อปท.ในสายตาของคนรอบข้าง

อปท.ในสายตาของคนรอบข้าง

12 เมษายน 2562

ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]

 “คนรอบข้าง “ ของท้องถิ่นในที่นี้ได้แก่ (1) ประชาชน (2) ผู้ประกอบกิจการในพื้นที่ (3) ผู้ประกอบกิจการนอกพื้นที่ (4) ปกครองท้องที่ (5) ราชการส่วนภูมิภาคแยกออกเป็น ด้านสังคมและด้านเศรษฐกิจ (6) ราชการส่วนกลาง (7) ผู้กำกับดูแล (8) หน่วยตรวจสอบ รวม กกต.ด้วย (9) หน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ ฯลฯ

อำนาจหรือบทบาทอย่างใดเป็นของเที่ยงแท้

คนท้องถิ่นทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายประจำ ฝ่ายชุมชน พึงรับฟังเงาสะท้อนทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่นักวิชาการจะเป็นกองเชียร์ เพราะนักวิชาการไม่ใช่คู่แข่งของ อปท. มี 3 ประเด็นสำคัญคือ (1) ประเด็นการบริการ (2) ประเด็นการบริหารจัดการ และ (3) ประเด็นความร่วมมือและศักยภาพ ปัญหามีว่าใน 3 ประเด็นดังกล่าว ท้องถิ่นจะเน้นน้ำหนักไปทางประเด็นใด ยกตัวอย่างเช่น หากมีการถ่ายโอนอำนาจ อปท.จะเอาภารกิจใหม่ใดบ้าง ภารกิจเก่าที่ถ่ายโอนมาแล้วเป็นอย่างไร เกิดปัญหาชวนสงสัยตามมา เช่น (1)  “อำนาจ “ ที่ถ่ายโอนมามีจริงหรือไม่ (2) เหตุใดส่วนกลางจึงต้องยึดอำนาจหวงอำนาจ (3) เมื่อมีการถ่ายโอนอำนาจให้ อปท.แล้ว ยังมีใครไปติดตามยึดอำนาจ อีกหรือไม่

3 สิ่งที่สำคัญมาก คือ (1) การมีอำนาจ หรือ (2) การมีบทบาท และหรือ (3) การมีหน้าที่ ถือว่า อปท. ต้องมี และต้องใช้ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่บุคลากรของท้องถิ่นให้สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ได้สำเร็จ (มีอำนาจประจำในตัวบุคคล) เช่น (1) อปท.ควรมีอำนาจ มีบทบาท มีภารกิจหน้าที่ ต่อคนในชุมชน อะไรบ้างอันถือเป็นสิ่งสำคัญของคนท้องถิ่น (2) ในความรู้สึกของคนท้องถิ่นก็ถือเป็นสิ่งสำคัญว่าเขาคิดรู้สึกอย่างไรต่อการมีอำนาจ ต่อบทบาท ต่อภารกิจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายนั้น เขามีความรู้สึกภาคภูมิใจ มีอำนาจ มีความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ อย่างไร และ (3) คนท้องถิ่นจะใช้อำนาจ บทบาท และดำเนินภารกิจที่เขาได้รับมอบอำนาจมาอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้

อปท.เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของระบบราชการ

จากสภาพการปฏิรูปประเทศที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ประกอบกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนปฏิบัติการ 5 ปี กฎหมายปราบโกง และการปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ในยุค คสช. ที่ผ่านมา จะเห็นว่า อปท.แค่เป็นเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของระบบราชการเท่านั้น ในบทบาทเต็มยังไม่มี ด้วยพันธนาการของระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มากมายที่ทำให้ อปท.ยุ่งยากในการวินิจฉัยตัดสินใจในการทำงาน ที่ต้องละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้น กล่าวคือทำให้ หลักอิสระของ อปท. ลดน้อยลง การทำงานที่ต้องประสานเครือข่ายภาคราชการในพื้นที่ การอิสระทำงานเดี่ยว ๆ โดด ๆ ยากขึ้น  แต่ในทางกลับกัน  “งานอีเว้น  “ หรืองานโชว์สังคมสร้างภาพที่เป็นงานเล็กกว่ากลับมีมากขึ้น ผลสำเร็จของงานชิ้นใหญ่ ๆ ลดจำนวนน้อยถอยลง 

นอกจากนี้มีความถี่มากขึ้นในเวทีสั่งการ ตามนโยบาย ภาคราชการจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ปัญหาหลักสำคัญในพื้นที่จึงถูกลดค่าลง เพราะต้องหันทำงานตามที่สั่งการจากส่วนกลาง จนงานท้องถิ่นด้อยค่าด้อยบทบาทไปถนัดใจ อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ ความถี่ที่ไม่หยุดหย่อนในการปรับปรุงระเบียบกฎหมายที่ใช้กับ อปท.มีมากมายและบ่อยมาก จนทำให้ คน อปท.ติดตามเรื่องไม่ทัน

การออกแบบโครงสร้าง อปท.

ในส่วนของการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พบว่า การออกแบบให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นคล้ายกับข้าราชการพลเรือนทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเป็นความผิดพลาดมาแต่แรก เพราะมีผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหารงานบุคคลของ อปท. และ โครงสร้าง อปท. มาก อาทิเช่น ทำให้มีการออกประกาศมาตรฐานกลางและมาตรฐานทั่วไปเทียบตำแหน่งโอนย้ายระหว่างข้าราชการพลเรือนกับข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ดูจะแปลกๆ ในการกำหนดให้ข้าราชการพลเรือนตำแหน่งชำนาญการสามารถโอนย้ายมาส่วนท้องถิ่นในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายได้ ในขณะที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเองตำแหน่งชำนาญการนั้นต้องสอบคัดเลือกในตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย

ในระบบการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นก็สอดคล้องกับระบบเชิงอุปถัมภ์ของท้องถิ่นมาก การนำหลังคุณธรรมมาผสมจึงยาก แม้ว่าในเชิงบริหารนั้นเป็นดุลพินิจอย่างมากของฝ่ายปกครองที่สามารถเลือกใช้ส่วนที่ดีมาใช้ หรือไม่ตัดเอาแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนดังเช่น โยมอุปถัมภ์วัดพระเณร หรือ พระมหากษัตริย์ที่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา หรือ พ่อแม่ต้องอุปถัมภ์คำจุนลูก หรือ ลูกดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า ฯลฯ ซึ่งเป็นในเชิงการดูแลใส่ใจช่วยเหลือเกื้อกูลอันดีกันของสังคมมาแต่โบราณ

แต่ลืมการออกแบบเรื่อง  “การจัดการรายได้ “ ที่ถือเป็นข้อจำกัดของท้องถิ่นที่มีมาแต่แรก ๆ ฉะนั้นการออกแบบให้ อปท. สามารถหารายได้เองในหลาย ๆ ด้านจึงจำเป็น เป็นการลดภาระรัฐบาลและในทางกลับการเป็นการสร้างความรู้สึกในการมีส่วนร่วมและความรู้สึกผูกพันองค์กรได้เป็นอย่างดี

ความบิดเบี้ยวของสังคม

เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม ฮาโลวีน สังคมผีดิบ การแสดงออกแบบ  “ปล่อยผีในบุญบั้งไฟ “ (ผีในความคิด) ฯลฯ ล้วนสะท้อนออกมาให้รับรู้ว่า  “ความบิดเบี้ยวในสังคมมันมีจริง “ ลองย้อนถามว่ามีมากเพียงใด ลองยกตัวอย่าง (1) ในภาคราชการ มีการลงชื่อ (เซ็นชื่อ)ในสมุดลงเวลามาทำงาน 2 โมง แต่ข้อเท็จจริงมาหลังสองโมงครึ่งหรือไม่จริงตามที่ลงนามไว้ (2) บุญผ้าป่า บุญกฐิน เงินสมทบบริจาคกาชาดจากจังหวัดอำเภอ การประสานงานนอกราชการ ฯลฯ ที่หน่วยงานทั่วไปไม่อาจปฏิเสธในธรรมเนียมประเพณีการขอความร่วมมือนี้ได้ เช่น การแจ้งบอกบุญมาจาก สตง. เป็นต้น (3) เจ้าหน้าที่จากอำเภอ จังหวัด ประสานงานขอความร่วมมือราชการต่าง ๆ มาตลอด นี่ยังไม่รวมการประสานขอให้ อปท.ส่งรายชื่อบุคคลากรเข้าอบรมส่วนกลางจัดอบรม โดยเฉพาะที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) หรือ สถจ.เป็นหน่วยจัดอบรม (4) ในการบังคับใช้กฎหมายฝ่ายตำรวจ ฝ่ายปกครอง เคร่งครัดการบังคับใช้กฎหมายในช่วงรณรงค์ เพื่อเป็นการปราม โชว์ผลงาน หรือเพื่อปราบปราม ตำรวจจับแว้น เป็นความตั้งใจจับปราบปรามจริงหรือไม่ (5) ในงานการจัดซื้อจัดจ้าง (การพัสดุฯ) มีการขอประโยชน์หรือการเอื้อประโยชน์ต่างตอบแทนกับผู้ขายหรือผู้รับจ้าง (หักดิบเปอร์เซ็นต์) ไม่ว่าจะงานเล็กงานใหญ่ งานอีบิดดิ้ง งบก่อสร้างใหญ่ ฯลฯ เป็นต้น

จากกรณีดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบใน 2 ประการ คือ เป็นความไม่ไว้วางใจกันและกันของบุคคลากรคนทำงาน และยังเป็นการสร้างหนี้สาธารณะให้เกิดแก่ราชการไปในตัวด้วย เรียกว่าเป็น กระแส  “สังคมตาหลิ่ว “ กันทั้งสิ้น เป็น  “กระแสทีใครทีมัน “ (ทีฮูทีอิท) เช่น ฝ่ายที่เคยเป็นรัฐบาลมาก่อนสร้างผลงานไว้ งบลานกีฬา งบเสาโคมไฟฟ้าโซล่าร์เซล งบเครื่องออกกำลังกาย งบ CCTV ฯลฯ ล้วนเป็นผลงานของผู้ที่มาก่อน

แนวโน้มผู้วิ่งเต้นสู่ตำแหน่งสูงจะเข้าไปกลบเกลื่อนเบี่ยงเบน (นั่งทับ) เรื่องไม่ดีทั้งของตนเองและพวกพ้องในอดีตเป็นสิ่งที่ไม่พ้นวิสัยในสังคมระบบอุปถัมภ์มีแทบทุกองค์กรไทย แม้ต่างประเทศก็ยังมีเช่นกัน อเมริกันจึงสร้างหนังกระตุ้นฮีโร่ แต่ไทยเราเพียงเขียนข่าวระบายในวารสาร นสพ.เป็นพอ ดังสำนวนอีสานว่า  “นกเค้าท้วงตาแมว “ ที่มีความหมายว่า คนต่างฝ่ายต่างก็มีจุดบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครดีกว่าใคร

สังคมชนบท สังคมเมือง

สภาพที่แตกต่างระหว่าง อปท. ที่สำคัญมากตามหลักการจัดการปกครองท้องถิ่น ก็คือ ความแตกต่างระหว่าง สังคมชนบทกับสังคมเมือง (Rural & Urban Society) [2] ที่เห็นกันชัดเจนมาก ที่เป็นผลให้ผู้คนใน อปท.นั้น ๆ มีสภาพความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันมาก ประกอบกับการมีแรงหนุน แรงต้าน ของคนในพื้นที่เป็นตัวผลักดันด้วย เป็นความรู้สึกผูกพันเป็นเจ้าของในสภาพสังคม (Organizational Commitment) [3] ที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่ของความรู้สึกผูกพันที่เป็นความต้องการ (want to) และความจำเป็น (need to) ที่ต้องผูกพัน

นอกจากนี้ในสังคมชนบทยังแยกเป็น  “สังคมชนบทแบบดั้งเดิม “ และ  “สังคมชนบทแบบเกิดใหม่ “ ที่มีการรวมตัวแบบการแสวงหา ที่ดินเพื่อการเกษตร แบบการค้าขาย แบบใช้แรงงาน ที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ  “สังคมแบบครอบครัวขยาย “ [4] (Collectivistic Society or Extended Family) ที่อยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ เช่น กฎหมายปฏิรูปที่ดิน (Agricultural Land Reform) ทำให้ครอบครัวเปลี่ยนแปลง ความเป็นอยู่ทางสังคมเกิดความไม่แน่นอน เป็นต้น

ปัญหาที่น่าวิตกอีกประการก็คือ การครอบครองที่ดินของไทย เพราะ  “ที่ดิน “ เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ  ที่ดินจำนวนมากตกเป็นของบรรดาเจ้าสัว นายทุน เพียงไม่กี่ตระกูล (ในสัดส่วนร้อยละ 10 ของผู้ที่รวยมาก) [5] ต่างชาติสามารถเช่าที่ดินได้ 99 ปี ต่างชาติสามารถซื้อที่ดินใน 13 จังหวัดเศรษฐกิจพิเศษได้ รัฐวิสาหกิจสมบัติชาติถูกโยกย้ายสู่มือกลุ่มทุน ระบบสาธารณูปโภคจำเป็นตกอยู่ในมือของกลุ่มทุน ก๊าซ น้ำมัน ทองคำ แร่ธาตุ ทรัพยากรธรรมชาติสมบัติกลายไปเป็นสมบัติต่างชาติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นกรณี ต่างชาติมากอบโกยความร่ำรวยมั่งคั่งจากทรัพยากรธรรมชาติสมบัติของชาติ ในขณะที่คนไทยเจ้าของทรัพยากร อดอยาก ยากจน ยิ่งเป็นคนชนบทเรียกว่า  “ลืมตาอ้าปากยังไม่ได้ “

One Plan คืออะไร

ขอแถมท้ายเรื่องท้องถิ่นสำคัญ ถือเป็นกระแสการแปลงแผนพัฒนาท้องถิ่นในการจัดทำแผนปฏิบัติการ 5 ปี เป็นข่าวการแปลงแผนท้องถิ่นให้กลายเป็นแผนพัฒนา 5 ปีที่คนท้องถิ่นอาจตามไม่ทัน ในเรื่องชื่อแผน อายุแผน แผนจะมีอายุกี่ปี ไม่ว่าจะเรียกชื่อแผนว่าอย่างไร ก็หาได้มีสาระสำคัญเท่าหลักเกณฑ์วิธีการที่กำหนดไว้ในแผนฯไม่ เช่น แผนพัฒนาสามปี แผนพัฒนาสี่ปี แผนพัฒนาท้องถิ่น แผนประกอบการเบิกจ่ายฯ เพราะปัญหาสำคัญ คือ (1) การปฏิบัติตามแผน (Implementation) และ (2) การนำแผนไปตั้งงบประมาณ (Budgeting) ทั้งนี้เพื่อจะได้สอดคล้องกับ  “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี “ คือสุดท้ายของเป้าหมาย จุดอ่อนก็คือ เป็นการ  “บูรณาการแผนแนวดิ่ง “ ที่กระทรวงสั่งการให้ อปท.นำแผนหมู่บ้านแผนชุมชนไปจัดทำงบประมาณด้วย 

  “One Plan “ เป็นการกำหนดให้ส่วนราชการในพื้นที่และ อปท. รวมทั้งให้มีผู้แทนภาคประชาชนในรูปคณะกรรมการร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาตำบล แผนพัฒนาอำเภอ แผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเป็นแผนเดียวกัน (one plan) [6] เป็นเรื่องของ  “แผนยุทธศาสตร์ชาติ “ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ออกระเบียบว่าด้วย  “การจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ระดับตำบลและอำเภอ “ (เป็นชื่อล่าสุดหลังจากการแก้ในที่ประชุมกฎหมาย) เป็นการรวมแผน หมู่บ้าน/ชุมชน/อปท. ไว้เป็นแผนตำบล โดย อปท. เป็นหน่วยงานสนับสนุนและรับช่วงประสานแผน ที่จะทำให้อย่างน้อย อปท.มีโอกาสได้เสนอแนวคิดใหม่ที่ทันสมัย ในการทำงานในพื้นที่มากขึ้น คาดว่าในอีกไม่นานท้องถิ่นจะได้รับการมอบหมายสั่งการจากหน่วยเหนือตามมาเป็นกุรุส

[1] Phachern Thammasarangkoon & Watcharin Unarine, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

[2] ความแตกต่างของสังคมเมืองกับสังคมชนบท , Blog: jibiko, 22 กุมภาพันธ์ 2556, https://my.dek-d.com/denfjs/blog/  

[3] อนุรักษ์ วัฒนะถาวรวงศ์ , Public Administration PHD: ความผูกพันองค์การ (Organizational commitment), 26 มกราคม 2561, http://anuruckwatanathawornwong.blogspot.com/2018/01/organizational-commitment.html

ความหมายของความผูกพันองค์การ ( organizational commitment) ได้จำแนกตามมุมมองของนักวิชาการได้ 2 ประเภท คือ ความผูกพันองค์การในความหมายการผูกพันที่เกิดจากความรู้สึกผูกพันยึดติดกับองค์การ เป็นความต้องการ (want to) ที่จะผูกพัน และความผูกพันองค์การในความหมายของการผูกพันอยู่กับองค์การ ที่ไม่ใช่ความรู้สึกต้องการผูกพัน แต่มาจากเหตุผลอื่น จึงเป็นความจำเป็น (need to) ต้องผูกพัน   

[4] การจัดประเภทของครอบครัว ที่จัดตามลำดับการก่อตั้งและขนาดของครอบครัว โดยพิจารณาจากลำดับที่มีการก่อตั้งครอบครัว ( Family formation) ของคนในรุ่นต่างๆ รวมไปถึงขนาดของครอบครัวด้วย จำแนกได้ 2 แบบ คือ (1) ครอบครัวเดี่ยว (Nuclear family) คือครอบครัวที่ถือเป็นแก่นแท้หรือแกนหลักของครอบครัวในความหมายที่แท้จริง มักจะพบครอบครัวประเภทนี้ในสังคมเมืองหรือสังคมสมัยใหม่ บางครั้งจึงมีการเรียกครอบครัวประเภทนี้ว่า ครอบครัวสมัยใหม่ หรือ Modern Family และ (2) ครอบครัวขยาย (Extended family) เป็นครอบครัวที่แตกแขนงจำนวนสมาชิกออกไปจากแกนเดิมของครอบครัว คือนอกจากจะประกอบด้วยวงศาคณาญาติที่อาศัยร่วมอยู่ด้วย ยังอาจหมายถึงบุคคลอื่นที่มาสมทบในภายหลังโดยนับรวมเข้าร่วมเป็นสมาชิกของครอบครัวด้วย สมาชิกที่เป็นบุคคลอื่นที่มาสบทบและนับรวมเป็นสมาชิกของครอบครัวนี้ อาจขยายจำนวนเพิ่มขึ้นด้วยการสืบทอดตามสายโลหิตรุ่นต่อรุ่น หรืออาจมาสมทบเพิ่มเติมด้วยความผูกสมัครรักใคร่ บางครั้งจึงเรียกครอบครัวประเภทนี้ว่า   “ครอบครัวร่วม  “ หรือ Joint family  

หรือเรียกว่า “ครอบครัวขยาย หรือสังคมขยาย” ( Collectivistic Society) แบบสังคมไทย ที่คนอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบต่อคนในสังคมแม้จะไม่ใช่ญาติใกล้ชิดก็ตาม ซึ่งตรงข้ามกับสังคมปัจเจกนิยม (Individualism) ในตะวันตกที่เน้นความเป็นส่วนตัวสูง ทุกคนถูกสอนและคาดหวังว่าทุกคนจะดูแลตัวเองได้ และหากจะต้องดูแลบุคคลอื่น ก็เป็นเพียงคนในครอบครัวเท่านั้น

มีผู้กล่าวว่า การเลือกตั้ง …ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมไทย เพราะ การเลือกตั้ง ส.ส. ยังมีการใช้เงินซื้อเสียง ส.ส.ที่ได้จึง ไม่ใช่ตัวแทนที่แท้จริง ของประชาชน เพราะ สังคมตะวันตก เป็น สังคมแบบปัจเจกบุคคล (individualistic  society) แต่สังคมไทย เป็น สังคมแบบครอบครัวขยาย (collectivistic   society) ที่อยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ คนในหมู่บ้านเป็นพี่น้องกัน, เป็นลุงเป็นป้า เป็นน้าเป็นอากัน คนไม่รู้จัก ก็ยังเรียกลุงเรียกป้า,  เรียกน้าเรียกอา  และเรียกพี่เรียกน้อง

ดู พีระ พนาสุภณ , การเลือกตั้ง…ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมไทย, 6 มิถุนายน 2554, http://www.peerapanasupon.com/?p=596

[5] รายงาน: ภาพรวมปัญหาที่ดิน และแนวทางแก้ไข , v-reform, 19 เมษายน 2556, http://v-reform.org/v-report/ภาพรวมปัญหาที่ดิน-และแน/   

[6] มท.ให้แนวทำแผนพัฒนาพ.ท.ยึด ”เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” หาจุดเด่น-โอท็อป ห้าม ”รวยกระจุกจนกระจาย” ทุจริตงบฯ, 17 มิถุนายน 2560, https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_583950  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 
        ให้กำลังใจคนท้องถิ่นในการทำงานทุกคนค่ะ  การหวงอำนาจ  ไม่ยอมปล่อยอำนาจออกจากมือเป็นนิสัยของการปฏิบัติราชการไทย  แต่มองกลับกันงานบางเรื่องท้องถิ่นก็ยังไม่เชี่ยวชาญพอในการปฏิบัติค่ะ จำเป็นต้องมีพี่เลี้ยงกันไป   แต่การเป็นพี่เลี้ยงก็ควรมีระยะเวลาที่สมควร และปล่อยให้ท้องถิ่นดำเนินการเอง  เพื่อให้เป็นตามหลักการกระจายอำนาจ         อยากเห็นประเทศไทยมีการปกครองตามหลักการกระจายอำนาจที่แท้จริง  แต่ก็ต้องให้คนไทยมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองมากกว่านี้   การปกครองท้องถิ่นในหลายประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น  ท้องถิ่นมีอิสระในการทำงาน และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีความรับผิดชอบในงานของตน ทำให้ผลงานออกมาดี ประเทศก็เจริญตาม  แต่คนไทยจะทำได้เหมือนต่างประเทศมากเพียงใด ให้เราลองมองภาพความเจริญของท้องถิ่นไทยกันดู ทั้ง ๆ ที่ท้องถิ่นไทยถือกำเนิดมาได้ไม่น้อยกว่า 100 ปี  เพราะเหตุใด  

หมายเลขบันทึก

661343

เขียน

25 Apr 2019 @ 01:31
()

แก้ไข

26 Apr 2019 @ 09:55
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 1, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก