมะ=ข่มใจยับยั้งชั่งใจ ควบคุมตนเองให้ได้ ปรับตัวให้เข้ากับคนในสังคมให้ได้ และเป็นบทเรียนไม่ให้กระทำความผิดอีกต่อไปอีก ต้องคิดให้ดีก่อนที่จะกระทำสิ่งใดลงไป คิดถึงผลกระทบที่จะตามมา ถ้าทำไปแล้วจะทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่

                การมองโลกในแง่ดี เพื่อจุดประสงค์เจตนาที่ดี สร้างกำลังใจ ให้มีความหวัง ทัศนคติที่ดีต่อสิ่งต่าง ๆ เรื่องราวประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต เมื่อพบประสบกับสิ่งไม่พึงประสงค์ ไม่ได้ดั่งใจ ผิดหวัง ท้อแท้ อกหักไม่สมหวังในความรัก หรือผิดหวังเรื่องใดก็แล้วแต่ จิตของเราต้องพูดคุย ปลอบขวัญกำลังใจ ตอบข้อสงสัย ให้เหตุผลในทางสร้างสรรค์ ปลุกใจฮีดสู้ ให้มีพลังใจกลับขึ้นมา มีความหวัง ความมั่นใจเชื่อมั่น ศรัทธา ความตั้งใจ มุ่งมั่น ว่าเราต้องทำได้สำเร็จ อดทนอดกลั้น เพียรพยายามไม่ย่อท้อ กระตือรือร้นหาความรู้ความชำนาญมากยิ่งขึ้นในการปรับตัว พัฒนาตนเองให้ดีขึ้น มีความสามารถเพียงพอที่จะทำให้ดีที่สุดอย่างเต็มที่ และการเตรียมความพร้อมที่จะทำ เมื่อได้รับโอกาสที่ดีเข้ามา หรือสิ่งที่ตนปรารถนามานาน เป้าหมายที่ใหญ่สำคัญในอนาคต มองเห็นทางที่จะไปได้ชัดเจน พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความมั่นใจ มีความพร้อมที่จะเผชิญกับความจริง อย่างมีความหวัง มีศรัทธาในตนเอง ก็ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด ๆ ไม่ว่าจะไม่เป็นอย่างที่คิดคาดหวังไว้ ก็มีความมั่นคงทางจิตใจ มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่มาจากอุดมคติคุณธรรมประจำใจ ได้รับความรักความผูกพันมาจากครอบครัวเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในจิตใจให้มีความหวัง ความตั้งใจ พร้อมที่จะหาวิธีการในการแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างมีสติ และมีมุมมองที่เป็นบวก หาช่องทางออกที่ดีและเหมาะสมได้ไม่ยาก เพราะมีกำลังใจที่เต็มเปี่ยมไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคอะไรได้ง่าย ๆ

                รู้ว่าการพูดมันง่าย แต่การกระทำมันยาก ไม่เจอกับตนเอง ก็ไม่มีทางเข้าใจได้ ว่ามันลำบากแค่ไหน ในการทำใจ ยอมรับในความผิดหวัง แต่ขอให้มีความหวัง พยายามสร้างกำลังใจ มองหาทางออกที่สร้างสรรค์ ไม่คิดร้ายในทางเสียหาย พยายามมองโลกในแง่ดี มันต้องมีทางออก มีแสงสว่างให้เราเห็นทาง ได้คิดหาวิธีการแก้ปัญหานั้นในทางที่เหมาะสม ไม่คิดสั้น หรือกระทำไปเพราะว่ามันง่ายสะดวกแต่ผิดกฏหมาย ก็ต้องชั่งใจข่มใจไม่ให้คิดนอกลู่นอกทาง ไม่เลือกเดินทางที่ผิด เพราะฉะนั้นต้องมีพื้นฐานทางความคิดความรู้สึกที่ดี ทัศนคตที่ดี มองโลกในแง่ดี มีกำลังใจ มีสติ ก็จะมองเห็นทางออกของการแก้ปัญหาได้ แสงสว่างจะส่องให้เราเห็นทางออกที่ดีเหมาะสม

