Ho Chi Minh - Dalat - Mui ne ตอนที่ 1

Piyawan
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

Ho Chi Minh Trip 29 Dec 2018-1 Jan 2019 ตอนที่ 1

ทริปนี้เกิดแบบงงๆ ชวนกันไปชวนกันมาเพราะหยุดปีใหม่หลายวัน ไม่รู้จะไปไหนดี 2 ศรีพี่น้องและเจ้าลูกชายก็ตกลงใจกันไปเยือน Ho Chi Minh พวกเรามีวันหยุด 4 วัน ก็คือ 29, 30, 31 และ 1 มกราคม 2562 เวลาเท่านี้ก็สามารถเที่ยวได้ใน Ho Chi Minh, Dalat และ Mui ne ประเทศเวียดนาม

ปีนี้พวกเราไปเวียดนามมาทีนึงแล้วช่วงสงกรานต์ เราไปเยือน Dong Hoi กันมา ทีนี้ปลายปีก็เลยเปลี่ยนมาเที่ยวเวียดนามใต้กันบ้าง มาดูทริปค่ายลูกเสือของพวกเรากัน

การเดินทางไปโดยนกแอร์จากเชียงใหม่ และเดินทางกลับจาก Ho Chi Minh โดยเวียดเจ็ท ค่าเครื่องบินไปกลับไม่ถูกนะจ้า เพราะว่าไปช่วงตั๋วแพง โดนค่าตั๋วไป กลับ คนละ 7,728 บาท ทำยังไงได้ ตั๋วมักจะถูกตอนที่เราไม่ว่างไปนิ

ขณะรอเครื่องบิน บางคนเริ่มสร้างโลกส่วนตัว

งานเริ่มเข้าตั้งแต่ยังไม่ได้ไป เรื่องเกิดจากถุงเท้าที่ใส่มาเป็นคู่ที่ยางยืดไม่แข็งแรง เดินไปยางยืดก็ย้อยลงไปเรื่อยๆ ตามแรงโน้มถ่วงของโลก คือ ขอบถุงเท้านี่ลองไปนอนรออยู่ที่ส้นเท้าเรียบร้อย ก็เลยต้องโทรสั่งถุงเท้าจากน้องชายที่จะไปเจอกันยังดอนเมือง ในเกทนั้นไม่มีร้านไหนขายถุงเท้านะจ๊ะ โปรดเตรียมมาจากบ้าน

พวกเรานัดเจอกันกับน้องชายที่ดอนเมือง นางมาถึงพร้อมกับเสื่อโยคะ คือ ปีใหม่ไง ที่ทำงานหยุด ก็กะว่ากลับจาก Ho Chi Minh แล้วก็จะกลับบ้านต่อเลย ช่วงนี้กำลังฮิตออกกำลังกาย พกเสื่อโยคะมาด้วย กะจะมาโยคะที่พะเยา แต่ผิดแผน เพราะตอนจะไป wrap กระเป๋า กะจะให้เค้าเอาพันไปกะกระเป๋าด้วยกัน แต่พนักงานบอกว่า ไม่ได้ ต้องพันแยกกันและจ่ายเพิ่มอีก นางก็เลยไม่พันละ เอามาถือเองก็ได้ งี้ ทีนี้เป็นไง เด่นเลย ใครๆ ก็มอง (ด้วยความสงสัย) 555

มาถึงโดยสวัสดิภาพ Hello Ho Chi Minh ยังคงหิ้วเสื่อโยคะ

รับกระเป๋าให้เรียบร้อย จะเอาอะไรออกมาก็รีบเลย

พวกเราไปถึงโฮจิมินท์ก็เย็นย่ำแล้ว ไม่เย็นสิ 2 ทุ่มค่ะ ถึงสนามบิน Tan Son Nhat ที่ Ho Chi Minh พอถึงสนามบิน ผ่าน ตม รับประเป๋าเรียบร้อย พวกเราพร้อมกระเป๋าและเสื่อโยคะ ก็ตรงดิ่งไปยังจุดบริการ Taxi ในสนามบิน ก็ไปคุยกะน้องคนนี้ว่า เราจะไปยังจุดขึ้นรถ mini van ที่เราจองไว้เพื่อไป Dalat โดยส่งที่อยู่ของจุดน้ันให้น้องเค้า เค้าก็ประมาณราคา ซึ่งอยู่ใน range ที่เรากะไว้อยู่แล้ว ก็เลย OK และจ่ายเงิน

