ความเชื่อเรื่อง พุทธอุบัติภูมิ (๕) จากคัมภีร์อรรถกถา


บันทึกนี้ขออ้างอิงไปยัง คัมภีร์อรรถกถา มหาวิภังค์ ปฐมภาคเวรัญชกัณฑ์ (คลิกที่นี่)

พระโมคคลีบุตรติสสะเถระ (พระอรหันต์ผู้ฟื้นฟูพุทธศานา)

  • หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานผ่านไปแล้ว ๓ เดือน พระมหากัสสปะเถระได้นำคณะสงฆ์ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็นพระอรหันต์ สิ้นกิเลส ทำการสังคยานาพระไตรปิฎก นับเป็นครั้งที่ ๑ 
  • ผ่านไป ๑๐๐ ปี พระยสกกัณฑกบุตร ได้ยินว่า พระภิกษุแห่งเมืองไพศาลี แคว้นวัชชี อันมีพระเจ้ากาฬาโศก บุตรของพระเจ้าสุสูนาค ปกครองอยู่ ได้แสดงวัตถุ ๑๐ ประการ (ประกาศข้อวัตรในพระวินัย ๑๐ ประการ) จึงเกิดแรงบันดาลใจ เกิดกำลังใจว่า ที่ตนคิดว่าพระพุทธศาสนาได้เสื่อมหมดแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง และเปลี่ยนใจจากตอนแรกจะปลีกวิเวก (ขวนขวายน้อย) กลับมารวบรวมพระอริยะ จำนวน ๗๐๐ รูป โดยคัดเลือกจากภิกษุผู้มาาร่วมชุมชนแสดงวัตถุ ๑๐ ประการเหล่านั้นจำนวนหนึ่งล้านสองแสนรูป เพื่อทำการสังคายนาพระไตรปิฎก นับเป็นครั้งที่ ๒ 
  • หลังจากการสังคายนาครั้งที่ ๒ นี้แล้ว เหล่าภิกษุได้พยากรณ์ว่า ศาสนาพุทธจะเสื่อมลงอีก มีเสนียดใหญ่เป็นเสี้ยนหนามต่อพระพุทธศาสนาอีก เพราะต่อแต่นี้ไปอีก ๑๑๘ ปี  จะมีพระราชาพระนามว่าพระธรรมาโศกทรงอุบัติขึ้นในนครปาฏลีบุตร ครอบครองราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้น และจะทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แล้วจะให้ลาภและสักการะเป็นอันมาก ทำให้พวกเดียรถีย์ที่ปรารถนาลาภสักการะจะบวชแล้วแสดงทิฏฐิของตน 
  • และดำริว่า ใครล่ะที่จะสามารถระงับอธิกรณ์นั้นได้ จึงตรวจดูมนุษยโลกและเทวโลก พบเห็นว่ามีแต่ท้าวมหาพรหมชื่อติสสะเท่านั้นที่จะทำได้  จึงได้ไปเชิญให้ลงมาปฏิสนธิในเรือนของโมคคลีพราหมณ์ 
  • หลังจากพระติสสะมหาพรหมได้ลงมาเกิดดังนั้นแล้ว พระสิคควเถระซึ่งจำได้และรู้ว่าท้าวมหาพรหมติสสะ มาเกิดในเรือนโมคคลีพราหมณ์นี้ ได้มาบิณฑบาตรในเรือนนั้นตลอด ๗ ปี แต่ก็ไม่เคยจะได้ข้าวสักทัพพีเดียว ไม่ได้ยินแต่คำพูดใดเลย 
  • วันหนึ่งพราหมณ์เดินกลับมาจากทำธุระ สวนกับพระสิคควเถระ ได้ถามว่า "ท่านได้ไปบิณฑบาตรบ้านกระผมไหม" ท่านตอบว่า ได้ไป "ท่านได้อะไรไหม" พราหมณ์ถาม  ท่านตอบว่า "ได้พราหมณ์" เมื่อเดินมาถึงบ้าน จึงมาถามชนในเรือนว่า มีใครได้ให้อะไรกับบรรพชิตนั้นไปหรือ  คนในเรือนตอบว่า ไม่ได้ให้อะไรไป 