ตราบใดที่ดวงตะวันยังขึ้นทุกเช้าและส่องแสงมายังโลก คนต้องมีความหวังเหมือนแสงอาทิตย์ที่ส่องมาทุกวันไม่มีวันหยุด

                                    ความหวังกำลังใจก็ต้องมีอยู่กับจิตใจของตนตราบที่ยังมีชีวิตอยู่

            3. มองเป็นบทเรียน สอนอะไรกับตัวเรา

            สิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องราวต่าง ๆ ทุกเหตุการณ์ ล้วนให้ประโยชน์ กรณีศึกษา บทเรียนในชีวิตจริง สอนบทเรียนอะไรให้กับตัวเรา  ข้อคิด ความคิดเห็น คำชี้แนะ แนวทางความคิด ทัศนคติทางด้านดีเป็น ต้นแบบตัวอย่าง ให้เลียนแบบทำตามในสิ่งที่ดีเหมาะสมถูกต้อง และคำเตือน สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เอามาเป็น เยี่ยงอย่าง ละเว้นไม่กระทำตามจะได้ไม่ทำสิ่งไม่ดี ผิดพลาด ก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้ใครเดือดร้อน เป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้กระทำผิด อย่างเขา หรือที่เคยพลาดผิดในครั้งก่อน

                ทุกเหตุการณ์ มีความหมายนัยที่ซ่อนอยู่ ทัศนคติช่วยให้เรามองค้นหาสิ่งที่ซ่อนเร้นนั้นมา ตีความแปลความหมายทำความเข้าใจ ให้กระจ่างชัดเจนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น บางครั้งเราประสบอุบัติเหตุในการขับรถ เฉี่ยวชนเล็กน้อย ไม่ว่าใครถูกหรือผิด ก็ลงไปขอโทษ เพราะไม่ได้ตั้งใจ ที่ทำให้เขาเสียหาย เสียเวลา ต่างคนต่างเรียกตัวแทนบริษัทประกันอุบัติเหตุก็มาเคลียร์ให้ ประกันก็จะส่งพนักงานเคลมประกันมาเคลียร์ มาเป็นตัวแทนในตกลงค่าเสียหายและให้ตำรวจเป็นคนสรุปว่าใครเป็นฝ่ายผิด เราไม่ต้องไปทะเลาะ ถกเถียงว่าใครถูกหรือผิด ไม่ต้องใส่อารมณ์ ไม่ต้องหมายทำร้ายคู่กรณี เพียงเพราะว่าใครเป็นคนผิดคนถูก (ข่าวในโทรทัศน์เป็นเยี่ยงอย่างที่เราเคยได้เห็นมา ว่าเรื่องเพียงเล็กน้อยจากอุบัติเหตุในการเฉี่ยวชนเล็กน้อย ไม่ได้รับบาดเจ็บ คนที่เป็นข่าวทะเลาะทำร้ายร่างกายฝ่ายตรงข้ามเพียงเพราะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่โกรธโมโหบันดาลโทสะ ไม่มีสติ คิดแต่ด้านของตัวเอง คิดแต่จะเอาชนะ เอาความคิดของตนเองไปตัดสินถูกผิด ทั้งที่ยังไม่มีคนกลางมาไกล่เกลี่ย ก็แสดงความก้าวร้าว ทำร้ายชกต่อยผู้อื่นก่อนแล้ว)ความเป็นจริงแค่ต่างฝ่ายต่างรอตัวแทนบริษัทประกันของแต่ละฝ่ายมาพูดคุยถามถึงเหตุการณ์ แล้วตัวแทนของทั้งสองฝ่ายก็เป็นที่ปรึกษา เป็นตัวแทนในการเจรจาให้ปากคำแก่ตำรวจ ตำรวจก็จะเป็นผู้ตัดสินว่าใครถูกใครผิด เมื่อรู้ผลตัดสิน ตัวแทนบริษัทประกันรถ ก็จะรู้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย ก็จะออกใบเคลมให้ไปซ่อมรถที่อู่ของสังกัดของบริษัทประกัน และออกค่าเสียหายให้ เป็นต้น  เรื่องนี้สอนให้รู้ว่ามีสติ ไม่ต้องใช้อารมณ์ ความก้าวร้าวรุนแรง ให้ใช้เหตุผล เพราะมีตัวแทนบริษัทประกันคอยให้คำปรึกษาและรับผิดชอบในค่าเสียหายอยู่แล้ว การถกเถียง ถูกผิด กระทำได้ ระหว่างคู่กรณีแต่ต้องไม่ใช้อารมณ์ หรือมีความคิดแต่จะเอาชนะให้ได้อยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่ฟังเหตุผล และไม่มีเจตนาจ้องทำร้ายฝ่ายตรงข้ามด้วย ต้องใจเย็นมีสติ มีเหตุผล ต่างฝ่ายต่างเคารพในสิทธิและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ก็จะไม่มีการทะเลาะวิวาท ตกลงกันด้วยดีมีเหตุผล การใช้ถนนสาธารณะ ก็บอกเป็นนัยอยู่แล้วว่า ใครคนใดก็ใช้ถนนได้ การเฉี่ยวชนกันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ผิดวิสัยนาน ๆ จะเกิดขึ้นกับเราเท่านั้นเอง แต่ถ้าเกิดก็ตั้งสติ ใจเย็น มีเหตุผลหน่อยก็แล้วกัน