แถมด้วยการสอนให้อ่านค่าเงิน vietnam dong ว่าเลข 0 สามตัวหลังนี่ You don’t care นะ จากนั้นเค้าให้เราออกไปรอข้างนอก พอออกไป ก็จะมีคนเดินมาหา มาพาพวกเราไปรอรถ พอรถมาก็จัดการเอากระเป๋าขึ้นรถ แล้วก็ออกเดินทาง ลุงแท็กซี่พาเราไปยังจุดหมายที่เราคิดว่าลุงรู้แล้ว ฝ่าเมืองที่มีการจราจรที่ใช้คำว่า Traffic คงจะไม่พอ ต้องใช้คำว่า Crazy!!!

ระหว่างนั่งอยู่ในรถ ศึกษาการจราจรของที่นี่ ซันก็พยายามบรีฟเรื่อง Ho Chi Minh ให้พวกเราฟัง ว่า แม่ๆๆ แม่รู้มั๊ยว่า เวียดนามเนี่ยไม่มีศาสนาประจำชาตินะ ไม่มีสัตว์ประจำชาติด้วย และดอกไม้ประจำชาติก็คือดอกบัว อีกอย่างนะแม่ คนเวียดนามเค้ามีสกิลการขับมอไซค์เยอะมาก สกิลแทรก สกิลเบียด ช่องเล็กนิดเดียวก็ไปได้ รวมทั้งสกิลสวนทาง สกิลกูจะไป ไรเงี้ย!!!

ฝนเริ่มลงมาปรอยๆ ลุงขับไปสักพัก ลุงก็หันมาถามว่า จะไปตรงไหนนะ (เดาเอาเพราะลุงพูดเวียดนาม) ก็เรียกน้อง ตั๋วๆ เอาที่อยู่ให้ลุงดูกำ คือ กลายเป็นว่า ลุงขับตาม GPS จาก Google map ที่เราเปิดให้ เอ้อนั่น

ลุงก็ขับไปเรื่อยๆ แล้วมันก็ไปจอดยังสำนักงานแห่งหนึ่ง เราไม่ยอมลง กลัวลุงทิ้งหนีไป แต่ให้ซันลงไปจัดการ กลายเป็นบอกว่า อีกที่นึง ต้องไปอีก สื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แล้วยังไงก็ไม่รู้ ลุงก็เอาพวกเรามาจอดหน้าบริษัทแห่งนึง แล้วบอกว่า ทีนี่แหละ พวกเราก็มองหน้ากัน เอ้า ลงก็ลงฟะ