  • วันถัดมา พราหมณ์มานั่งรอพระเถระที่หน้าบ้าน ตั้งใจจะประจารการกล่าวเท็จของท่านเมื่อวาน  เมื่อท่านมาถึงจึงถามว่า เมื่อวานนี้ท่านไม่ได้อะไรในเรือนกระผมเลยแต่บอกว่าได้ การกล่าวเท็จแบบนั้นควรแก่บรรพชิตหรือ ?  พระเถระจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้ามาบิณฑบาตรในเรือนของท่านทุกวันตลอด ๗ ไม่มีแม้แต่คำพูดใดเลย แต่เมื่อวานนี้ ได้ยินคำพูดว่า "นิมนต์โปรดข้างหน้าเถิด เจ้าข้า"  ข้าพเจ้าจึงบอกว่าได้โดยหมายเอาการปฏิสันฐานนั้น พราหมณ์เกิดความเลื่อมใสขึ้น 
  • ตั้งแต่นั้นมา เมื่อได้เห็นพระอาริยวัตร สงบเสงี่ยม พราหมณ์ก็ค่อยเลื่อมใส่ในพระเถระมากขึ้น ๆ จนนิมนต์ให้พระเถระมาในเรือนเป็นประจำ จนกระทั่งติิสสะมาณพอายุได้ ๑๖ ปี 
  • เมื่อติสสะมาณพอายุได้ ๑๖ ปี ก็เรียนจบคัมภีร์ไตรเภท เวลาจะไปนั่งที่ใด ๆ คนรับใช้ก็จะเอาผ้าขาวมารองไว้  ทุกวันก็จะไปเรียนกับอาจารย์พราหมณ์แล้วกลับมานั่งที่บัลลังก์นั้น โดยไม่เคยพูดกล่าวกับพระสิคควเถระเลย  
  • พระสิคควเถระได้พิจารณาว่า ถึงเวลาแล้วที่ติสสะมาณพสมควรจะออกบวชในพระพุทธศาสนา จึงออกอุบายร่ายมนต์ทำให้คนรับใช้ไม่มองไม่เห็นที่นั่งบัลลังก์ใด นอกจากที่นั่งของติสสะมาณพนั้นตอนที่ท่านเดินทางไปถึง คนในเรือนจึงได้เชิญให้พระเถระนั่งลงตรงบัลลังก์ของติสสะมาณพ 
  • เมื่อติสสะมาณพมาเห็นก็รู้สึกโกรธมาก เสียใจ หลังจากพระเถระทำภัตกิจเสร็จแล้ว สังเกตว่าติสสะมาณพหายโมโหแล้ว จึงถามว่า ท่านไปเรียนรู้มนต์อะไรบ้าง ด้วยความมั่นใจที่จบไตรเภทแล้วจึงตอบว่า เวลานี้ถ้าผมไม่รู้คงไม่มีใครรู้มนต์ แล้วย้อนถามพระเถระว่า ท่านรู้มนต์หรือ?  เข้าทางพระเถระ จึงพูดว่า จงถามเถิดมาณพ ข้าพเจ้าอาจจะรู้บ้าง 
  • ไม่ว่าติสสะมาณพจะถามอะไร พระเถระก็ตอบได้หมด เพราะท่านเองก็จบไตรเภทมาก่อน  เมื่อเปิดโอกาสให้ถามพอแล้ว พระเถระจึงว่า คราวนี้ขอเราถามปัญหาเธอสักข้อ แล้วถามว่า "จิตบุคคลใดเกิดขึ้นอยู่ ไม่ดับ จิตของบุคคลนั้นจักดับ ไม่เกิดขึ้น ก็อีกอย่างหนึ่ง จิตของบุคคลใดจักดับ ไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้นอยู่ ไม่ดับ " ติสสะมาณพตอบไม่ได้ จึงถามว่า ท่านบอกมนต์เหล่านี้แก่ข้าพเจ้าได้หรือไม่  พระเถระจึงบอกว่าได้ แต่ต้องบวตเป็นสามเณรก่อน  ติสสะมาณพจึงไปขออนุญาตพ่อแม่ แล้วจึงบวชเป็นสามเณรแต่นั้นมา 
  • ไม่นานพระติสสะได้สำเร็จพระโสดาบัน  พระสิคควเถระเกรงว่า ถ้าสอนอีกพระติสสะจะบรรลุพระอรหันต์แล้วอาจปลีกวิเวกขวนขวายน้อย ไม่ไปเผยแพร่พระพุทธศาสนา จึงได้ส่งท่านไปเรียนต่อกับพระจัณฑวัชชีเถระ 
  • เมื่อสามเณรติสสะมาอยู่ในสำนักของพระจัณฑวัชชีเถระก็เที่ยวเรียนมนต์ต่าง ๆ จนแตกฉานในพุทธพจน์ทั้งหมด เว้นแต่พระวินัยที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ และเมื่อบวชแล้วไม่ถึงหนึ่งพรรษาก็ได้เป็นติปิฎกธรหรือผู้ทรงพระไตรปิฎก บรรลุเป็นพระอรหันต์ในเวลาไม่นาน และบอกสอนพุทธพจน์แก่พระภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก 
พระเจ้าอโศกมหาราช
  • หลังจากที่พระเจ้าอโศกมายึดราชสมบัติของพระเจ้าพินทุสาร และฆ่าพี่น้องทั้งหมด ๑๐๑ พระองค์ เหลือไว้แต่ ติสสะกุมาร พี่ร่วมท้องมารดาเดียวกันเท่านั้น  (คนละคนกับพระโมคคลีบุตรติสสะเถระ) แล้วครองราชย์อยู่ถึง ๔ ปี โดยไม่ได้ราชาอภิเษก ในปีที่ ๒๑๘ หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน จึงได้อภิเษกเป็นเอกราชในชมพูทวีป  
  • ในระหว่างที่กวาดล้างพี่น้องที่อาจเป็นปฏิปักษ์นั้น พระเจ้าอโศกได้จับพระสุมนราชกุมาร (พี่ชายของพระเจ้าพิทุสาร)ไว้ได้ พระเทวีชื่อสุมนาของพระสุมนราชกุมารซึ่งท้องแก่ใกล้คลอดได้ปลอมเพศหนี มุ่งไปยังหมู่บ้านจัณฑาล ถึงใกล้หมู่บ้านจัณฑาลนั้น รุกขเทวดาประจำต้นนิโครธได้เนรมิตรศาลาขึ้นแล้วเรียกให้เข้าไปพัก นิโครธกุมารก็ได้กำเนินขึ้น ณ ที่นั่น พระเทวีจึงเรียกนามว่า นิโครธกุมาร" ตามชื่อของต้นไม้นั้น และได้รับการเลี้ยงดูจากคนจัณฑาลที่เห็นพระเทวีเหมือนดังเทพธิดามาตั้งแต่นั้น  เมื่อนิโครธกุมารอายุได้ ๗ ปี พระเถระองค์หนึ่งชื่อ พระมหาวรุณเถระ พิจารณาทราบเรื่องโดยตลอดและเห็นว่าที่นิโครธได้เวลาบวช จึงไปทูลขอพระราชธิดา ในเวลาปลงผมเสร็จนั้นเอง พระกุมารก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ 
  • พระเจ้าอโศกมหาราช มีศรัทธาบำรุงพราหมณ์เหมือนกับพระราชบิดา (พระเจ้าพินทุสาร) วันหนึ่งได้ทรงบอกให้จัดทำอาสนะทั้งสูงต่ำไว้ในพระราชวัง แล้วบอกให้ทหารไปนิมนต์นักบวช ชีวก ตาปะขาว พราหมณ์ สำนักต่าง ๆ ให้นำ "พระอรหันต์" ในสำนักของตน ๆ ทรงเสด็จมาพบเห็นบางพวกนั่งบนตั่งภัทรบิฐ บางพวกนั่งบนตั่งแผ่นกระดาน หาสาระภายในไม่ได้เลย ทรงถวายของควรบริโภคแล้วก็กลับไป  ไม่ได้เลื่อมใสศรัทธาใด ๆ
  • วันหนึ่งพระเจ้าอโศกมหาราช ออกมาเดินระเบียง มองเห็นสามเณรนิโครธ ีมีกริยามารยาทสงบเสงี่ยม เห็นว่าเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน ความรักก็ได้ตั้งขึ้น อีกเหตุหนึ่งคือด้วยที่ชาติหนึ่งสามเณรนิโครธเคยเกิดเป็นพี่ชายของพระเจ้าอโศก ชาตินั้นเกิดเป็นพ่อค้าพี่น้อง ... จึงได้ให้ทหารไปนิมนต์มาในพระราชวัง ถกถามนิมนต์ให้แสดงธรรม เป็นต้นว่า "ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย ความประมาทเป็นทางตาย" พระเจ้าอโศกเกิดความเลื่อมใส จึงรับสั่งถวายธุวภัต ๘ ที่ สามเณรบอกว่า ดีละจะได้เอาไปถวายพระอุปัชฌายะ ทรงรับสั่งว่างั้นจะถวายอีก ๘ ที่ สามเณรบอกว่า ดีละจะได้เอาไปถวายแด่อาจารย์ ทรงรับสั่งอีกว่าจะถวายอีก ๘ สามเณรตอบว่า ดีละจะได้ถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ ... พระเจ้าอโศกพอพระทัยอย่างมาก  จึงรับสั่งจะถวายธุวภัตแด่พระสงฆ์ทุกรูปที่มาฉันในพระราชวัง และยังบอกกับพระภิกษุเหล่านั้นอีกว่า ให้ทุกรูปบอกพระภิกษุมา จึงเป็นการทำทานแบบทวีคูณ ... และเป็นการกันให้บวชนอกศาสนาพุทธน้อยลงไปเรื่อย ๆ
  • พระเจ้าอโศกได้สร้างวัดอโศการาม ขึ้นเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนา และสั่งให้สร้างวิหาร ๘๔,๐๐๐ แห่ง ทั่วอาณาจักร ในการฉลองพระวิหาร พระเจ้าอโศกมหาราชมีปีดียินดีอย่างยิ่ง และได้ถามพระภิกษุสงฆ์ว่า มีใครที่ทำทานมากเท่าพระองค์หรือไม่ พระสงฆ์ทั้งหลายได้มอบหมายให้ พระโมคคลีบุตรติสสะเถระเป็นผู้ตอบคำถาม พระติสสะเถระตอบว่า ไม่มี พระองค์เป็นถวายทานมากที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด 
  • พระเจ้าอโศกถามอีกว่า แล้วข้าพเจ้าได้ชื่อว่าเป็นยาทแห่งพระศาสนาหรือยังหนอ? พระติสสะตอบว่า ยังไม่เป็นทายาท เป็นเพียงปัจจัยทายก หรืออุปัฏฐากเท่านั้น แม้จะบริจาคปัจจัยทั้งแผ่นดินถึงพรหมโลกก็ใช่เป็นทายาท แห่งพระศาสนา  การจะเป็นทายาทแห่งพระศาสนานั้นจะยากจนหรือร่ำรวยไม่สำคัญ เพียงให้บุตรหรือธิดาบวชในพระศาสนา  พระเจ้าอโศกจึงถามลูกคือ พระมหินท์ พระมหินทกุมารอยากจะบวชอยู่แล้วจึงตกลง พระธิดาชื่อสังฆมิตตาซึ่งสวามีก็ได้ออกบวชแล้วพร้อมกับพระติสสะกุมาร (น้องร่วมท้องพระเจ้าอโศก)ไปแล้ว ก็ได้ขอบวชด้วย ในคราวนั้น 
  • พระมหินท์อายุตอนบวช ๒๐ ปี และได้บรรลุอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทาในพิธีบวชนั้น ขณะนั้นพระเจ้าอโศกอภิเษกได้ ๖ ปี ท่านศึกษาอยู่เพียง ๓ พรรษาก็สำเร็จรอบรู้พระไตรปิฎกเถวรวาทและอรรถกถาทั้งสิ้น มีภิกษุที่เป็นศิษย์อยู่่ ๑,๐๐๐ รูป เมื่อพระเจ้าอโศกภิเษกได้ ๙ ปี 
  • พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก มีการสร้างสระน้ำ วัด วิหาร ศิลาจารึก จำนวนมาก ในขณะที่มีปัญหาหรืออธิกรณ์เกิดขึ้นมากมาย จากพวกแอบอ้างมาเป็นนักบวช พระเจ้าอโศกได้จัดให้มีการประชุมสงฆ์ที่วัดอโศการาม แล้วขึงผ้าขาวกั้นไว้ แล้วให้พระสงฆ์แต่ละหมู่เข้ามา ตอบปัญหาธรรม เมื่อตอบไม่ได้ ก็ทรงมอบผ้าขาวให้สึกไปถึง ๖ หมื่นรูป ... มีเรื่องราวเกิดมาก พระโมคคลีบุตรติสสะเถระ เป็นที่พึ่งหลักของพระองค์ในครานั้น  ... ตามที่ได้พระเถระได้พยากรณ์ไว้ตั้งแต่ ๑๐๐ ปีที่แล้ว
  • พระโมคคลีบุตรติสสะเถระนี้เองที่เป็นผู้นำให้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ โดยคัดเลือกพระเถระ ๑,๐๐๐ รูป ดำเนินการอยู่ ๙ เดือนจึงสำเร็จ (อ่านที่นี่)
  • พระโมคคลีบุตรติสสะเถระพิจารณาว่า พระพุทธศาสนาจะยั่งยืนอยู่ได้ ณ ที่ใด จึงตั้งพระธรรมฑูตไปเผยแผ่ ๙ สาย ดังนี้ 
    • ส่งพระมัชฌันติกเถระ ไปยัง รัฐกัสมีระ คันธาระ
    • ส่งพระมหาเทวเถระส่ง ไปยัง มหิสกมณฑล 
    • ส่งพระรักขิตเถระ ไปยัง วนวาสีชนบท 
    • ส่งพระโยนกธรรมรักขิตเถระ ไปยัง อปรันตกชนบท 
    • ส่งพระมหาธรรมรักขิตเถระ ไปยัง มหารัฐชนบท 
    • ส่งพระมหารักขิตเถระ ไปยัง โลกเป็นที่อยู่ของชนชาวโยนก 