                การพิสูจน์หาข้อเท็จจริง อย่าเพิ่งด่วนตัดสินชี้ขาด บางเหตุการณ์ บางเรื่องราว อาจจะต้องเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น และให้มองหลายด้านหลายมุม ไม่ใช่มองแค่มุมเดียว (สถานะจุดยืนของคนแค่คนเดียว) ต้องมองในมุมสถานะของฝ่ายตรงข้ามด้วย อีกทั้งมองในแง่ของสังคมโดยรวมที่มีความคิดเห็นที่หลากหลาย วิพากษ์วิจารณ์ ทัศนะแตกต่างกัน ตัวเราก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อ หรือตัดสินว่าใครถูกใครผิด จนกว่าจะมีการพิสูจน์ตัดสินชี้ขาดกันในการพิจารณาคดีความกันให้ศาลตัดสิน ชี้ขาดว่าใครคือผู้กระทำความผิด และกำหนดบทลงโทษแล้วก่อน จึงจะเชื่อถือและได้รับการพิสูจน์ความเป็นจริงแล้ว เช่น กรณีข้อพิพาทเรื่องลอตตารี่ ที่เสนอข่าวผ่านสื่อต่าง ๆ บางเรื่องต้องรอคำตัดสินพิสูจน์ก่อน อย่าใจร้อนด่วนตัดสิน มันต้องพิสูจน์ความเป็นจริงในชั้นศาล หรือได้รับข้อมูลที่แน่ชัดเจนแล้วว่าฝ่ายนั้นกระทำผิดจริง (แต่เราก็พอจะคาดเดาได้จากรายละเอียดข้อมูลข่าวที่นำเสนอผ่านสื่อ จากทั้งสองฝ่ายมาประมวลผลภาพรวมว่าใครเป็นผู้ผิดผู้ถูกต้องได้ไม่ยากนัก) เป็นต้น

            สอนอะไรให้กับเรา เหตุการณ์เรื่องราวที่เราประสบปัญหา ความยากลำบาก ยกตัวอย่างเช่น ตกงานไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ มีความลำบากในการดำเนินชีวิตมากขึ้น มันได้สอนเรา เรื่องความประหยัดเคยใช้เงินฟุ่มเฟือย กินใช้แต่ของแพงมียี่ห้อ ก็ปรับตัวหันมากินข้าวในราคาพอประมาณ ใช้ของที่ไม่แพงแต่มีคุณภาพรับได้ รู้คุณค่าของเงิน สอนให้เรามองหาโอกาสใหม่ ๆในการหารายได้เสริม ค้าขาย ได้ทบทวนตนเองมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง จะได้แก้ไขปรับปรุง และพัฒนาตนเองให้มีความสามารถที่ดีพอกับงานใหม่ ปรับตัวปรับทัศนคติใหม่ให้เหมาะสมกับสถาพแวดล้อมในที่ทำงานใหม่ และมีความตั้งใจ มุ่งมั่น กระตือรือร้นในการทำงานมากขึ้น และหมั่นหาความรู้ความชำนาญให้มากขึ้นเพื่อทำงานให้ได้ดีมีประสิทธิภาพจะได้ไม่ตกงานอีก หากจะออกจากงานก็ต้องหาเก็บเงินให้มากพอที่จะไปทำธุรกิจของตนเอง และเตรียมความพร้อมให้ดีก่อนลงมือทำ สอนให้เราเตรียมความพร้อมเก็บเงินอยู่เสมอ หากต้องเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดไว้ ถูกเลิกจ้างหรือบริษัทปิดกิจการ อย่างน้อยก็มีเงินทุนในการดำเนินชีวิตระหว่างรอหางานใหม่ หรือมีเงินทุนมากพอที่จะไปทำธุรกิจส่วนตัวเล็ก ๆ ของตนเอง เป็นต้น

                สรุป ทัศนคติการมองโลก

1. มองตามความเป็นจริง ข้อดี ข้อเสีย ที่มีผลกระทบต่อเรา และเป็นประโยชน์ต่อเรา

2. มองด้านบวก มองโลกในแง่ดี ให้กำลังใจมีความหวังกับตนเอง

3. มองเป็นบทเรียน สอนอะไรให้กับตัวเรา ต้นแบบตัวอย่างในด้านดี และเยี่ยงอย่าง หลีกเลี่ยงไม่กระทำตาม สอนใจตนเอง

                ทัศนคติด้านบวก มองโลกในแง่ดี มีวิจารณญาณ=(ปัญญาที่สามารถรู้หรือให้เหตุผลที่ถูกต้องได้) มองตามความเป็นจริง ไม่เอาตนเองเป็นหลักใหญ่ โดยเอนเอียงเข้าข้างตามใจตนเองในทางที่ผิดศีลธรรม ผิดมโนธรรม ต้องมองด้านบวก ไม่ว่าประสบปัญหาเลวร้ายแค่ไหน ก็ต้องให้กำลังใจตนเอง พูดคุยตอบข้อสงสัยให้กับตนเอง อย่างมีเหตุผลอันสมควรและชี้นำไปทางสร้างสรรค์ มองโลกในแง่ดี มีความหวัง เห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ได้ให้บทเรียน สอนให้เรา ปรับทัศนคติ เลือกเป็นตัวอย่าง ที่เป็นแบบอย่างที่ดี และหลีกเลี่ยงไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ทำตาม สิ่งไม่ดีทำให้เสียหาย

                เมื่อเราคิดถูกต้อง มีทัศนคติที่ดี คิดทำในด้านดีเหมาะสมบ่อย ๆ มี จิตสำนึก ที่ดี มันจะส่งต้นแบบทางความคิดทัศนคติ คือ อุดคติ ลงไปบันทึกที่ จิตใต้สำนึก เป็นตัวตน ภายในจิตใจของเรา อันเป็นแม่แบบของอุปนิสัย บุคลิกภาพในแบบฉบับเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมา ตามกระบวนการคิด กระบวนการตัดสินใจ และกระบวนการกระทำแสดงพฤติกรรมออมาถึงเจตนาภายในจิตใจของตนเอง

                ดวงจิต ทัศนคติ อยู่กับตัวตนจิตของเรา เราเป็นคนเลือกที่จะคิด เลือกที่จะกระทำ อยู่ที่พลังแห่งจิตวิญาณาณของเรา ที่จะเลือกดำเนินใช้ชีวิตอย่างไร ไม่ว่าสถานการณ์จะไม่ดี เลวร้ายเพียงใด มันก็เปลี่ยนจิตใจที่ยึดมั่นในคุณธรรมไม่ได้ ถ้าเรามีความตั้งใจ เข้มแข็งในพลังจิตของเราจริง ๆ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด มีความมั่นคงในจิตใจ พร้อมรับทุกสภาพ ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะดี หรือ จะร้าย ก็มีสติพร้อมรับความเป็นจริงได้