และแล้วก็ไม่ใช่จริงๆ ด้วย เรา 3 คน และกระเป๋า 3 ใบ อ้อ และเสื่อโยคะ ที่ต้องการหาจุดขึ้นรถ Mini van ของบริษัท Minh Tri Limousine ซึ่งเวลาออกเดินทางจาก Ho Chi Minh ก็คือ 23.00 น. ไปยัง Dalat แต่เรายังหาที่ขึ้นรถกันไม่เจอ คนเวียดนามเค้าเห็นเรา 3 คนพร้อมกระเป๋าและเสื่อโยคะ ก็เข้ามาถามนะว่าจะไปไหน เราก็พยายามสื่อสาร เขาก็ชี้ไปยังฝั่งตรงข้าม คือ ถนนฝั่งตรงข้าม เหมือนจะมีท่ารถบัสอยู่ พอเห็นดังนั้น เรา 3 คน ก็เดินข้ามถนนพลีชีพกัน คือ น่ากลัวมาก แต่ก็ค่อยๆ ข้ามไป เดินเข้าไปยังท่ารถนั้นได้ มีผู้โดยสารมารอรถอยู่พอสมควร เราลองเอาตั๋วไปให้ จนท ดู เค้าก็ส่ายหัว บอกไม่ใช่ โน โน ไรงี้ เอาล่ะสิ ทำไงอ่ะ เลยหันไปถามกลุ่มผู้โดยสารว่า ใครพูดอังกฤษได้บ้าง ช่วยหน่อยค่ะ งี้ แล้วก็มีผู้ชายคนนึงลุกขึ้น มาถามว่าจะไปไหน เวลานั้นดีใจมากเลย พอคุยกันรู้เรื่องว่าพวกเราต้องการอะไร เค้าก็บอกว่า อ้อ อยู่ตรงข้ามนะ แล้วก็บอกว่าจะพาพวกเราไป (ดีใจ) เค้าก็พาเราข้ามถนนไปกันอีกครั้ง ไปตรงจุดแรกที่ลุงมาส่งน่ะแหละ ตรงนั้นมีรถ Mini van จอดอยู่คันนึง บังเอิญว่ามีคนอยู่ในรถนั้น ผู้ชายคนนั้นก็ถามคนขับเป็นภาษาเวียดนาม แล้วก็หันมาบอกพวกเราว่า รถคันนี้เป็นรถของบริษัทเดียวกัน แต่รถที่เราจะไปเป็นอีกคันนึง และคันนี้จะพาพวกเราไปหารถคันนั้น (ดีใจกว่าตะกี้อีก) คนขับลงมาช่วยยกกระเป๋าพวกเราขึ้นรถ พวกเราก็ไม่รอช้า ขึ้นรถเลย

รถคันแรก พาพวกเราไปยังท่ารถ Mini van ที่เราจองไว้ คือ เข้าลึกเข้าดึกไปเรื่อยๆ งงมากว่า คนทั่วไปจะหาที่ตรงนี้ได้ยังไง เพื่อมาขึ้นรถไป Dalat แต่ในที่สุดเราก็หากันจนเจอ เราหารถเจอแล้ว เย้ พอขึ้นรถได้ คนขับก็มาชี้บอกว่า ที่ตรงนี้ ตรงนี้ และตรงนี้ คือไป 3 คน สื่อสารกับคนขับด้วยภาษาใบ้ อ่ะ ก็พอได้นะ ทีนี้เราก็คิดถึงอาหารล่ะ เริ่มหิว ก็ถามเค้าว่า Food ล่ะ มีไหม เค้าทำหน้างง ซันมีไอเดีย เอาโทรศัพท์ออกมา เข้า google translate ได้เป็นภาษาเวียดนามออกมา ให้เค้าอ่าน เค้าพยักหน้า แล้วก็พิมพ์กลับมา แปลเป็นไทยว่า รถจะมีบริการอาหารให้คุณ หู้ยยยยย ดีใจกันใหญ่ ว่าเดี๋ยวเค้ามีอาหารแจก รอดละตรู

ทีนี้พอใกล้เวลา รถก็ออก เรานั่งประจำที่ แล้วรถก็ขับออกไปเรื่อยๆ สักพักก็จอด คนชับหันมาหาซัน กวักมือ แล้วทำท่าพิมพ์ ซันก็อ้ออออ เค้าจะพิมพ์โทรศัพท์ ก็เอาโทรศัพท์ไปให้เค้าพิมพ์ ได้ภาษาไทยกลับมาว่า ให้พวกเราลงไป ห้ะ งง เลยถามกลับไปว่า ทำไม เค้าพิมพ์ตอบมาว่า ตำรวจจะจับ โอ้ยยย งง ตำรวจจะจับเรา เค้าก็พิมพ์อีกได้มาว่า ฉันจะพาคุณไปหาตำรวจ แว้กกกกก แล้วเค้าก็ชี้ไปนอกรถ ซึ่งทิศที่เค้าชี้ไปมีซุปเปอร์มาเก็ตอยู่ ทำไม้ทำมือบอกว่าให้เราลงไปซื้อของกิน โอ้ มาย ก้อด ไว้อาลัยให้กับ google translate

รถ minivan คันนี้แหละ ที่จอดรอเราอยู่ตอนที่ลงไปซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ต

พวกเราก็ลงมาซื้อของกินกัน ส่วนเค้ารออยู่บนรถ ซื้อเสร็จก็กลับมาขึ้นรถ จัดเครื่องดื่มชูกำลังมาฝากเค้า 1 ขวด นี่ค่ะ ซาลาเปาอ้วนๆ ร้อนๆ

คงไม่ต้องบอกว่าหิวกันขนาดไหน

เราจัดการของกินกันให้เรียบร้อย ได้ซาลาเปาแสนอุ่นและอร่อยมากินพอลดความหิวได้ น้ำพร้อม ขนมอีกต่างหาก นี่ค่ะรถที่พาเรามา

สิ่งนี้แปะอยู่ข้างๆ หาว่ามี pass wifi แต่ก็จริงของเค้า มันน่าจะเป็นอดีตไปแล้ว

จัดการกินของเสร็จแล้วก็นอนพัก รถตู้เวียนรับคนจนครบทุกที่นั่ง แล้วมุ่งหน้าออกจาก Ho Chi Minh ไปยัง Dalat ในรถหนาวมากขอบอก แนะนำให้ใส่เสื้อที่มีฮู้ด เพื่อเอาฮู้ดมาคุมหัวคลุมหน้าได้

ประมาณตี 2 รถก็มาจอดยังร้านอาหาร จะเรียกว่าร้านอาหารก็ไม่เชิง เป็นร้านเล็กๆ คนขับจอดรถลงไปกินก๋วยเตี๋ยวเฉย เราก็เลยลงมาเข้าห้องน้ำ อารมณ์เหมือนรถสมบัติทัวร์จอดกินข้าวต้ม เข้าห้องน้ำกันเรียบร้อยก็เลยมานั่งสั่งอาหารกินมั่ง เป็นก๋วยเตี๋ยว เค้าเรียกว่า เฝอ ความอุ่นของน้ำแกง และความหิวที่ถามหาอีกครั้งก็ทำให้อาหารมื้อนี้ อร่อยมาก เลยถามน้องว่า ทริปนี้ลำบากสุดเท่าที่ตั๋วเคยไปมาใช่ก่อ น้องบอกว่า ใช่ละ 555 อ้อ ค่าก๋วยเตี๋ยวจ่ายเองนะคะ ไม่ฟรี

อ่ะ รถออกก็นอนต่อ ยัง ยัง เรื่องตื่นเต้นยังไม่หมด รถไปถึงโรงแรมของเราที่ Dalat ตอนตี 5 กว่า ซึ่งกว่าจะหาโรงแรมเจอก็ต้องใช้ google map อีก พอไปถึง ปรากฎว่า โรงแรมปิดไฟมืด ลงรถมาแล้วด้วย หนาวก็หนาว คนขับก็เลยช่วยพวกเราโทรหาโรงแรม ให้เค้ามาเปิดประตูให้เราเข้าไปเช็คอิน ลืมบอกว่าค่ารถจ่ายคนละประมาณ 425 บาท จองทาง net ตัดบัตรเครดิตโลด

เราพักที่ Binh Yen Hotel โดยเราจองทิ้งไป 1 คืนเพราะเราต้องการมา check in แต่เช้ามืดแบบนี้เพื่อนอนและอาบน้ำก่อนไปเที่ยว ค่าห้อง 3 คน 2 คืน 2777 บาท ตกคนละประมาณ 460 บาทต่อคนต่อคืน

เข้าห้องได้ มีเวลานอน 2 ชั่วโมงก็จะไปเที่ยวต่อ น้ำไม่ต้องอาบ เห็นเตียงก็นอนได้เลย ตั้งนาฬิกาปลุกแล้วหลับเอาแรง

ภาพนี้ถ่ายที่หน้าโรงแรม

พวกเราจองไกด์และรถสำหรับพาเที่ยวไว้ โดยคุณดวง (ที่เรารู้จักตอนที่ไปเที่ยว Dong Hoi) ได้หาให้อีกที เค้าคิดค่าทัวร์ดาลัท ​รถ พร้อมไกด์ คนละ 35 usd อันนี้ซันเป็นคนติดต่อคุยกะไกด์ให้ ไกด์มารอเราที่ ​Lobby ตามเวลา พวกเราก็ลงมาตามเวลา หลังจากแนะนำตัวกันพอสมควรแล้วก็พากันไป ต้องเดินลงมาหารถค่ะ

บรรยากาศยามเช้าของเมืองนี้

นี่ค่ะ ร้านยาเมือง Dalat

และยังมีบรรยากาศในเมืองเพิ่มเติม

ที่แรกที่เค้าพาเราไป คือ ไปแวะถ่ายรูปกะดอกไม้นี่ อ้อ อากาศเย็นๆ ค่อนไปทางหนาวทีเดียว คือ อากาศดีมาก บ้านเรือนลดหลั่นกันไป คล้ายๆ เกาหลี เค้าบอกว่า ดอกไม้นี้ชื่อดอกกุ๊ก ในภาษาเวียดนาม มีนักท่องเที่ยวแวะมาถ่ายรูปเหมือนกัน เข้าฟรีไม่เสียตังค์

บ้างก็ตั้งอกตั้งใจถ่ายรูป

อยู่ที่นี่ไม่นาน พวกเราก็ออกเดินทางต่อ เส้นทางเริ่มขึ้นเขา

แวะร้านกาแฟ ไปชิมกาแฟขี้ชะมด วิวสวยมากๆ ไกด์ก็พาเราไปแนะนำว่า กรรมวิธีการทำกาแฟทำยังไง ดูเค้าตั้งใจอธิบายมากเลย

คนดาลัทมาที่นี่เยอะมากๆ เลย มีทั้งนักท่องเที่ยว กลุ่มวัยรุ่น ที่มากับเพื่อนๆ เหมือนเป็นที่ที่เขาชอบมากัน

แล้วก็จัดกาแฟมากินกัน ตอนนี้กำลังเลือกเมนู แต่ดูเครียดมากเหมือนเลือกซื้อหวย

นี้น่าจะเป็นชื่อร้านนะ

ทุ่งดอกไฮเดรนเยีย อยู่หน้าร้านกาแฟนี่แหละ จะเข้าไปถ่ายรูปต้องเสียค่าเข้าด้วย ก็มาแล้วหนิ จ่ายเงินแล้วก็เข้าไปกันเลย มันไม่เชิงว่าเป็นทุ่งนะ เรียกว่าดงดอกไฮเดรนเยีย จะถูกต้องกว่า

จากทุ่งดอกไฮเดรนเยีย ไกด์พาเราไปที่ ฟาร์มจิ๊ฮีด (ฟาร์มจิ้งหรีด) เพื่อดูการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด และวิธีการทำเหล้าขาว (เรียนวิธีต้มเหล้าขาวนันเอง) นักท่องเที่ยวสองคนนี้กำลังฟังบรีฟอย่างสนใจ

คือเลี้ยงจนโตเต็มที่ แล้วน้องก็จะมาอยู่บนจาน แบบนี้

อันขวดน้ำนั่น ไม่ใช่น้ำนาจา ไกด์ก็พยายามบอกว่าลองสิ ลองสิ แต่เราขอบายจ้า

อันนี้ร้านทำผมบ้านเค้า

จากนั้นไปน้ำตกช้าง หรือ Elephant Waterfall ระหว่างทางไป มีตลาดและวิถีชุมชนให้เราเก็บภาพ

มาถึงละค่ะ น้ำตกช้าง เดินไปตามทางเดินนี่ ผ่านร้านค้าคล้ายๆ โอทอปบ้านเรา

ด้านบนน้ำตกคือวัดนี้ Linh An เดี๋ยวเราจะไป แต่ตอนนี้แวะน้ำตกก่อน

มาถึงละค่ะ

น้ำตกเป็นสีแดงโคลน ดูไม่ค่อยสวย ความแรงของน้ำก็ดูน่ากลัวเล็กน้อย แต่พวกเราก็เดินตามไกด์ลงไป

แม้ทางเดินจะทุลักทุเล มีคนสวนเลนตลอด แต่พอหันกล้องไปหาเท่านั้นแหละ ความโพสก็มา

คือทางเดินลงไปแอบเหนื่อยนิดนึง เพราะทั้งลื่นและเปียก นักท่องเที่ยวก็พากันเดินตามทางขึ้นและลง คือมันดันเป็นทางเดียวกัน ต้องพยายามแบ่งๆ กันเดิน น้องบอก พ่านขนาด

ในที่สุดก็มาถึงจุดชมวิว ละอองน้ำเยอะมาก อยู่นานอีกนิดมีเปียกปอนแน่นอน

ไกด์ถามว่า จะลงไปข้างล่างอีกมะ พวกเราบอก พอละจ้า กลับขึ้นไปเหอะ

แวะร้านขายของนิดนึง ร้านนี้มีแบงค์เก็บสะสมด้วย

จากน้ำตก ก็กลับมาขึ้นรถ วนขึ้นไปยังวัด Linh An ที่ที่มีพระพุทธรูป Happy Buddha มีชาวเวียดนามมาไหว้พระขอพร

บ้างก็ถ่ายรูป บ้างก็นั่งคุยกัน

จากอาคารนี้ เราเดินออกไปเพื่อชม Happy Buddha

ข้างๆ มีองค์พระพุทธรูปมากมาย

อยู่สักพักก็กลับ เพราะเริ่มจะหิวกันแล้ว นักท่องเที่ยวกำลังทะยอยมากัน

ต่อจากนั้นก็พาไปกินอาหารกลางวัน คือขนาดของจาน จัมโบ้มาก แต่ก็หมด

ปิดท้ายด้วยโรงงานทอผ้าไหม ดูการเลี้ยงไหม จนเอาใยไหมมาทำเป็นเส้น และทอเป็นผ้าไหม

โปรแกรมทั้งหมดของทัวร์วันนี้ก็ได้จบลง ประเมินแล้วถ้าจะมาโดยไม่ต้องเอาทัวร์ค่อนข้างยาก อันนี้ตั้งแต่ 8.30 จนถึง บ่าย 2 จ่ายไปทั้งหมด 120 usd (รวมทิป)

เราขอให้เค้าส่งเราที่หน้า Crazy house คือเป็นสถานที่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิง มันเป็นความแปลกใหม่ เหมือนสวนสนุกแต่ก็ไม่เชิง มีค่าเข้าด้วยนะคะ ซื้อตั๋ว

แล้วก็เข้าไปดูซิว่า ข้างในมีอะไร

ในนี้มีโรงแรมด้วย สามารถพักได้ ตรงนี้เป็น Lobby

เห็นวิวเมืองจากมุมสูง

จากนั้นเราก็โบก ​Taxi จากหน้า Crazy house เพื่อไปขึ้น Cable car และไปวัด Truc Lam คันนี้กดมิเตอร์ให้เราด้วยค่ะ

ผ่านวงเวียนกลางเมือง

มาถึงแล้วก็เดินขึ้นไปทางนี้นะคะ

และนี่เป็นค่าบริการของ Cable car

ในสถานีไม่ต้องต่อคิวเลยค่ะ มาถึงก็ได้ขึ้นเลย

ถึงแล้วก็เดินออกจากสถานี ขึ้นเนินไป ก็ถึงวัดแล้วค่ะ

มีบรรดาอาม่า มาขอให้ช่วยถ่ายรูปให้ เข้ากล้องทีละคน ทีละคน นั่นก็เชียร์ อ่ะชู 2 นิ้ว อ่ะชู 3 นิ้ว

เข้าไปไหว้พระก่อนกลับ

แล้วก็พากันเดินลงมาสถานี Cable car

กลับมาที่เดิม แต่ฝนดันตกลงมาปรอยๆ หนาวด้วย ก็เลยนั่งพักที่สถานี Cable car เพื่อรอให้ฝนซา

รอจนฝนหยุด เดินออกมาโบก Taxi หายากมาก เราก็เลยเดินลงเนินมาเรื่อย ชมบ้านสวยสไตล์ Dalat

ทีนี้มีรถ Taxi มาคันนึง พวกเราเลยโบก และก็เช่นเคย ยื่น google map ให้คนขับดูว่าจุดหมายของเราไปที่ไหน คนขับดูเสร็จ ก็จกเงินออกมา พวกเราก็งง แบบว่า ไม่ได้ขอเงินซะหนอย จกมาทำไม อ้อออ ที่จริงคือ เค้าจะบอกเราว่า เค้าคิดกี่ดอง งี้ เราก็ตกลงเพราะคำนวณแล้วก็ไม่แพง (ไม่กดมิเตอร์จ้า) ทีนี้นั่งรถมาเรื่อยๆ รถก็ผ่านยัง Landmark อีกอันนึงที่เราลืม ก็คือ โดมหัวหอมสีเขียวนั่นเอง เราบอก Taxi บอกว่าจอดได้ไหม เค้าก็เลยลดราคาให้

อยู่ติดทะเลสาบเลย

โดมหัวหอมสวยดี มีทะเลสาบด้วย ดูเหมือนจะมีงานอะไรสักอย่างเพราะขยะเยอะมาก พวกเราเดินชมทะเลสาบ อินกับบรรยากาศ คนที่นี่นิยมใช้บริการ Taxi

คือบรรยากาศดีเวอร์มาก ทะเลสาบ ดอกไม้ เก้าอี้ขาว และอากาศเย็นๆ

เริ่มหมดแสงของวันแล้วหล่ะ

คือเราจะไปยังโบสถ์ที่มองเห็นไกลๆ นั้น แต่เดินตามทางไม่ถึงสักที เราก็เลยลัดเส้นทางไป

ทางเดินสูงๆ ต่ำๆ ทรมานเข่าดีแท้

เราจะไปโบสถ์นั้นแหละ ใกล้จะเดินไปถึงละ

เริ่มหิวกันแล้วก็เลยเดินหาของกิน คือกะจะไปร้านอาหารในตึกที่มีแต่ร้านกาแฟ แต่ดันทำการบ้านมาไม่ดี หาว่าตึกนี่อยู่ใน Dalat และร้านที่จะไปชื่อร้าน 100 roof พวกเราก็มีความพยายามมาก หาจนเจอร้าน 100 roof แต่ดันเป็นบาร์จ้า ไม่ใช่ร้านกาแฟ เลยกินอาหารแถวนั้น และ ใช้บริการห้องน้ำให้เรียบร้อย

แล้วพากันโบก taxi ซึ่งต้องใช้ความพยายามมาก เพื่อไปยัง up coffee ทางไปเข้าลึกเข้าดึกไปติกติก ยังคิดอยู่เลยว่า แล้วพวกตรูจิกลับกันยังไง

สั่งน้ำ และขนมหวานกินกันให้หนำใจไปเลย สั่งที่เคาน์เตอร์ข้างล่าง จ่ายเงิน แล้วก็เดินขึ้นไปชั้น 2 บรรยากาศในร้าน ตอนนั้นคือ หนาวมากๆ ต้องการผ้าห่มเพิ่ม ที่นั่งสุดฮิตก็คือ ที่นั่งติดกระจก มองวิวเมือง Dalat และแสงสีของเมืองยามค่ำคืน ซึ่งพอขึ้นไป มันเต็ม ไม่มีที่ว่างเลย พวกเราก็ต้องรอแป๊บนึง นั่งเก้าอี้สำรองไปก่อน รอเสียบ

ในที่สุด การรอคอยของเราก็ได้ผล มีคนลุกกลับแล้ว พวกเราก็เลยย้ายของเข้าไปแทนที่ ได้ วิวเมือง Dalat ยามค่ำคืน สวยสุดๆ

วันนี้เป็นวันที่ยาวนาน จริงๆ นับดูแล้วไปกันมาเยอะมากๆ นอนแค่ 2 ชั่วโมง และเที่ยวต่อเลยนี่ ทำกันไปได้ จากร้านกาแฟนี่ พวกเราก็เรียก Taxi กลับโรงแรมของเรา ครานี้เค้ากดมิเตอร์ให้ค่ะ (ดีใจ) ถึงโรงแรมแล้วก็อาบน้ำนอนเอาแรงเพราะพรุ่งนี้เราจะไปมุยเน่กัน รออ่านบันทึกหน้านะคะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน learn2travel



ความเห็น (0)