    • ส่งพระมัชฌิมเถระ ไปยัง ชนบทอันเป็นส่วนหนึ่งแห่งหิมวันตประเทศ 
    • ส่งพระโสณกเถระ ๑ พระอุตตรเถระ ๑ ไปยัง สุวรรณภูมิชนบท 
    • ส่งพระมหินทเถระผู้เป็นสัทธิวิหาริกของตน กับพระอิฏฏิยเถระ พระอุตติยเถระ พระสัมพลเถระ พระภัททสาลเถระ ไปยังเกาะตัมพปัณณิทวีป
พระมหินทเถระประกาศศาสนาที่เกาะลังกา
  • พระพุทธเจ้าได้พยากรณ์ว่า ณ เกาะตัมพปัณณิทวีป (ฝรั่งบอกว่าเป็นเกาะลังกา) จะมีพระเถระชื่อพระมหินท์ มาประกาศพระพุทธศาสนา
  • เมื่อพิจารณาไทม์ไลน์การปกครองของเกาะตัมพปัณณิทวีปจากพระไตรปิฎก จะได้ดังนี้

  • ปีที่สวรรคตของพระเจ้าปกุณฑกาภัย บอกไว้ไม่ชัดเจน จึงทำอักษรสีแดงไว้สำหรับผู้รู้ 
  • สรุปได้ว่า หลังจากพระเจ้าอโศกมหาราช ขึ้นครองราชย์ในปีที่ ๑๗ ปี พระมหินทะเถระ และพระสังฆมิตตาเถรี ซึ่งเป็นบุตร-ธิดา ได้ออกไปเผยแผ่พระศาสนาที่เกาะตัมพปัณณิทวีป 
ขอพักการจับประเด็นไว้เท่านี้ก่อนนะครับ 

ประเด็นที่น่าสนใจ
  • การเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังจากการทำสังคายนาครั้งที่ ๓  
  • ไม่พบว่าศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช (ของชาวอินเดีย) ได้บันทึกเรื่องการส่งพระมหินท์เถระและพระสังฆมิตตาเถรี ไปเผยแผ่ ... ประเด็นนี้เป็นพิรุจ ที่ ศ.ดร.ชัยยงค์ พรมวงศ์ แย้งว่า พระเจ้าอโศกมหาราชที่อินเดีย กับพระเจ้าอโศกมหาราชในพระไตรปิฎกกล่าวถึง เป็นคนละคนกัน 
  • ทีมวิจัยที่นำโดย ศ.ดร.ชัยยงค์ มีความเห็นว่า เกาะตัมพปัณณิทวีป ไม่ใช่ ประเทศศรีลังกา เหมือนที่นักโบราณคดีชาวอังกฤษบอก  ท่านมีความเห็นว่า เกาะลังกา ก็คือ พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน 
ช่วงนี้ของชีวิตผมเชื่อว่า พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ที่พื้นที่แถบไทย พม่า ลาว เขมร นี้แน่นอน โดยไม่ต้องไปถกเถียงพิสูจน์อะไรมากนัก  เพราะ 
  • ผมนับถือพุทธนิกายเถรวาท จึงยึดเอาข้อความในพระไตรปิฎกเป็นหลัก
  • ภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ที่ระบุในพระไตรปิฎก ตรงกับพื้นที่ดังกล่าวนี้  ไม่ตรงเลยกับที่อีนเดีย  (อ่านที่นี่)
  • ฤดูกาล ความหลากหลายทางชีวภาพ  และเวลา สอดคล้องกับพื้นที่นี้ ไม่ตรงกับที่อินเดีย 
เท่านี้ก็พิสูจน์ได้มากพอแล้วที่จะเริ่มขุดค้นและศึกษากันอย่างจริงจัง เพราะข้อมูลทางกายภาพเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนในช่วงเพียงพันปี  ความเอียงของแกนโลกหรือตำแหน่งที่บิดไปแห่งวงโคจรของโลกกับดวงอาทิตย์ไม่ได้เปลี่ยนไปจนจะส่งผลได้ขนาดนั้นแน่นอน 


หมายเลขบันทึก: 661341เขียนเมื่อ 24 เมษายน 2019 22:33 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 สิงหาคม 2020 16:13 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี