อะไรทำให้องค์กรไทยเจริญช้า (2)


สมัยผมทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายขายที่โรงงานกระดาษ ผมต้องมาคุมยอดขายให้ดูดี  ปีนั้นเป็นปีที่เศรษฐกิจขาลงด้วย นับเป็นภาระที่หนักใจไม่น้อย ในใจคิดว่าแค่รักษายอดไม่ให้ตกจากปีที่แล้วก็น่าจะโอแล้วล่ะ...แค่ 1200 กว่าล้านเอง !!

ผมเข้าทำงานทีแรกโดนรับน้องเลยครับ ฝ่ายแอ้ดมินกับคอลเซ็นเตอร์มีปัญหาไม่สื่อสารกัน งานขายก็เริ่มติด 

ผมก็เลยเข้าไปสืบว่ามีเหตุอะไร มีปัญหากันเรื่องอะไร ทั้ง 2 ฝ่าย ค่อยๆ คุย  แล้วไกล่เกลี่ย เรียกคุยกันหาจุดที่ Win-Win ทั้งคู่ เรื่องก็จบ กลับมาทำงานตามปกติ เดือนต่อมา เซลล์กรุงเทพกับต่างจังหวัด เปิดฉากทะเลาะกันอีก งานเข้าอีกแล้ว ชนิดที่ว่าเสียงดังแล้ว Walk out เดินออกจากห้องประชุมกันทีเดียว ผมกับ HR ก็ต้องช่วยกันเคลียร์อีก ช่วยกันหลายคน เจ้าของก็มาช่วยด้วย จนเรื่องจบไป กลับไปทำงานตามปกติ

หลังจากนั้น ไม่ว่าฝ่ายไหนมีปัญหาอะไร ผมมีหน้าที่ไกล่เกลี่ยตลอด เหมือนถูกวางตัวให้ทำหน้าที่นี้ไปโดยปริยาย โดยเฉพาะลูกค้ามีปัญหาอะไร ผมไปหาทันที รีบแก้ก่อนลุกลาม  จนผมได้สมญานามว่า “ผู้ชายที่ใจเย็นที่สุด”  

สรุปว่าปีนั้นทั้งปี ผมทำงาน Conflict  management  ซึ่งควรจะ Job ของ HR ไม่ใช่ของผู้จัดการฝ่ายขายเลย  งานขายซึ่งเป็นงานหลักผมทำสัก 30% ได้มั้ง   สิ้นปีผลปรากฏว่า ยอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 120 ล้าน !  ยอดสูงสุดในรอบ 5 ปี  ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจขาลง !

มันเป็นไปได้อย่างไร ผมมาวิเคราะห์... ปีนั้นที่บริษัทมีผมที่เข้ามาทำงานใหม่ และมี อ.ที่ปรึกษาอีกท่านหนึ่ง มาปรับระบบงาน  มีตัวแปร 2 คนเท่านั้นที่เพิ่มเข้ามาให้ผมถอดบทเรียนว่า อะไรที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างสวนกระแส

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมประจักษ์ชัด ว่าการทำงาน ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ  คือ คน และระบบงาน

องค์กร พยายามจะพัฒนา จะเพิ่มยอดขาย จะเน้นระบบงานเป็นหลัก แต่มักหลงลืมเรื่องคน ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญกว่า ผมถามง่ายๆ คนมีปัญหาขัดแย้งกัน แล้วงานจะเดินหรือครับ มาทำงานก็เขม่นกัน ไม่สื่อสาร จะส่งงานให้ก็ไม่ให้ความร่วมมือบ้าง แก้ดึงเชงบ้าง แกล้งให้งานดูแย่ให้เจ้านายด่าบ้าง แบบนี้ให้ระบบงานอย่างเทพยังไง งานก็ไม่เดิน งานไม่เดินเงินก็ติด  เสมือนรถซุปเปอร์คาร์แต่ไม่ได้เติมน้ำมันเครื่อง จะวิ่งได้สักเท่าไหร่  

และเวลาที่ยอดขายตก งบที่ถูกตัดงบแรกเลย คืองบพัฒนาบุคลากร !! ดูซิดู

คนก็บ่นเศรษฐกิจไม่ดี อยู่ยาก ได้ยินเสียงบ่นทุกวัน แต่เราไม่เคยบ่นตัวเองว่า เรายังขัดแย้งกับคนโน้นคนนี้ ยังแบ่งพรรคแบ่งพวก ยังไม่พยายามรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ผมไม่เคยได้ยินคนบ่นเรื่องแบบนี้เลย  จริงๆ เขาก็อาจไม่รู้หรอกว่า ไอ้ที่มีปัญหากันนี่แหละ นี่คือรากเหง้าของปัญหาทั้งหมดที่บ่นๆ กัน...

พอคนสบายใจแล้ว ปรับแต่งระบบงานให้ดี อย่าให้ติด อะไรที่ล่าช้าก็ตัดทิ้ง สบายใจ ความคิดก็แล่น งานก็เดิน เงินก็มา ไอ้เศรษฐกิจที่ว่าไม่ดี ก็เพราะคนขัดแย้งกันนี่แหละครับ เชื่อผมไหม เศรษฐกิจไม่ดีเพราะคนขัดแย้งกัน  ลองไม่ขัดแย้งกันซิ มุ่งช่วยกันทำงาน พองานเดิน เงินก็มา เศรษฐกิจก็ฟื้น ไม่ต้องไปรอตัวเลขจีดีพีจากประเทศไหน ทำไมต้องไปอิงประเทศอื่น ?  

คนสบายใจ ไม่ขัดแย้ง ฝึกฝนให้ยอมรับความคิดความเห็นกัน ความคิดดีๆ ก็มา  ปัญหาอะไรที่ติดขัดก็ช่วยกันแก้ ยอดขายไม่ดี ก็หาทางขายใหม่ซิครับ(วะ) ตลาดมีทั่วโลก ประเทศที่มีตังก็ไม่น้อย....เศรษฐกิจ เงินมันไม่ได้หายไปไหน มันหายไปไม่ได้ มันก็หมุนๆ อยู่รอบโลกนี่แหละ แล้วแต่จะอยู่ที่มือใคร... 

ทีนี้ เห็นหรือยังครับ ว่าทำไมองค์กรไทยถึงเจริญช้า

ตั้งแต่ปี  2540 เป็นต้นมา ไทยช้ามาก เรียกว่าถอยหลังดีกว่า  ประเทศอื่นแซงหมดแล้ว ทั้งเกาหลี จีน เวียตนาม อินเดีย  ก่อนปี 2540 ไทยเรายังถือว่า เป็นเสือแห่งเอเชียตัวหนึ่ง ยังแอบคิดดูถูกประเทศที่เอ่ยชื่อมา ว่า หวายยยย จน ล้าหลัง... ถึงตอนนี้เป็นไงล่ะ อย่าว่าแต่เสือเลย แมวยังเป็นไม่ได้เลย ถดถอยมากๆ เราก็โทษแต่ผู้นำ เอางี้ครับ มันจริง ผมไม่เถียง ผู้นำไม่ดี ประเทศก็ล่มแน่นอน  แต่ผู้นำก็ทะเลาะกันนี่ไง เรื่องเดียวกันรึเปล่า เรื่องความขัดแย้งเป็นรากเหง้าปัญหา คนขัดแย้งกัน อะไรๆ ก็ฉิบหายไปหมด 

ท่านประธานครับ อย่ามัวมุ่งแต่จะแก้ที่ระบบงาน อย่ามัวมุ่งที่พยายามจะเพิ่มยอดขาย แก้คนก่อน แก้ใจคน คนมีความสบายใจ ให้คนรักกันไม่ขัดไม่แย้ง  แล้วงานจะเดินอย่างง่ายๆ เลย  ปีหลังๆ นี่ผมเข้าอบรมตามองค์กร รู้สึกว่ามีระดับความเครียดมวลรวมสูงขึ้นกว่าเมื่อก่อนจนรู้สึกได้   แบบนี้องค์กรไทยจะรอดไหมนะ  

ถ้ายังเครียดแบบนี้ต่อไป เราคงจะฉิบหายเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน ผมไม่ใช่หมอดู แต่เห็นชัดโดยไม่ต้องทำแบบสำรวจเลย   อย่าหวังว่าเลือกตั้งแล้วจะมีอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยได้ ไม่มีทาง ยกเว้นมีนโยบายส่งเสริมให้คนรักกัน... นโยบายที่ไม่ใช่มีแต่คำพูดสวยๆ ป้ายงามๆ  และแค่เดินการกุศล....นั่นแหละทางแก้... เอ้อ ใครจะส่งบทความนี้ถึงผู้นำได้บ้างไม๊น้อ...

ด้วยความปรารถนาดี จาก อ. กล้วย วิชาจีบ 
วิชาที่ทำให้ผู้คนเห็นคุณค่าของความรัก


ปล. อ่านตอนที่ 1 คลิ๊ก 
https://www.gotoknow.org/posts/660839


หมายเลขบันทึก: 660850เขียนเมื่อ 2 เมษายน 2019 03:56 น. ()แก้ไขเมื่อ 2 เมษายน 2019 04:18 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

 เพิ่มความเห็น
สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี